Ep 010 :: คิดใหม่ ทำใหม่
เมื่อหยางเอ่อคังรับรู้ถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นเขาก็ทิ้งงานทุกอย่างที่มี เร่งควบม้าจากเมืองใกล้เคียงที่ตนเองต้องไปตรวจสอบกลับมายังเมืองหลวงตลอดทั้งวันทั้งคืน และเมื่อได้เห็นภรรยารักนอนเจ็บอยู่บนเตียงเขาก็เดือดดาลอย่างหนัก สั่งให้หาผู้ลงมือในทันที
“มันผู้ใดที่ทำร้ายภรรยาและบุตรสาวข้ามันต้องตายเท่านั้น!!!”
จากเหตุการณ์นั้นก็ไม่ใช่ว่ามีเพียงหงเหลียนฮวาที่เสียเืไปมากเพราะาแบริเวณไหล่ขวา แม้แต่บุตรสาวที่จำต้องถ่วงเวลารอทหารมาช่วยเหลือก็าเ็เช่นกัน
“โอยยยย เจ็บ... ท่านหมอ เบามือหน่อยเถิด”
“คุณหนูกรุณาอดทนหน่อย าแของท่านนั้นเจ็บภายใน แม้จะรักษาหายได้แต่ก็ต้องใช้เวลา” หมอชราว่าพลางพันแผลให้นางต่อ “ท่านอายุยังน้อย แต่กลับใช้ร่างกายหักโหมขนาดนี้ ไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตก็ดีแค่ไหนแล้วขอรับ”
“...ขออภัยเ้าค่า...”
วิธีที่เฟิ่งปิงใช้ในการประมือกับนักฆ่าที่มีพลังปราณมากกว่า นางจำต้องควบคุมพลังปราณแทบทั้งหมดใส่ดาบที่ใช้ปัดป้องอาวุธของอีกฝ่าย ขณะเดียวกันก็ใช้ปราณที่เหลือเพียงเล็กน้อยกับขาสองข้างในการหลบหลีก ต้องคงไว้ซึ่งสติและสมาธิตลอดเวลา เพราะหากพลาดเพียงครั้งเดียวก็ถึงตายได้
และเพราะเหตุนั้นแขนทั้งสองข้างที่นางใช้ถือดาบกล้ามเนื้ออักเสบไปบางส่วน ข้อมือขวาเคล็ดและบวมแดงจนน่ากลัว เข่าซ้ายเคลื่อนออกจากเบ้าไปนิดหน่อย ยามเคลื่อนกลับนั้นเจ็บแทบขาดใจ ร่างทั้งร่างที่ใช้งานหนักเกินลิมิตนั้นปวดกล้ามเนื้อจนแทบลุกจากเตียงไม่ได้
“แล้วท่านแม่เล่าท่านหมอ ท่านแม่เป็เช่นไรบ้างเ้าคะ?”
“ฮูหยินปลอดภัยดี าแของนางไม่ลึกมากเพียงแค่มีเืออกมากเฉย ๆ ใช้เวลาไม่นานก็หาย”
“...ดียิ่งแล้ว”
เด็กสาวถอนหายใจโล่งอก รอยยิ้มงามประดับอยู่บนใบหน้า แต่ท่านหมอชรากลับจิ๊ปากใส่นางแล้วกล่าวเสียงเครียดราวกับกำลังดุเด็กดื้อจนเฟิ่งปิงต้องผงกหัวรับคำอย่างจริงจังตาม
“ท่านเสียอีกที่ต้องรักษาตัวไปอีกนาน เวลานี้อย่าพึ่งออกแรงมาก ใช้แขนทั้งสองข้างให้น้อยที่สุดด้วย เข้าใจหรือไม่ขอรับ?”
“เข้าใจเ้าค่ะ”
“ท่านแม่ทัพ อย่าได้เป็ห่วง หากพักผ่อนให้มาก กินยาตามเวลาไม่ออกแรงจนทรุด หลังจากนี้อีกสักสองเดือนก็หายดี”
ท่านหมอหันหลังกลับไปกล่าวกับบุรุษร่างสูงที่ยืนมองอย่างเป็ห่วงอยู่ไม่ห่าง ท่านแม่ทัพผู้องอาจโค้งขอบคุณอย่างจริงใจ
“ขอบคุณท่านหมอมาก”
“ข้าเต็มใจช่วยเหลือ หากฮูหยินหรือคุณหนูอาการทรุดก็เรียกใช้ได้เลย อย่าได้เกรงใจ”
หมอชราเป็หมอหลวงที่ฮ่องเต้ส่งมาดูอาการฮูหยินท่านแม่ทัพและคุณหนูเป็พิเศษ เขาได้รับคำสั่งมาอย่างเป็มั่นเป็เหมาะว่าต้องดูแลครอบครัวของท่านแม่ทัพให้ดีที่สุด
เมื่อหมอชราจากไปก็เดินมาทรุดตัวนั่งลงขอบเตียง มือหนาที่หยาบกร้านเพราะจับดาบลูบศีรษะเล็กของธิดาอย่างอ่อนโยน
“...ท่านพ่อ ไม่ไปเฝ้าท่านแม่หรือเ้าคะ?”
“แม่เ้าให้ข้ามาดูเ้า”
“แล้วงานของท่านพ่อล่ะเ้าคะ?”
“ข้าให้เ้าใหญ่รั้งอยู่ที่เมืองกวงก่อนจึงเร่งเดินทางกลับมา ไม่มีปัญหาหรอก แม้มันจะโวยวายอยากกลับมาด้วยก็ตามที ส่วนเ้ารองมันก็ตั้งท่าจะกลับจวนท่าเดียว แม้ว่าจะต้องโดดสอบก็ตาม ลูกบ้าพวกนี้น่าตีนัก”
“สมเป็พี่ ๆ เลยนะเ้าคะ” นางหัวเราะเสียงใส
หยางเอ่อคังเงียบไปสักพักก่อนจะกล่าวออกมาอยากภาคภูมิ “ปิงเอ๋อร์...เ้าทำได้ดีมาก”
“...”
“ข้ารู้เื่จากลั่งเฟ่ยน่ะ เื่ในครั้งนี้หากไม่ได้เ้า บางที...ข้าอาจจะเสียทั้งเ้าและแม่เ้าไปแล้ว ลำบากเ้าแล้วนะ”
“แต่ข้าก็ทำให้ผู้คุ้มกันเสียชีวิตไปถึงเจ็ดคน รวมถึงคนขับรถม้ากับสาวรับใช้ของท่านแม่ด้วยนะเ้าคะ”
ดรุณีพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยยามนึกถึงผู้คุ้มกันที่ตกตาย รวมถึงผู้เหลือรอดที่าเ็ แม้จะเห็นคนใกล้ตัวตายมาหลายหน แต่ก็ไม่มีหนไหนเลยที่นางจะเคยชินได้
...ความตายช่างง่ายดายนัก จนผู้ที่ยังอยู่ต่างหากที่เ็ปยิ่งกว่า
“ปิงเอ๋อร์ เ้าอย่ารู้สึกผิดเลย หากไม่ได้เ้า แท้จริงแล้วคงไม่มีใครเหลือรอดกลับมา ทหารทุกคนต่างยินดีจะสละชีวิตเพื่อเ้ากับแม่อยู่แล้ว” คนเป็แม่ทัพพูดด้วยเสียงอ่อนโยนแต่ก็ชัดเจน แต่แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเป็ดุดัน “ไห่ เถิง เปียว”
“ขอรับ”
เงาทั้งสามปรากฏตัวอยู่ด้านหน้า ต่างพร้อมใจกันนั่งคุกเข่าอย่างนอบน้อม แม้ว่าทั้งเนื้อทั้งตัวจะเต็มไปด้วยาแก็ตาม
“รู้ใช่หรือไม่ว่าข้าจะพูดอะไร?”
“พวกข้าบกพร่องต่อหน้าที่ ขอให้แม่ทัพใหญ่ลงโทษด้วยขอรับ”
“ท่านพ่อ พวกเขาไม่ผิด ท่านไห่ท่านเถิงและท่านเปียวต่างกระทำเต็มที่แล้ว นักฆ่าเ่าั้เตรียมการมาอย่างดี ซ้ำยังจู่โจมกะทันหัน ด้วยกำลังพลที่น้อยกว่าซ้ำยังต้องคอยปกป้องข้ากับมารดา รวมถึงข้าเป็ผู้ออกปากเองว่าให้พวกเขาคอยช่วยเหล่าองครักษ์เท่าที่ช่วยได้”
“...”
“พวกเขาไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่ และหาได้ทำสิ่งใดผิดพลาด ขอท่านพ่อโปรดอภัยด้วยเ้าค่ะ”
เฟิ่งปิงรีบบอกกล่าวแก่บิดาเพราะเกรงว่าผู้เป็แม่ทัพจะสั่งลงโทษเหล่าเงาจริง ๆ
นางหันมองชายหนุ่มรูปร่างกำยำทั้งสามที่ก้มศีรษะพร้อมรับโทษทั้ง ๆ ที่ร่างกายนั้นเต็มไปด้วยาแที่สาหัสกว่านางเสียอีกก็ยิ่งร้อนใจ
“...”
“ท่านพ่อ...อย่าลงโทษพวกเขาเลยนะเ้าคะ”
“...เมื่อเ้าพูดเช่นนี้ข้าจะทำอันใดได้เล่า จากนี้ไปพวกเ้าก็คอยปกป้องนางให้ดีแล้วกัน” บิดาถอนหายใจพลางโบกมือไล่ให้เหล่าเงานั้นกลับไปปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิม
“อ๊ะ เดี๋ยวเ้าค่ะ ท่านไห่ ท่านเถิง ท่านเปียว ยังไม่ต้องมาคอยคุ้มครองข้าหรอก ข้าคงไม่ได้ออกไปไหนอยู่แต่ในเรือนไปอีกพักใหญ่ พวกท่านไปพักรักษาตัวเถิด”
ไห่เหลือบมองใบหน้าของแม่ทัพใหญ่คราหนึ่ง เมื่อเห็นว่าท่านไม่ได้คัดค้านห้ามปรามก็ก้มศีรษะแล้วตอบรับ จากนั้นทั้งหมดจึงจากไป
“ขอรับ คุณหนู”
“เช่นนั้น่นี้ไปพักที่เรือนใหญ่กับมารดาเถิด แล้วข้าจะให้ทหารเพิ่มระดับการคุ้มกันให้เข้มงวดขึ้นด้วย ไว้คราวหลังข้าจะหาองครักษ์ให้เ้าและแม่เพิ่มอีก”
“เ้าค่ะท่านพ่อ”
ข่าวที่ฮูหยินและคุณหนูแห่งจวนแม่ทัพถูกลอบโจมตีนั้นถูกปกปิดอย่างมิดชิด หากแต่ข่าวลือก็ยังคงเล็ดลอดออกไป แต่คนในจวนนั้นหาได้สนใจไม่ พวกเขาในเวลานี้เพิ่มเวรยามกำลังคุ้มกัน ตรวจสอบบ่าวไพร่ และหาตัวผู้บงการที่อยู่เื้ัเหตุการณ์ที่พึ่งจบไปกันอย่างแข็งขัน
หลายอาทิตย์ต่อมา...
ดรุณีน้อยนั่งอยู่บนเตียงกว้าง ในมือถือตำราเล่มบางเท่าที่แขนจะอำนวยให้ถือไหว คิ้วเรียวขมวดมุ่นก่อนจะตัดสินใจปิดตำราลงแล้วเงยหน้าขึ้น นางหันไปหาเด็กสาวที่คอยปอกส้มให้นางทานอยู่ใกล้ ๆ
“พี่สุ่ยหลิว ช่วยเรียกพี่ตี้ถู่ พี่ชุยเฟิง แล้วก็พี่เอี้ยนฮั่วมาหาข้าหน่อยได้หรือไม่?”
“รับทราบเ้าค่ะ” สุ่ยหลิวละมือจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ นางพร้อมกระทำทุกอย่างตามคำสั่งไม่คิดถามให้มากความ
“บอกเล่าเื่ที่ข้าได้พบเจอเมื่อครั้งล่าสุดนี้ให้พวกเขาทราบคร่าว ๆ ด้วย”
“...จะดีหรือเ้าคะ เื่นั้นเป็ความลับ...”
“ข้ารู้ว่าพวกพี่เขาจะไม่บอกกล่าวผู้ใดเพิ่มหรอก”
…
แคว้นฉิน หรือก็คือแคว้นที่นางเกิดและโต อยู่บริเวณใจกลางของแคว้นหลักทั้งแปด อันได้แก่ แคว้นเซี่ย แคว้นซัง แคว้นโจว แคว้นฉิน แคว้นเว่ย แคว้นหม่า แคว้นอู๋ แคว้นเป่ย
ทิศเหนือของฉินติดแคว้นเซี่ย ทิศตะวันออกติดแคว้นเว่ยและแคว้นหม่า ทิศใต้ใกล้แคว้นอู๋ ทิศตะวันตกติดแคว้นเป่ย
เมื่อครั้งยามผลัดเปลี่ยนแผ่นดินราชวงศ์ฉิน โค่นล้มฮ่องเต้ทรราชผู้สนแต่ความสุขส่วนตัวไม่สนใจประชาชน แม่ทัพใหญ่หยางเอ่อคังได้ร่วมมือกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบันพระนามว่า ‘เฟยเกาจง’ สังหารทรราชแล้วแย่งชิงราชบัลลังก์ ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งตนเองเป็ปฐมกษัตริย์คนแรกที่ใช้แซ่เฟย
ฮ่องเต้เฟยเกาจงขึ้นแผ่นดินโดยหาได้เปลี่ยนชื่อแคว้น เพียงเพราะตั้งใจจะให้อดีตเป็บทเรียนครั้งสำคัญของทุกชีวิตในแว่นแคว้น ให้ลูกหลานราชวงศ์เฟยไม่เห็นแก่ตัวเฉกเช่นคนในราชวงศ์ฉิน ให้ประชาชนยังระลึกได้ว่าครั้งหนึ่งยามมีทรราชปกครอง ทุกชีวิตต้องลำบากเพียงใด
ในขณะเดียวกันหยางเอ่อคังก็ได้สมญานามว่าแม่ทัพผู้พิชิตจัตุรทิศ ในฐานะผู้ที่คอยนำทหารออกรบปราบผู้ร้ายทั้งในและนอกดินแดนใน่เวลาที่สำคัญดังกล่าว จนกลายเป็ตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่
นับแต่วันนั้นเป็ต้นมาก็ผ่านไปยี่สิบปีกว่าแล้ว แผ่นดินฉินที่ฮ่องเต้เฟยเกาจงเป็ผู้ปกครองนั้นทั้งสงบสุข ร่มเย็นและเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
แต่ถึงกระนั้นเพราะแคว้นฉินเป็แคว้นที่แทบจะอยู่กึ่งกลาง เป็ศูนย์กลางการเดินทางและการค้า สภาพอากาศทั้งสี่ทิศแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ก็อุดมสมบูรณ์แทบทุกพื้นที่ จะต่างสุดก็แค่ทางเหนือจะมีหิมะตามฤดูกาลที่ค่อนข้างเหน็บหนาว ทางใต้มีชายฝั่งทะเลที่อบอุ่นเกือบตลอด
โดยรวมแล้วเป็แคว้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกและดำรงชีวิตเป็อย่างยิ่ง
และเพราะเป็ดั่งจุดยุทธศาสตร์นี่เองแคว้นข้างเคียงที่ดูเป็มิตรจึงคิดจะทุกครั้งที่มีโอกาส
ไม่รวมถึงเหล่าคนที่เคยได้ผลประโยชน์จากราชวงศ์เก่า จนบัดนี้กลายเป็ปัญหาภายในที่ไม่อาจนิ่งดูดายก็คือฏราชวงศ์ก่อนอีกด้วย
แต่ตราบใดที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังคงให้ความไว้วางใจในขุนศึกข้างกายเช่นหยางเอ่อคัง
ผู้ที่พระองค์ให้ความสำคัญดั่งพี่น้องแล้วล่ะก็ แคว้นฉินก็ยังคงมีผู้ปกครองที่ชาญฉลาด และมีกำลังทหารเปรียบดั่งโล่ที่แข็งแกร่งเป็ปราการ และเปรียบเช่นคมดาบที่จะทำลายศัตรูให้พินาศสิ้นอยู่เสมอ
...
ไม่นานเด็ก ๆ ทั้งสี่ก็มาถึง เด็กชายทั้งสามคุกเข่าทำความเคารพดรุณีน้อยด้วยท่วงท่าเต็มยศ ทั้งคล่องแคล่วและองอาจ เพียงเห็นก็รู้ว่าพวกเขาฝึกฝนมาเพื่อทำความเคารพนาง
“พี่ ๆ อย่าได้มากความเลย เชิญนั่งเถิด”
“ขอบคุณขอรับ”
เด็กหญิงสองและเด็กชายสาม นั่งอยู่ในศาลาที่เดิมที่เคยนั่งคุยกันครั้งก่อน
แม้เวลาพึ่งผ่านไปไม่นานนัก แต่พวกเขากลับมีรูปร่างที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่าต้องขยันฝึกฝนอย่างเอาเป็เอาตายเป็แน่ ทะลวงขึ้นปราณขั้นสองได้ในเวลาแค่นี้ นับว่าอัจฉริยะ
...อายุเอง...ยังนับว่าเด็กอยู่มาก
หากฝึกอย่างถูกต้องด้วยความมานะและเฉลียวฉลาดเช่นนี้ อนาคตไม่ว่าอย่างไรก็ไปได้ไกล ต้องเป็กำลังที่สำคัญยิ่งของแว่นแคว้นเป็แน่แท้
เฟิ่งปิงพึมพำพลางจ้องมองทีละคน ราวกับกำลังคิดวิเคราะห์อะไรอยู่
“...เอ่อ...คุณหนูน้อย”
“อ่า ขออภัย เพียงแต่คิดอะไรเพลินไปเล็กน้อยเท่านั้น เข้าเื่ดีกว่า” เด็กสาวยิ้มหวานจนดวงตารีคล้ายดวงจันทร์ยามคืนที่จันทร์หลบแสงเหลือเพียงเสี้ยว “พวกท่านเห็นสภาพข้าแล้วใช่หรือไม่?”
นางกล่าวพลางยกแขนทั้งสองข้างขึ้น ท่อนแขนเล็กพันผ้าพันแผลหนา ข้อมือขวายังคงต้องดามด้วยไม้ไม่ให้ขยับผิดท่า ซึ่ง ณ ที่นี้มีเพียงสุ่ยหลิวที่รู้สภาพร่างกายจริง ๆ ของนางดีที่สุด
“สุ่ยหลิวบอกกล่าวให้พวกเราทราบแล้ว ข้าโกรธเกลียดตัวเองนักที่ไม่สามารถช่วยอะไรท่านได้เลย”
“...ข้าอยากจะโตกว่านี้ เพื่อที่ว่าจะได้คอยรับใช้คุณหนูน้อยได้”
“ข้าอยากฆ่าพวกมันนัก!”
“พวกท่านจะได้รับใช้ข้าอย่างที่้า เพียงแต่ท่านพร้อมจะเผชิญกับความโหดร้ายที่ข้าต้องเจอแล้วรึยัง?”
“เอ๊ะ?”
เด็กชายทั้งสามเงยหน้าขึ้นจ้องดรุณีผู้งามหยดด้วยความสับสนแฝงแววดีใจ กระนั้นพวกเขาก็ยังคงคิดว่าตัวเองฟังผิดไป เฟิ่งปิงจึงกล่าวต่ออีกครั้ง
“ข้ากำลังคิดว่าจะหาคนที่ไว้ใจได้ให้ตัวเอง คนที่มั่นใจว่าจะไม่มีวันทรยศหักหลังข้า ปกป้องข้าและอยู่ภายใต้ข้าเพียงผู้เดียว”
คำกล่าวของนางทำให้ทั้งสี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผุดลุกยืน ขยับกายไปด้านข้างก่อนจะชันเข่าลงในท่าทำความเคารพนายเหนือหัวผู้มีศักดิ์เทียบเท่าเ้าชีวิต
“พวกข้าทั้งสี่ยินดีรับใช้คุณหนูน้อยจนกว่าชีวิตจะหาไม่ขอรับ!”
“ไม่ว่าจะต้องเจอภยันตรายเช่นไร พวกข้าทุกคนจะปกป้องคุณหนูน้อยจนสิ้นลมหายใจ!!”
“ท่านมั่นใจในคำพูดของตนมากน้อยแค่ไหน”
เฟิ่งปิงกล่าวเสียงจริงจังค่อนไปทางข่มขู่เล็ก ๆ นาง้าวัดความจริงจังของบุคคลตรงหน้าทุกคน แม้จะยังเด็ก แต่นางก็้าปั้นพวกเขาอย่างแท้จริง และหากพวกเขาทรยศขึ้นมาแล้วล่ะก็ คนที่ลำบากเพราะโดนหักหลังจะหาได้มีแค่ตัวนางคนเดียวไม่
“หากข้าน้อยไร้สัจจะคิดคดทรยศท่าน ขอให้สัตย์สาบานต่อฟ้าดิน วันนั้นข้าจักไม่ขอมีชีวิตอยู่”
“ข้าเองก็เช่นเดียวกัน!”
“แม้จะโง่งมแต่ชีวิตนี้ขอมีนายเพียงผู้เดียวขอรับ!”
“ชีวิตนี้เป็คุณหนูให้ไว้ หากคุณหนูไม่ช่วยเหลือก็คงไม่มีพวกเราในวันนี้ สุ่ยหลิวพร้อมจะมอบทุกสิ่งที่มีคืนกลับให้ท่านเสมอเ้าค่ะ”
ทั้งสี่กล่าวด้วยความจริงจังอย่างถึงที่สุด ชีวิตที่พวกเขาไม่เคยกล้าฝันถึง เวลานี้ได้มาก็เพราะความช่วยเหลือของคุณหนู คนที่ยอมอภัยในความผิดพลาด อีกทั้งยังใจดีช่วยสนับสนุนทุกอย่างจนพวกเขาหาใช่กากเดนของสังคมอย่างที่แล้ว ๆ มา
“อย่าได้กล่าวหนักกันเกินไปเลย สิ่งที่ข้า้าให้คนของข้ามี มีเพียงแค่อย่างเดียวคือห้ามทรยศหักหลังข้า”
เฟิ่งปิงขยับตัวลุกไปพยุงเด็กที่โตกว่าตนเองสี่คนให้ลุกขึ้นยืน ทั้งสี่รีบขยับตัวลุกตามเพราะเกรงว่าจะทำให้นางาเ็เพิ่มขึ้น ก่อนที่จะกล่าวอย่างหนักแน่น
“มันจะไม่มีวันนั้นแน่นอนขอรับ! / เ้าค่ะ!”
“เช่นนั้นมาสนทนากันต่อเถิด” เฟิ่งปิงนั่งลงอีกครา ผายมือให้ทั้งสี่นั่งในด้านตรงข้ามอีกครั้ง “พวกท่านทั้งสี่้าติดตามข้า แต่ทว่าพวกท่านในเวลานี้อ่อนแอจนเกินไป”
“...”
เด็กทั้งสี่นิ่งเงียบ มีใจจะลงมือทำหากแต่มีเรี่ยวแรงไม่พอเป็เช่นนี้นี่เอง หากเป็คนปกติการก้าวถึงระดับปราณขั้นสองในไม่กี่เดือนเป็ยิ่งกว่ายอดอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ เพราะตามจริงแล้วต่อให้ฝึกั้แ่จำความได้จนอายุสิบสาม บางคนก็ไม่อาจเข้าถึงขั้นสามได้ด้วยซ้ำ
หากแต่การจะรับใช้คุณหนูน้อยแห่งจวนแม่ทัพ เห็นได้ชัดว่าไม่เพียงพอ
“ไม่ต้องกังวลไป จากนี้ข้าจะเป็คนสอนพวกท่านเอง”
“คุณหนูน่ะหรือขอรับ?”
ชุยเฟิงอ้าปากค้าง จ้องมองดวงตากระจ่างใสพราวระยับตรงหน้าอย่างโง่งม
“ใช่ เผื่อจะไม่รู้ว่าวิธีโคจรลมปราณที่พวกท่านฝึก คนคิดค้นคือข้า มันได้ผลสองเท่าเมื่อเทียบกับคนอื่น จริงหรือไม่?”
(...ความจริงเป็พระเ้าช่วยแก้ไขให้ง่ายขึ้นและได้ผลดีขึ้น)
คำกล่าวนั้นของนางทำให้ผู้ที่โตกว่าสี่คนนิ่งค้างไปนาน พวกเขาทั้งสี่ฝึกลมปราณร่วมกับลูกหลานทหารและขุนนางคนอื่นบ่อย ๆ นั่นทำให้พวกเขารู้ว่าวิธีโคจรลมปราณที่ตนเรียนรู้แตกต่างจากผู้อื่นจริง แต่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณหนูเป็ผู้คิดค้น
“ข้าจะหาเคล็ดลมปราณและวรยุทธ์ที่เหมาะสมกับพวกท่านแต่ละคนให้ แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้เป็อันขาดว่าท่านได้มาจากข้า อา...ข้าลืมไป มันเป็เคล็ดหนึ่งเดียวไม่มีสอง เชื่อใจสิ่งที่ข้าจะมอบให้หรือไม่”
“แน่นอนขอรับ! / เ้าค่ะ!”
...หากคุณหนูเป็ผู้มอบให้ พวกเขาทุกคนย่อมรับไว้ด้วยความยินดี
“แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความรู้ ขอให้เตรียมตัวโดนเคี่ยวเข็ญได้เลย ไม่ว่าเื่ใด ข้าจะเป็ผู้ฝึกสอนให้พวกท่านทั้งหมด และในบางเวลาท่านต้องมาเล่าเรียนพร้อมข้า”
คำกล่าวพร้อมรอยยิ้มงดงามหากก็แต่น่าหวาดกลัวเป็อย่างยิ่งในสายตาของชุยเฟิง และสุ่ยหลิวที่อยากจะร้องไห้ให้น้ำตาไหลเป็สายเื เพราะนางรู้ซึ้งตารางเรียนที่แสนหนักหน่วงของคุณหนูดีที่สุดน่ะสิ
“...ข้าไม่ชมชอบการเรียน แต่เพื่อคุณหนูข้าก็ยอม ฮือ”
นางคุยเล่นกันเล็กน้อย พร้อมปลอบใจชุยเฟิงที่เก่งกาจแต่ไม่ค่อยขยันเมื่อเทียบกับคนอื่น จากนั้นนางถึงบอกกล่าวถึงสิ่งที่นางคิดจะกระทำอย่างไม่ปิดบัง แน่นอนส่วนที่เป็ความลับก็จะยังคงเป็ความลับต่อไป
“ข้าจะไม่บังคับทุกคนที่อยู่ในบ้านหลังนั้น หากแต่ข้ายังคง้ากำลังคน คนที่ไว้ใจได้ ฝากพี่ตี้ถู่จัดการเื่นี้ให้ข้าได้หรือไม่”
ชายผู้เป็ดั่งมันสมองของครอบครัวกล่าวรับอย่างยินดี
“ขอรับ ข้าจะเป็คนชี้แจงให้พวกเขาทราบเอง”
“หากไม่้าติดตามข้าก็อย่าได้ไปบังคับ แต่ถ้าจำเป็ข้าจะไปเป็ผู้อธิบายให้พวกเขาทราบเอง”
“ขอรับ แต่คงไม่มีปัญหาอะไรเพราะแม้พวกเขาจะยังเล็ก แต่ต่างก็รู้ว่าชีวิตที่แสนลำเข็ญนั้นเปลี่ยนไปทั้งยังซาบซึ้งในบุญคุณผู้ช่วยเหลือ และพวกข้าจะเป็ผู้ชี้แจงให้พวกเขายอมรับคุณหนูจากหัวใจ”
“ขอบคุณพี่ตี้ถู่”
“ไม่จำเป็เลยขอรับ ข้าเต็มใจกระทำยิ่ง”
“ในอนาคตคงต้องขอให้ท่านลุงท่านป้าออกหน้า ได้แต่หวังว่าพวกท่านจะร่วมด้วยแล้ว”
...ถ้าหากว่าตัวนางในปัจจุบันมิใช่เป็เพียงเด็กน้อยเช่นนี้ นางก็คงลงมือเองแล้วให้ผู้อื่นเข้าร่วมในภายหลัง ร่างเด็กเช่นนี้ทำอะไรก็ไม่สะดวกเอาเสียเลย
“ท่านลุงท่านป้าย่อมยินดีช่วยคุณหนูแน่นอนเ้าค่ะ”
“ก็ขอให้เป็เช่นนั้น”
“...ยิ่งใหญ่รอบคอบจนข้าคิดไม่ถึงเลย” ชุยเฟิงพึมพำ
จากการนอนคิดมาหลายต่อหลายคืน ทหารในมือของท่านพ่อจำต้องมีความแข็งแกร่งเพื่อที่จะได้ทำเพื่อบ้านเมือง อำนาจพร้อมความเสี่ยงที่มาจากยศศักดิ์ก็เป็ของบิดาเอง ในขณะเดียวกันเงินทองที่มีก็เป็ของท่านเช่นกัน
นางในเวลานี้เพียงเกาะพ่อแม่กินแต่หาได้มีอะไรเป็ของตัวเอง อันตรายที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อและต่อให้นางเตรียมพร้อมเท่าใดเื่ไม่คาดฝันก็ใช่ว่าไม่มี ถ้าเจอเหตุการณ์เช่นนั้นอีกเพียงตัวนางเอาตัวไม่รอดแน่
ถ้าหากว่าวันนั้นองครักษ์เงาที่บิดามอบให้จำต้องทำภารกิจอื่นเช่นเดียวกับองครักษ์เงาของมารดา นางจะหาทางออกจากสถานการณ์อันเลวร้ายนั้นได้หรือไม่...
เมื่อทุกอย่างเป็ของบิดา นางก็แทบไม่มีสิทธิ์ควบคุม ดังนั้น...
ฐานอำนาจของตัวเองก็ต้องสร้างขึ้นมาเอง ตัวของตัวเองก็ต้องหาทางปกป้องเอง!
-----
ผลงานเก๊าเก่า ตอนนั้นก็ช่างคิดช่างเขียน ถถถถ