ที่หลิวชิงหยู่กังวลไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล
ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ในวันที่สองจู่ๆ เซี่ยเจิ้งเต๋อก็หยิบยกประเด็นการปลดผู้ใหญ่บ้านกับเลขานุการหมู่บ้านหยูฉู่มาพูด “สมาชิกทุกท่าน ผมมีคำถามอยากจะถามผู้ว่าการเสวี่ยและทุกคน ทางเทศมณฑลได้จัดตั้งโครงการบูรณาการทรัพยากรที่ดินใกล้กับภูเขาชุ่ยผิงหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นการกระทำของโจวเหวินเชา ต่งเทียนปาและบริษัทเชาปาได้รับอนุญาตจากเทศมณฑลหรือไม่ ประการที่สอง แค่เลขานุการประจำหมู่บ้านกับผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหยูฉู่ไม่ยินดีที่จะลงนามสัญญากับบริษัทเชาปา ก็ถึงขั้นปลดพวกเขาออก”
เซี่ยเจิ้งเต๋อพูดจบ เสวี่ยเหวินหลงก็เงยหน้าตอบทันที “เลขาธิการเซี่ย ผมสามารถตอบคำถามคุณได้ ประการแรกคือเรามีโครงการบูรณาการที่ดินใกล้กับภูเขาชุ่ยผิงจริง จุดประสงค์คือการรวมทรัพยากรและจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้เราจึงเปิดการประมูลตามขั้นตอน ซึ่งบริษัทเชาปา ของโจวเหวินเชา และต่งเทียนปาเป็นผู้ชนะการประมูลไป ซึ่งทางสำนักงานประมูลราคามีประวัติเรื่องนี้อย่างครอบคลุม ดังนั้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์เชาปา จึงได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ประการที่สองที่สั่งปลดทั้งสองคนนั้น ทางซือเจิ้นเฉียงได้ส่งรายงานมาให้ผม และผมก็ส่งเอกสารให้คุณแล้วเมื่อเช้า ตามเนื้อหาของเอกสาร การปลดของทั้งสองคนนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสัญญา แต่เป็นเพราะซือจิ่งโจวจากฝ่ายองค์การบริหารตำบลได้รายงานให้ซือเจิ้นเฉียงเกี่ยวกับเรื่องปลดเลขานุการหมู่บ้านหยูฉู่อย่างหลี่เทียนหย่งได้สักพักแล้ว แต่พึ่งจะมีการหารือกันเมื่อวานนี้ สำหรับการปลดจ้าวไห่เฉียง มันเป็นเพราะจ้าวไห่เฉียง เพิกเฉยต่อความปลอดภัยของชาวบ้าน พาชาวบ้านมาที่ประตูของเทศมณฑลเราแม้ว่าเราจะไม่ได้รับผลกระทบอะไร แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องดีต่อชาวบ้านในกวนซาน เป็นเหตุผลให้คณะกรรมการทั้งหลายยื่นปลดจ้าวไห่เฉียง ผมว่าเรื่องนี้คงไม่มีข้อสงสัยใดๆ แล้วนะ”
เซี่ยเจิ้งเต๋อขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำตอบของเสวี่ยเหวินหลง เขามั่นใจอย่างเต็มที่แล้วว่า โจวเหวินเชา กับต่งเทียนปา สมรู้ร่วมคิดกับเสวี่ยเหวินหลง และที่หลิวชิงหยู่ไม่ได้อยู่ในกวนซานแต่ซือเจิ้นเฉียงยังอยู่ในกวนซานนั้นก็เป็นแผนของเขาเพื่อที่จะกำจัดตัวแปรที่ส่งผลต่อผลประโยชน์ของพวกเขา อย่างไรก็ตามเซี่ยเจิ้งเต๋อเองก็เป็นคนหลักแหลม เพื่อช่วยเหลือคนในกวนซานเขาหวังว่าคณะกรรมาธิการที่เป็นกลางจะช่วยเหลือเขา เมื่อพูดถึงตรงนี้เซี่ยเจิ้งเต๋อก็ค่อนข้างมั่นใจอยู่บ้าง
คิดถึงจุดนี้ เซี่ยเจิ้งเต๋อก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “คุณเสวี่ยความเห็นของผมกับคุณมันตรงข้ามกัน แต่ถ้าเรามานั่งเถียงกันมันคงจะมีผลลัพธ์เพื่อความยุติธรรม ผมว่าเราควรให้คณะกรรมาธิการทั้งหลายลงคะแนนจะดีหรือไม่”
เสวี่ยเหวินหลงเห็นแบบนั้นก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้ ถ้างั้น ใครที่เห็นด้วยกับผมขอให้ยกมือขึ้น” พูดจบเสวี่ยเหวินหลงก็ยกมือ
ต่อจากนั้น เปาเทียนหยาง จินหยู่เผิง หนิ่วเจี้ยนกั๋ว โจวหยางที่เป็นพันธมิตรแบบสุดโต่ง ของเสวี่ยเหวินหลงที่ไม่มีหวั่นสั่นคลอนก็ยกมือขึ้น แม้ว่าคะแนนตอนนี้จะน้อยกว่าครึ่ง แต่เสวี่ยเหวินหลงก็ไม่ได้ใส่ใจ และยิ้มอย่างสงบ
ในตอนนั้นเซี่ยเจิ้งเต๋อก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ถ้าใครเห็นด้วยกับผมโปรดยกมือขึ้น” เขาพูดจบก็ยกมือขึ้น
อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาพูดจบ ก็มีแค่ เฉินฟ่านหยู่ เท่านั้นที่ยก ส่วนอีกสี่คนอย่างพวกหวังหยู่ฉิง หวังจื่อเฉียง และคนอื่นๆ ยังคงนิ่งเงียบไม่ได้ยก
เมื่อเห้นแบบนั้นหน้าของเซี่ยเจิ้งเต๋อก็หมองลง เขารู้ทันทีว่ามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป
เซี่ยเจิ้งเต๋อพูดถูก เมื่อคืนที่เขาเรียกประชุมคณะกรรมาธิการ เสวี่ยเหวินหลง กับเปาเทียนหยางก็ได้พูดคุยนัดแนะกับพันธมิตรของพวกเขา ส่วนคนที่เป็นกลาง พวกเขาไม่ได้ขอให้สนับสนุน แต่โทรบอกว่าให้วางตัวเป็นกลางได้ก็เพียงพอแล้ว ทั้งสี่ที่ทำแบบนั้นก็คงมีเหตุผล เพราะพวกเขารู้ว่า เปาเทียนหยางอุทิศตนรับใช้โจวไห่เผิง และเป็นคนสนิทของโจวไห่เผิง ที่รับผิดชอบการกำหนดเลื่อนตำแหน่งได้ ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะนิ่งเฉย
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นแบบนั้น เสวี่ยเหวินหลงก็พูดกับเซี่ยเจิ้งเต๋อว่า “เลขาธิการเซี่ยผลออกมาชัดเจนแล้วอย่าพูดถึงหยูฉู่อีกในอนาคต”
เซี่ยเจิ้งเต๋อพยักหน้าอย่างแผ่วเบาไม่โต้ตอบอะไร
หลังจากจบประชุม เซี่ยเจิ้งเต๋อก็เครียดมาก เขาตระหนักอีกครั้งว่าแม้เขาจะมีตำแหน่งสูงกว่าแต่อำนาจของเสวี่ยเหวินหลงแข็งแกร่งเกินไป แม้ว่าในเหตุการณ์นักลงทุนครั้งก่อน คนเป็นกลางจะสนับสนุนเขา แต่การที่ครั้งนี้เขาคิดว่าทุกคนยังสนับสนุนเขาอยู่เห็นชัดว่าเขาคิดตื้นเกินไป
หลังจากกลับมายังสำนักงาน เขาก็โทรหาหลิวชิงหยู่แต่หลิวชิงหยู่ไม่ได้เปิดเครื่องเขาเลยรู้ว่าหลิวชิงหยู่กำลังติดการประชุม
เขาก็อดที่จะแสยะยิ้มไม่ได้ เสวี่ยเหวินหลงวางแผนได้ยอดเยี่ยมใช้การประชุมเรียกหลิวชิงหยู่ออกจากกวนซานและเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ หากดินแดนรอบภูเขาชุ่ยผิงถูกช่วงชิงไปจริงๆ เสวี่ยเหวินหลงจะได้ผลประโยชน์จากมันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่เสวี่ยเหวินหลงเต็มใจจะเสี่ยง
ในเวลาอาหารกลางวันหลิวชิงหยู่พบมุมสงบก็โทรหาเซี่ยเจิ้งเต๋อ เมื่อได้ยินผลลัพธ์เขาก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เขาพูดอย่างใจเย็นว่า “หัวหน้าเซี่ย ผมคิดว่าสถานการณ์ในจิงหลิน กับกวนซานคงแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้ มิฉะนั้นผู้คนจะเสียประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ .”
เซี่ยเจิ้งเต๋อได้ยินแบบนั้นก็ใจสั่นแล้วพูดขึ้นว่า “หลิวชิงหยู่ เธอมีความคิดอะไรดีๆ หรือ”
หลิวชิงหยู่พยักหน้าแล้วพูดว่า “เลขาธิการเซี่ย ดูเหมือนว่าคืนนี้ผมต้องไปทานอาหารค่ำที่บ้านคุณอีกแล้ว”
เซี่ยเจิ้งเต๋อยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันยินดีต้อนรับ”
หลังจากวางสายหลิวชิงหยู่ก็เดินไปโรงอาหารเพื่อทานบุฟเฟต์และพักผ่อนให้เสร็จก่อนเข้าห้องประชุม
อย่างไรก็ตามสิ่งที่หลิวชิงหยู่ไม่รู้ก็คือตอนนี้ ในเวลาเดียวกัน กับการประชุมเริ่มขึ้น เถิงเฟยผู้จัดการทั่วไปสาวสวยของเซียนเฟิงกรุ๊ปก็ได้ รับรายงานจากเหล่าลูกน้องว่า ประธานบริษัท เชาปาต้องการพบเถียนเซียนเฟิง
ซึ่งในขณะนี้ เถียนเซียนเฟิงก็อยู่ในสำนักงาน
เถิงเฟย เดินเข้ามาในห้องสำนักงานแล้วพูดว่า “ท่านประธาน โจวเหวินเชา กับต่งเทียนปามาขอพบค่ะ”
เถียนเซียนเฟิงขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นว่า “พวกเขามาทำไม”
เถิงเฟยพูดตอบกลับทันทีว่า “ถ้าดิฉันคิดไม่ผิด น่าจะมาเพราะเรื่องที่ดินบริเวณจุดชมวิวภูเขาชุ่ยผิงค่ะ ดิฉันได้ยินว่าทั้งสองได้เซ็นสัญญากับเจ้าของที่รอบๆ ภูเขาชุ่ยผิง ดิฉันคิดว่าพวกเขามาเพื่อจะเอาเงินของเรา”
เถียนเซียนเฟิงอดที่จะหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยิน “มาหาเราเพื่อเอาเงินหรอ แปลกจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะโครงการนี้คุณหลิวให้ความสำคัญฉันคงไม่สนใจมันด้วยซ้ำ ส่งตัวแทนเจรจาไป ถ้าสองคนนี้โลภมาก ฉันก็ไม่อยากพบเขาหรือไม่ก็คุณเรียกเขามาคุยด้านนอกสำนักงานผมก็ได้ ผมอยากรู้ว่าจุดประสงค์ของพวกเขาคืออะไร”
เถิงเฟยพยักหน้าและเดินออกไป จากนั้นเธอก็เห็นโจวเหวินเชากับต่งเทียนปาอยู่ที่ห้องโถง
ในตอนนั้นเมื่อทั้งสองเห็นเถิงเฟย เดินออกมาพวกเขาก็ตกตะลึง พวกเขาไม่คิดว่าในกวนซานจะมีสาวงามแบบนี้อยู่ เถิงเฟย อายุยี่สิบห้ายี่สิบหก นอกจากนี้เธอยังมีรูปร่างสูงใบหน้าสะสวยดูเหมาะกับตำแหน่ง ตอนนี้เธอมาพร้อมถุงน่องสีเนื้อและส้นสูงสีดำ หน้าตาการแต่งตัวของเธอแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นสาวงามที่มากพร้อมด้วยสติปัญญา ทำให้ทั้งสองตกใจมากทั้งสองเคยเห็นสาวงามทุกรูปแบบแล้วแต่ไม่เคยเห็นสาวงามลักษณะนี้มาก่อน
เถิงเฟยยิ้มบางๆ แล้วพูดขึ้นว่า “คุณโจว คุณต่ง ดิฉันชื่อเถิงเฟย ผู้จัดการทั่วไปของที่นี่ ดิฉันมาเพื่อพาทั้งสองคนขึ้นไปคุยค่ะ”
เถิงเฟยเดินนำสองคนเข้าห้องไป ในห้องนี้เป็นห้องที่เชื่อมกับสำนักงานของเถียนเซียนเฟิง จากนั้นเถิงเฟยก็พูดขึ้นว่า “คุณชายทั้งสองไม่ทราบว่าทำไมวันนี้พวกคุณถึงมาที่นี่กันละคะ”
โจวเหวินเชายิ้มให้เถิงเฟยแล้วพูดว่า “ผู้จัดการเถิง คุณเถียนอยู่หรือไม่ ผมต้องการคุยกับเขา”
เถิงเฟยยิ้มแล้วพูดว่า “คุณเถียนงานยุ่งมาก ตอนนี้เขาให้ฉันมาพูดคุยแทนก่อน”
โจวเหวินเชาพยักหน้าแล้วพูดว่า “เราพึ่งซื้อที่ดิน รอบๆ ภูเขาชุ่ยผิงมา และเราต้องการขายให้พวกคุณไปพัฒนา”
เถิงเฟิงถามตรงๆ ไปทันที “เท่าไหร่หรอคะ”
“300 ล้าน” โจวเหวินเชากล่าวเสียงดัง