ตอนที่ 68 อย่าตายนะ
เสียงระเบิดสะท้านก้องกัมปนาท บังเกิดกลุ่มควันคละคลุ้งแผ่ซ่านขยายกว้างดั่งคลื่นสมุทรมหึมากลืนกินสรรพสิ่งโดยรอบ ดินแดนที่เคยปกคลุมไปด้วยหิมะขาวและต้นไม้สูงใหญ่ ในขณะนี้ ต้นไม้จำนวนมหาศาลปรากฏเพียงตอต้น รัศมีกว้างไกลสุดเส้นขอบฟ้า ไม่มีวัตถุใดขวางกั้นสายตา คลื่นระเบิดได้ทำลายล้างสิ้นกระทั่งภูเขาสูงเหนือเมฆยังมลายสูญ ดินแดนเบื้องหน้าราวกับทุ่งราบที่ปรากฏเศษซากจากแรงระเบิดเกลื้อนกลาดไปหมด
ในขณะนี้เอง ณ ทิศตะวันออก ทางฝั่งของปรมาจารย์กลับตรึงเครียดเหนือประมาณ ทันทีที่เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นดุจสวรรค์ถล่ม หูของพวกเขาคล้ายดับสนิทไม่สามารถรับรู้ถึงเสียงใดๆ สีหน้าของเหล่าปรมาจารย์แปรเปลี่ยนในฉับพลัน ความหวั่นเกรงต่อโครงกระดูกสีขาวนวลเบื้องหน้าอันธตรายหายไป สีหน้าในคราวนี้กลับกลายเป็นซีดขาวดุจภูติผีในตำนาน ท่ามกลางความตื่นตะลึงลาน เหล่าศิษย์คล้ายแก้วหูแตก โลหิตต่างไหลซึมออกมา สีหน้ายิ่งมายิ่งน่ากลัว
สำหรับเหล่าศิษย์ด้วยกัน บุรุษสามคนต่างคุมสติไว้ไม่อยู่แต่แรก ยามโลหิตไหลซึมออกมาผ่านใบหู ชายหนุ่มทั้งสามพลันสิ้นสติลงนอนสลบเหมือดไร้การตอบสนอง ในขณะเดียวกัน ลาซิเฟียที่คุมสติได้ดี สายตาวาบผ่านกลุ่มบุรุษที่สิ้นสติไป เมื่อพบเห็นโลหิตที่ไหลออกจากหูของบุรุษทั้งสาม สีหน้าของเธอนิ่งสนิทอย่างน่ากลัว มันไม่ใช่สีหน้าของความเย็นชา หากแต่เป็นสีหน้าของความหวาดกลัวจนสุดขีด!! ห้วงจิตสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรงกระทั่งหัวใจที่เต้นถี่ระรัวราวกับกระเด็นออกจากมาอก
สายตาคู่งามเคลื่อนผ่านสามสหายที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไงจนหยุดลงที่เหล่าปรมาจารย์ ท่ามกลางปรมาจารย์ทั้งห้าคน มีเพียงปรมาจารย์ยูไคแค่คนเดียวเท่านั้นที่หันกายกลับมามองเธอ ท่าทางของเขาคล้ายกับกำลังตะโกนเพื่อบอกบางอย่าง เป็นการตะโกนอย่างสุดเสียง ทว่า โลกของเธอนั้น เป็นโลกแห่งความเงียบงันโดยสมบูรณ์
จิตใจที่แกร่งกล้าและเข้มแข็งมาตลอด ยามเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเงียบไร้สิ้นสุด ไม่มีที่ไหนให้เธอรู้สึกปลอดภัยได้อีกต่อไป ปีศาจแห่งความกลัวฉีกปราการจิตใจออกเป็นเสี่ยงๆ ความหวาดกลัวเข้าเคลือบคลานกลืนกินจิตใจของเธออย่างไร้ขอบเขต ใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ ตอนนี้ ริมฝีปากเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย สองขาล้มพับลงในทันใด สองมือกุมศีรษะพลางกรีดร้องออกปานกล้องเสียงคล้ายฉีกขาด
สำหรับปรมาจารย์ยูไคแล้ว ภาพเบื้องหน้าบีบรัดหัวใจของเขาเป็นที่สุด เสียงกรีดร้องคล้ายหัวใจแตกสลายยิ่งทำให้เขาอยากจะฉีกตัวเองออกเป็นหมื่นชิ้น ทั้งที่รู้ว่าดินแดนแห่งนี้อันตรายอย่างสุดขั้ว ชายชรายังจะดึงดันเข้ามาสำรวจ ด้วยความทรนงตน เข้าใจว่าสามารถรับมือกับสถานที่แห่งนี้ได้ ชายชราได้ทำให้ศิษย์รักของตนพบเจอกับฝันร้ายติดตัว มันกลายเป็นตราบาปในใจตราบนิรันดร์
เนื่องด้วยเหล่าปรมาจารย์เป็นผู้บรรลุเหนือขอบเขตเลเวลหมื่น มันเกินขอบเขตคนสามัญธรรมดา พวกเขาจึงหูดับเพียงชั่วครู่ หากแต่มันเป็นหนึ่งในสาเหตุเท่านั้น สาเหตุหลักที่พวกเขาหูดับเพียงไม่นาน เป็นเพราะพวกเขาอยู่ห่างจากศูนย์กลางของแรงระเบิดจนเกินไป
“ฝู่ชิง! เจาะรหัสถึงไหนแล้ว” ปรมาจารย์ยูไคเอ่ยกล่าวเสียงสั่นเครือ เนื่องด้วยความรู้สึกผิดจุกอก
“ข้าเสียเวลาต้องเจาะรหัสใหม่เพราะแปะยันต์ให้พวกเจ้า หลังจากนั้นข้าก็เร่งสุดกำลังเพื่อเจาะรหัสใหม่ ข้าที่กำลังเจาะรหัสจนใกล้จะเปิดประตูได้ ทันทีที่ข้าหูดับไป ห้วงมิติก็บิดผันอย่างใหญ่หลวง มันบิดเบี้ยวเสียยิ่งกว่าครั้งก่อนหน้า!!” ปรมาจารย์ฝู่ชิงเอ่ยกล่าวอย่างหมดหวัง ประตูที่กำลังจะเปิดออกราวกับสวรรค์กลั่นแกล้ง ห้วงมิติกลับบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ทำให้การเจาะเปิดมิติต้องเริ่มตั้งแต่ศูนย์
“ทะ---ท่านหมายความว่าเช่นไร” ปรมาจารย์ยูไคกล่าวพลางแววตาเบิกโพลงจ้องขึง
ราวกับสีหน้าสิ้นหวังของปรมาจารย์ฝู่ชิงแพร่ลามให้พวกเขาที่เหลือ จิตใจแกร่งกล้าดุจปราการไร้พ่ายบังเกิดความสั่นคลอนอย่างรุนแรง ในช่วงเวลานี้ พวกเขาไม่สนใจโครงกระดูกสีขาวนวลอีก ภายใต้ม่านพลังสุดแกร่งผนวกเข้ากับยันต์ระดับจักรพรรดิ โครงกระดูกตัวนี้มิอาจเจาะทะลวงเข้ามาได้
“พวกท่านคิดเห็นเช่นไร ถ้าข้าจะพูดว่าสาเหตุของมิติบิดผันนี้ไม่ใช่อำนาจพลังของธรรมชาติ หากแต่ มันเป็นอำนาจพลังของสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่ง…” ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าว
“จะเป็นไปได้ยังไง…” ปรมาจารย์ธูมัสกล่าวอย่างเลื่อนลอย ชายชราผู้นี้คือคนที่ใช้เวทมนตร์ที่แกร่งกล้าที่สุด พลังเวทย์ทำลายล้างของชายชราสามารถสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ถึงกระนั้นมันก็ไม่มีอำนาจมากพอจะบิดผันมิติได้แม้เพียงเสี้ยว ชายชราที่โหยหาอำนาจพลังระดับนั้นจึงฝึกฝนเวทมนตร์มาตลอด ฝึกฝนในระดับนรกบนดิน!! ทรมาณตนมาตลอด จนกระทั่งช่วงอายุก็ได้ย่างก้าวสู่สองพันปี มันก็ยังคงไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
“มันเป็นเพียงการสันนิษฐานของข้า ถ้าหากเป็นดังว่าจริงๆ เลิกหวังที่จะกลับบ้านได้เลย ตราบใดที่ตัวตนแบบนั้นยังไม่ตกตาย ข้าก็คงไม่สามารถเปิดประตูมิติได้”
ปรมาจารย์ที่เหลือยืนฟังอย่างตั้งใจ ถ้าเช่นนั้น พวกเขาจะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่? ตัวตนระดับที่สามารถบิดผันห้วงมิติ อย่าว่าแต่สิบท่านเทพมนุษย์ต่อให้ร้อยพันท่านเทพมนุษย์ก็มิอาจกุมชัยเหนือมัน ด้วยเหตุนั้น มันจะตายโดยวิธีใดกันเล่า!!
ด้วยความฉลาดล้ำของเหล่าปรมาจารย์ คำถ้อยดังว่า “ตราบใดที่มันยังไม่ตกตาย” พวกเขาล้วนเข้าใจได้โดยทันที ความสิ้นหวังบนใบหน้าพลันเพิ่มพูนถึงขีดสุด พวกเขาทั้งหมดสิ้นหวังในชีวิตลึกลงไปถึงดวงวิญญาณ ความรู้สึกคล้ายกับปลงต่อชีวิตบังเกิดขึ้น ในเมื่อดิ้นรนให้ตายยังไง บทสรุปก็คือการตกตาย ณ ดินแดนแห่งนี้ ในเมื่อเป็นแบบนั้น พวกเขายังจะดิ้นรนให้เหนื่อยกายอีกทำไม
“มาได้แค่นี้เรอะ…”
ในขณะนั้นเอง โครงกระดูกสีขาวนวลที่นิ่งงันไม่ขยับเขยื้อนอยู่นานโขพลันหันกายกลับในฉับพลัน มันที่เคลื่อนไหวเชื่องช้ามาตลอดแม้กระทั่งการก้าวเดิน เหนือความคาดหมายยิ่ง การหมุนกายของมันรวดเร็วราวกับหยุดเวลาไว้แล้วปรากฏขึ้นในพริบตา ปรมาจารย์ต่างตื่นตัวกระทั่งการมองเห็นของพวกเขายังมิอาจจับการเคลื่อนไหวของมันได้ทัน โครงกระดูกสีขาวนวลมองตรงไปทางทิศเหนือราวกับจ้องมองบางสิ่งบางอย่าง
ทันใดนั้นเองที่เสียงกรีดร้องพลันดังขึ้นอย่างโหยหวน โครงกระดูกสีขาวนวลกลับแผดเสียงร้องอย่างน่าเวทนาราวกับเสียงภูติผีจากขุมนรกโลกันต์ น่าสยดสยองเขย่าโสตประสาท ท่าทีสงบเยือกเย็นของมันกลับกลายเป็นลนลาน หนึ่งดาบป้องอกพลางเพลิงทมิฬที่เคลือบคลุมทั่วทั้งร่าง ทันทีที่เพลิงทมิฬปรากฏขึ้นในครรลองสายตา เหล่าปรมาจารย์ถึงกับเส้นขนลุกชูชัน เพียงแค่มองเปลวเพลิงทมิฬลุกโชนโอบร่างของโครงกระดูกยักษ์ ภาพเบื้องหน้านั้นราวกับเทพมรณะอย่างไรอย่างนั้น
มิอาจคาดเดาได้ว่าโครงกระดูกสีขาวนวลกำลังทำสิ่งใด ท่าทางของมันราวกับไม่ได้สนใจเหล่าปรมาจารย์แม้แต่น้อย ปรมาจารย์ทั้งห้าที่ครุ่นคิดและสงสัยต่างตั้งคำถามเดียวกัน “มันกำลังทำอะไร? ทำไมมองไปทางทิศเหนือ?”
เพียงสามลมหายใจ
วาบบบบบบบ----บึ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
เพล้ง!!
คลื่นพลังบางอย่างวาบผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจแสงอรุณสาดผ่าน สรรพสิ่งที่ถูกมันสาดผ่านไปต่างเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ต้นไม้สูงราวสิบห้าเมตรจำนวนมากค่อยๆหักโค่นลง สีหน้าของปรมาจารย์กลับกลายเป็นแข็งทื่อไร้การตอบสนองราวกับสมองมิอาจประมวลผลได้ทันกาล ภาพเบื้องหน้านั้นให้ความรู้สึกสะพรึงถึงขีดสุด ม่านป้องกันผนวกกับยันต์ระดับจักรพรรดิ ตอนนี้มันได้พังทลายสิ้น สิ่งที่น่าตะลึงยิ่งกว่านั้นคืออสูรกายเบื้องหน้า…
โครงกระดูกยักษ์ที่น่าเกรงขามและสร้างความสะพรึงกลัว มันกลับกลายเป็นเศษซากชิ้นส่วนกระจัดกระจายอยู่บริเวณใกล้เคียง ศาสตราเล่มใหญ่ของมันยังปรากฏเพียงแค่ด้ามจับ มันตกตายลงโดยสมบูรณ์ ทันทีที่เคลื่อนสายตาออกจากมันพลันสังเกตบริเวณโดยรอบ ทุกสิ่งปรากฏเพียงความพังพินาศ ป่าไม้ ภูเขา ทุกสิ่งได้กลายเป็นเศษซากธุลี
“สะ---สวรรค์” ปรมาจารย์โหวู๋อุทานขึ้น
เหล่าปรมาจารย์ที่รู้สึกว่าตนเอาชีวิตรอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ โครงกระดูกยักษ์ที่ร่างกายใกล้เคียงคำว่า “ไร้เทียมทาน” ยังตกตาย
ปรมาจารย์โชลิชกล่าวขึ้น “นับว่าสวรรค์เข้าข้างพวกเราแล้วจริงๆ”
แท้จริงแล้ว พวกเขานับว่าโชคดีเป็นอย่างมาก เนื่องจากศูนย์กลางของแรงระเบิดเกิดขึ้น ณ ทิศเหนือ ทำให้คลื่นพลังที่สาดมานั้นอ่อนกำลังลงอย่างน่าเหลือเชื่อ ผนวกเข้ากับการต้านทานของโครงกระดูกยักษ์ มันบั่นทอนคลื่นพลังนั้นไปได้ราวหนึ่งในสามส่วน ร่างกายของมันกล่าวได้ว่า “ไร้เทียมทาน” โดยแท้จริง ทว่า ต่อหน้าคลื่นพลังล้างสวรรค์ มันย่อมตกตายลงอย่างมิอาจเลี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งม่านพลังป้องกัน หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ พวกเขาล้วนตกตายลงอย่างไม่รู้ตัว
“เจ้านั่น---รู้ถึงการมาของคลื่นพลังทั้งที่พวกเรามิอาจสัมผัสถึงแม้เพียงเสี้ยว หนำซ้ำ ตั้งแต่แรกที่เราสู้กับมัน มันยังไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ มันเป็นตัวตนแบบใดกัน เป็นตัวตนแบบใด!!” ปรมาจารย์ธูมัสเอ่ยกล่าวอย่างสติแตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลิงทมิฬที่โอบร่างของมัน ตั้งแต่เพลิงนั้นปรากฏขึ้น ชายชราผู้นี้กลับสัมผัสได้ถึงความอันตรายโดยแท้จริง ราวกับว่า มันสามารถทลายม่านพลังนี้ได้อย่างง่ายดาย
“ธูมัส---เจ้าว่าโครงกระดูกนั่นทรงพลังแล้ว แล้วอำนาจใดกันที่กระทำเรื่องแบบนี้” ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวพลางหันมองโดยรอบ สรรพสิ่งรอบกายยิ่งย้ำเตือนพวกผู้เฒ่าจอมทะนงตนว่าพวกเขานั้นอยู่ห่างไกลจากความแข็งแกร่งที่แท้จริงถึงเพียงใด
….
ณ มิติภูเขาศตวรรษ ณ ทิศใต้
ลาซิเฟียที่เดินสำรวจข้างในถ้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนเวียนหาสิ่งของที่แผ่กลิ่นอายโบราณอันคุ้นเคย กลิ่นนี้ราวกับติดอยู่ที่ปลายจมูก ไม่ว่าเธอจะพยายามสักเพียงใด ทุกอย่างกลับคว้าน้ำเหลว
“ทำไมกันนะ---ทำไมถึงหาไม่เจอล่ะ” ลาซิเฟียเอ่ยกล่าวอย่างสะอึกสะอื้น สิ่งของที่เธอกำลังตามหา เปรียบได้ราวกับครึ่งชีวิตของเธอ สิ่งที่ทำให้เธอก้าวผ่านทุกอย่างมาได้ตัวเอง ก้าวผ่านเรื่องราวทั้งหมดมาด้วยความเข้มแข็งเพียงคนเดียว เหตุเป็นเพราะมีมันเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจ
ทว่า เธอละทิ้งความหวังในการหามันไปตั้งนานแล้ว สิ่งของชิ้นนี้ได้หลุดหายไปหลังจากข้ามภพชาติที่แปด มันห่างกายจากเธอราวสามสิบปี ตั้งแต่ครั้งนั้น เธอพลันจมอยู่กับความผิดหวังคล้ายปลงกับชีวิต ยิ่งคาดหวังว่าจะเจอมันมากขึ้นเท่าไหร่ ยามผิดหวังก็บั่นทอนจิตใจมากขึ้นเท่านั้น
“นั่นสินะ ข้าจะหวังหามันให้เจออีกทำไม ถึงไม่มีมัน ข้าก็อยู่มาได้ถึงสามสิบปีแล้วนี่…” น้ำเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ลึกล้ำลงไปข้างใน ลาซิเฟียยังคงปรารถนาที่จะหามันให้เจอ
ในช่วงเวลานั้นเองที่บังเกิดเสียงดังดุจระเบิดขึ้น บึ้ม! แรงสั่นสะเทือนนี้ทำให้ทั่วทั้งถ้ำต่างสั่นไหวไปหมด ลาซิเฟียยังเกือบจะทรงตัวไว้ไม่อยู่ ทันทีที่บังเกิดเสียงนั้น หญิงสาวพลันเร่งวิ่งไปถึงปากถ้ำ แท้จริงแล้ว เสียงระเบิดนี้หาใช่สิ่งที่ดวงตายักษ์กระทำไม่ เนื่องจากศูนย์กลางของแรงระเบิดอยู่ที่ทิศเหนือ คลื่นพลังของมันมิอาจส่งมาถึง ณ ทิศใต้ ด้วยเหตุนี้ เสียงที่ดังขึ้นนั้น มันเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากบางสิ่งบางอย่างที่กระทบเข้ากับตัวถ้ำอย่างรุนแรง
ทันทีที่ลาซิเฟียย่างกรายออกจากปากถ้ำ รูม่านตาพลันหดรีดเล็กลงอย่างที่สุด ภาพเบื้องหน้าปรากฏเรือนร่างของชายหนุ่มคนหนึ่ง ชายหนุ่มที่เธอคุ้นเคยอย่างที่สุด “กาติรัส…” น้ำเสียงแหบพร่าราวกับติดค้างที่ลำคอ ภาพเบื้องหน้าได้สร้างความสะเทือนใจแก่เธออย่างสุดขั้ว ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนที่มีพระคุณกับเธอ เป็นคนที่ชาตินี้สมควรจะตอบแทนให้ได้ก่อนตาย ทว่า เหตุการณ์เบื้องหน้าราวกับย้ำเตือนว่าการตอบแทนบุญคุณจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว
ทั่วร่างแข็งค้างประหนึ่งถูกสาป หัวใจเย็นชาประหนึ่งน้ำเย็นเกิดสั่นกระเพื่อมอย่างไม่ทราบสาเหตุ ลาซิเฟียยืนตะลึงค้างอยู่นาน หญิงสาวราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างพลางย่างเท้าก้าวเข้าหาชายหนุ่มที่นอนจมกองเลือด หากสังเหตโดยละเอียด จะพบว่าเรือนร่างของเขานั้นร่วงหล่นมาจากเบื้องบน รอยเลือดประดับเป็นทางยาวเหนือต่ำจรดผืนดิน บังเกิดแอ่งน้ำโลหิตใหญ่อาบร่างของชายหนุ่ม มันอาบท่วมจนยากจะจดจำใบหน้าได้ หญิงสาวเริ่มคุมสติไว้ไม่อยู่ สำหรับชายหนุ่มเบื้องหน้า เธอมีความรู้สึกประทับใจแรกอยู่ ทว่า เรื่องราวตอนนี้มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนเกินไป
สองมือเรียวราวดุจหยกค่อยๆเอื้อมมือจับใบหน้าของกาติรัสอย่างเชื่องช้า แววตาสั่นระรัวด้วยความสะเทือนใจ เธอไม่รู้ตัวแล้วว่าควรจะกระทำการเช่นไรในสถานการณ์แบบนี้ ลาซิเฟียพลันหันศีรษะมองตามรอยเลือดที่หยดย้อยตามพื้นเบื้องล่าง
“ทิศเหนือ…”
หญิงสาวรู้ในทันใดว่าเขานั้นปลิวมาจากทิศเหนือ หากแต่ ปลิวมาไกลถึงเพียงใดลาซิเฟียมิอาจรับรู้ได้
ลาซิเฟียราวกับสมองประมวลผลไม่ทัน ฝ่ามืออันสั่นเทาค่อยๆยกขึ้นเหนืออกของกาติรัสราวกับกำลังร่ายเวทมนตร์ ในขณะเดียวกัน น้ำเสียงอันสั่นเครือยิ่งก็ตามมาพลางหยดน้ำตาที่พร่างพรม “อย่าตายนะ… อย่าตายนะ… อย่าตายนะ…”
น้ำเสียงแหบพร่ากล่าวออก เธอพยายามร่ายเวทย์รักษาขั้นสูงสุด มันกลืนกินพลังเวทย์ของเธอไปกว่าครึ่ง พลังอำนาจของเวทย์นี้สมควรรักษาแขนที่ขาดไปให้งอกกลับมาใหม่ด้วยซ้ำ ทว่า ต่อหน้าบาดแผลของอสูรกายโบราณ มันกลับมิอาจรักษาได้ด้วยวิธีการทางเวทมนตร์
ลาซิเฟียยิ่งมายิ่งสติหลุด ฝ่ามือของเธอเร่งร่ายเวทย์รักษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่ายมันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ จนตอนนี้พลังเวทย์ของเธอหมดสิ้นแล้ว…
สำหรับเธอแล้ว ตลอดสิบภพชาติมานี้ กาติรัสเปรียบดั่งสหายคนสนิท เป็นสหายคนแรกของเธอ ฝ่ามือวางทาบบนหน้าอกของชายหนุ่ม เรือนร่างของหญิงสาวซบพิงกายของเขาคล้ายทรมานปานหัวใจสลาย โลหิตยังคงหลั่งไหลไม่ขาดสาย เรือนร่างขาวผ่องดุจหิมะเปรอะเปื้อนด้วยหยดน้ำสีแดงฉาน
“ขะ---ขอร้อง อย่าตายนะ…”
..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:7,044 พลังกาย:963,877 พลังเวทย์:2,023,131 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ