บทที่ 91 ความช่วยเหลือ
เมื่อได้ยินซูหยวนเอ่ยเตือน พวกข้ารับใช้ทุกคนก็มองหน้ากันเอง พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น หากไม่จัดการนักเรียนหญิงคนนี้ เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องตายด้วยฝีมือของอาจารย์และตระกูลของนักเรียนพวกนี้อยู่ดี แทนที่จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น สู้หันมาจัดการนักเรียนหญิงคนเดียวตรงหน้านี้ดีกว่า ต่อให้อีกฝ่ายเป็นผู้ใช้พลังงาน แล้วพวกเขาไม่ใช่งั้นหรือ?
หากเด็กสาวที่เพิ่งเข้าศึกษาในสถาบันเพียงครึ่งปีก็ยังจัดการไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว!!
คิดได้ดังนั้น พวกเขาก็กระจายตัวกันล้อมรอบซูหยวน ปกติแล้วนักเรียนหญิงเห็นบุรุษมากมายล้อมกรอบเช่นนี้ก็ควรจะต้องหวาดกลัวบ้าง แต่ซูหยวนไม่เลย!
นี่เป็นเพราะซูหยวนมั่นใจ เธอจะตกตายได้ง่ายๆเพียงเพราะการโจมตีของบุรุษไร้ราคาพวกนี้หรือ? แค่การจะฝึกฝนเพิ่มพลังให้ตนเองก็ยังทำไม่ได้ ต้องหลอกล่อเด็กคนอื่นมาเป็นเหยื่อ พวกที่มีฝีมือระดับต่ำแบบนี้...ซูหยวนไม่ต้องเสียเหงื่อด้วยซ้ำ
“ในเมื่อไม่คิดจะเชื่อฟังดีๆ ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหาว่าพวกเรารังแกเด็กผู้หญิงเลย!!” เสียงของข้ารับใช้คนหนึ่งตะโกนออกมา ก่อนที่คนอื่นๆอีก 6 คนจะกระโจนออกมาด้านหน้า เป้าหมายของพวกเขาก็คือการจัดการกับซูหยวนให้ตกตายภายในไม่กี่นาทีนี้
เคร้ง!!
พลองโลหะล้ำค่าที่มีเจ้าของเป็นนักเรียนชายซึ่งมาจากตระกูลระดับสูงในเขตชั้นในย่อมไม่ได้ไร้ประสิทธิภาพอยู่แล้ว ถึงมันจะไม่ได้อยู่ยงคงกระพันเหมือนพลั่วที่ซูหยวนครอบครอง ทว่าการรับมือกับอาวุธระดับต่ำในมือของพวกข้ารับใช้จะเป็นไปไม่ได้หรือ?
ด้วยการรับการโจมตีที่รุนแรงนี้ ทำให้เกิดแรงสะท้อนกลับไป หากเป็นผู้โจมตีคนอื่นที่ได้ฝึกฝนมาบ้างแล้ว พวกเขาย่อมต้องมีกระบวนท่าเพื่อสลายพลังสะท้อนจากการโจมตีของตนเอง แน่นอนว่าคนงานของสถาบันพวกนี้ไม่ได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง พวกเขามีพลังงานในร่างกายก็จริง แต่จะสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกฝนได้อย่างไร
ซูหยวนก่อนหน้านี้ฝึกฝนด้วยตนเอง ย่อมรู้ว่าจุดไหนบ้างที่สถาบันได้เสริมให้ตน หรือจุดไหนบ้างที่จะเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงของผู้ที่ฝึกฝนโดยไม่มีแบบแผน ดังนั้นเพียงแค่ขยับครั้งเดียว เธอก็เข้าถึงจุดอ่อนและหลบการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้ทั้งหมด
ร่างเล็กของเธอพลิกกายเพียงครั้งเดียว ใช้พลองเพลิงของนักเรียนชายเคาะไปที่หลังมือของอีกฝ่ายหลังจากที่เห็นว่าเขากำลังบาดเจ็บจากแรงโจมตีที่ใส่เข้ามาไม่ยั้ง ฝ่ามือที่ไม่ได้กำอาวุธแน่นหนามากพอ เมื่อถูกตีไปครั้งเดียวก็ไม่สามารถจับมันเอาไว้ได้มั่นอีก หญิงสาวไม่ได้ปล่อยให้ทางนั้นมีเวลาตกใจ เธอใช้เท้าของตนเองเตะไปที่อาวุธซึ่งยังไม่ทันร่วงถึงพื้นแล้วตวัดปลายเท้าเพื่อบังคับเส้นทาง
ฟิ้ว!!
ฉึก!!
คนที่กำลังแอบเข้ามาตั้งใจโจมตีจากทางด้านหลังไม่ได้รู้เลยว่าตนเองเป็นคนแรกที่ชะตาขาด เขาเพียงเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบแล้วรอจังหวะลงมือ คาดไม่ถึงว่าอาวุธของสหายจะพุ่งเข้ามาอย่างกะทันหันแล้วแทงเข้าที่หน้าอกของเขาเสียอย่างนั้น
“อะ อั่ก!!” เลือดคำโตพุ่งกระฉูดออกมา
สำหรับซูหยวนแล้ว การฆ่าคนชั่วไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเธออีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอต่อสู้เป็นตายกับพวกกลายพันธุ์จำนวนมาก การฆ่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นทำให้เธอมีจิตใจที่เข้มแข็งมาก แน่นอนว่าการฆ่าคนจริงๆยังมีความแตกต่างอยู่ แต่ความแตกต่างนั้นก็แค่เลือดที่คนละสี!
“กะ แก!!” คนอื่นๆที่เห็นว่าพวกพ้องของตนเองตายไปอย่างง่ายดายก็อ้าปากค้าง มือของพวกเขาสั่นเทาด้วยความกลัว
เดิมทีคิดว่านักเรียนหญิงคนนี้คงจะไม่ได้เรื่องอะไร ใช้พวกเขา 7 คนก็น่าจะฆ่าได้ในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่ไม่ได้คิดเลยว่าเด็กสาวไม่ใช่ลูกไก่ตัวอ้วน หากแต่เป็นแม่เสือตัวใหญ่ที่จ้องจะตะปบพวกเขาอยู่ต่างหาก!
จากที่คิดว่าเรื่องนี้จะต้องจัดการได้ไม่ยาก ทั้งยังประมาทเพราะเห็นเป็นนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ตอนนี้พวกเขากลับสู่ไปล่าถอยกันไปแล้ว ความคิดที่ว่าจะต้องฆ่าเด็กสาวให้ได้เพื่อให้รอดชีวิต เปลี่ยนเป็น...พวกเขาอาจจะต้องหนีจากเด็กสาวให้ได้เพื่อรอดชีวิตเสียแล้ว
“อย่าหนีเลย ถ้าหนีไปแล้วคิดว่าจะรอดจากเงื้อมือของอาจารย์ในสถาบัน หรือแม้แต่ตระกูลของนักเรียนที่เป็นเหยื่อหรือ?” ซูหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าคนงานของสถาบันจะขี้ขลาดเช่นนี้ เธอเพิ่งจัดการไปได้คนเดียว ยังเหลืออีกตั้ง 6 คน เหตุใดพวกเขาจึงไม่รีบพุ่งเข้ามากัน
ซูหยวนไม่ต้องการให้ทั้งหมดหนีไป เพราะถ้าเกิดแบบนั้น...เธอก็ทำผลงานที่ยอดเยี่ยมไม่ได้น่ะสิ มันจะดีกว่าถ้าเธอเป็นคนเจอสาเหตุ ทั้งยังจัดการคนเลวได้ด้วยตัวเอง
เวลานี้พวกอาจารย์และนักเรียนคนอื่นๆก็น่าจะพุ่งหน้ามาแล้ว ยิ่งมีเสียงต่อสู้เมื่อครู่ อีกไม่ถึงนาทีก็คงจะมาถึงตัว เช่นนั้น...ซูหยวนไม่มีวิธีอื่นนอกจากหลอกล่อให้พวกมันทั้งหมดเข้ามาโจมตีเธอพร้อมๆกัน
“เร็วเข้า ถ้าไม่เข้ามารุมโจมตีฉันล่ะก็....” ยิ่งซูหยวนพูดมากเท่าไร พวกคนงานในสถาบันก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวขึ้นเท่านั้น
นักเรียนคนนี้ต้องเป็นคนแบบไหนกันแน่ เธอถึงกับกระดิกนิ้วร้องเรียกให้พวกเขารุมโจมตีงั้นหรือ? เช่นนั้นมันไม่เท่ากับว่าเธอไม่ได้กลัวพวกเขาเลย ทั้งยังคิดว่าสามารถฆ่าพวกเขาได้พร้อมๆกันถึง 6 คนด้วยใช่ไหม?
ก่อนหน้านี้พวกเขาอวดดีกับใคร? เด็กสาวจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนไม่ถึงปีคนนี้ แท้จริงแล้วเป็นปีศาจหรือ?
“มะ ไม่ต้องพูดแล้ว!! เธอขยับตัวเพียงสองครั้งก็ฆ่าพวกเราไปได้คนหนึ่ง เธอ! แท้จริงแล้วเธอเป็นนักล่าระดับสูงปลอมตัวมาใช่หรือไม่? แทนที่จะโจมตีเธอเพื่อปิดปาก พวกเราสู้หนีไปให้ไกลจากสถาบันดีกว่าอีก!”
“ชะ ใช่ ใช่แล้ว ต่อสู้กับเธอก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น ถ้าเลือกที่จะหนี...บางทีการซ่อนตัวให้ดีก็อาจจะทำให้พวกเรารอดตาย!” ไม่รู้ว่าความคิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่พวกเขากลับรู้สึกว่าการวิ่งหนีเอาตัวรอด ยังมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าที่จะกระโจนเข้าไปต่อสู้กับเธอเลย
ความคิดที่พวกเขามีเปลี่ยนไปในเวลาไม่ถึง 10 วินาที เป็นเช่นนี้แล้วซูหยวนก็ทำได้แค่กุมขมับเท่านั้น เธอไม่รู้จริงๆว่าตนเองพลาดที่ตรงไหน!!
“คิดว่าจะหนีจากฉันได้จริงๆรึไง” ซูหยวนกัดฟันพูด เดิมทีเธอไม่ควรจะต้องมาเสีย “กาวหนืด” ที่นี่เลย แต่คนเหล่านี้กลับขี้ขลาดเกินไป ดังนั้นเพื่อไม่ให้พวกเขาหนีไปได้ เธอจึงต้องเอากาวหนืดออกมา
น่าเสียดายที่ซูหยวนยังไม่ทันได้โจมตีอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากก็ตรงมาที่นี่ หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกเสียดาย แต่สุดท้ายก็รีบเก็บกาวหนืดของตนเองไปในมิติฟาร์มอีกครั้ง
“นักเรียน ถอยหลังมา!!” เสียงตะโกนของอาจารย์ผู้หนึ่งจากด้านหลัง พร้อมกันนั้นที่หอกสีแดงพุ่งผ่านหน้าเธอไปแล้วตีแสกกลางหัวของหนึ่งในข้ารับใช้ของสถาบัน
ปัง!!
พลองสีแดงที่โจมตีเป้าหมายได้สำเร็จกระเด้งออกไปสองเมตร ก่อนที่มันจะขยับแล้วพุ่งโจมตีอีกครั้ง ซูหยวนมองเห็นพลังงานสีแดงที่ปกคลุมอาวุธนั้น น่าจะเป็นเทคนิคการต่อสู้ที่อาจารย์ท่านนี้ถือครอง โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องจับอาวุธด้วยซ้ำ มันก็เคลื่อนที่ไปโจมตีศัตรูคนต่อไปได้ ถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ
พรึ่บ!
“อ๊ะ!”
“นักเรียน...เป็นอะไรหรือไม่”
ไม่ทันได้ระวังตัว ซูหยวนที่มองการโจมตีของพลองสีแดงด้วยความสนใจ จู่ๆร่างของเธอก็ถูกรวบเข้าหาตัว หน้าอกแกร่งที่กระแทกเข้าหน้าของเธอจนทำให้จมูกเปลี่ยนเป็นสีแดงจนซูหยวนต้องนิ่วหน้า นี่เป็นฝีมือของบุรุษร่างใหญ่คนนี้
เขาก้มลงมามองเธอด้วยสายตาอบอุ่น แม้แต่น้ำเสียงก็ยัง....เอ่อ ดูน่าขนลุกอย่างประหลาด
“อะ แอ่ม อาจารย์หลางคนนี้มาช่วยแล้ว นักเรียนไม่ต้องกลัวนะ” น้ำเสียงที่สุขุมนุ่มลึกแต่ทำให้คนขนลุกชันได้ง่ายๆดังขึ้นข้างหู ซูหยวนที่อยู่ในอ้อมแขนของอาจารย์หนุ่มถึงกับต้องเบือนหน้าหนี
เธอจำได้ดีว่าอาจารย์คนนี้เป็นใคร...ตอนนั้นเธอคิดว่าตัวเองหนีรอดมาจากความน่าอึดอัดใจนั้นแล้ว ด้วยการทิ้ง ไม่สิ! ปล่อยให้อาจารย์ของสถาบันรับมือกับอาจารย์จากสถาบันเพลิงพลองคนนี้ คาดไม่ถึงเลยว่าผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง เธอก็ยังได้เจอกับเขาอีก!
“อาจารย์!! เป็นอย่างไรบ้างครับ รุ่นน้องอัน? อ๋า เป็นรุ่นน้องอันงั้นหรือ? ไอ้สารเลวพวกนั้นคิดจะรังแกรุ่นน้องอันงั้นหรือ?” ยังไม่ทันที่ซูหยวนจะทำใจรับมือกับอาจารย์ผู้น่าเลื่อมใสตรงหน้าได้ ด้านหลังของเขาก็คือรุ่นพี่ไป๋ที่น่าเลื่อมใสอีกคน
“นักเรียนมาช้าเกินไปแล้ว อาจารย์ขอฝากนักเรียนหญิงผู้นี้ให้ดูแล อย่าปล่อยให้มีอันตรายเกิดขึ้นเด็ดขาด เพียงเท่านี้ก็ทำให้เธอตกใจกลัวจนตัวสั่นแล้ว อ้อ นักเรียนหญิงน่าจะหนาวเพราะต้องออกมาเผชิญอันตรายในยามวิกาล รีบถอดเสื้อแล้วคลุมร่างให้เธอเร็วเข้า! เป็นสุภาพบุรุษจะต้องช่างสังเกตให้ดี แม้แต่ขนแขนที่ลุกชันก็ต้องมองให้ออก”
“สตรีก็เป็นแบบนี้ พวกเธอมักจะไม่พูดออกมาโดยตรง คำพูดบางครั้งก็ยังเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามด้วย ถ้าไม่ใส่ใจมากพอเช่นอาจารย์ก็ไม่มีทางมองเห็นได้”
อาจารย์หลางส่งร่างเล็กๆของซูหยวนให้กับไป๋ซานราวกับกำลังส่งตุ๊กตา ชายหนุ่มอ้าแขนรับเอาไว้แล้วมองคนเป็นอาจารย์ด้วยสายตานับถือ ในขณะที่นักเรียนหนุ่มคนอื่นๆก็มองมาด้วยท่าทางราวกับถูกล้างสมองเช่นกัน
ซูหยวนมองแขนของตนเองที่กำลังขนลุกตั้งชันเช่นนั้น อยากจะพูดเหลือเกินว่าเธอไม่ได้หนาวกาย แต่รู้สึกขนลุกเพราะหนาวใจยามพวกเขาแสดงท่าทางประหลาดกันเช่นนี้มากกว่า!
ช่างเป็นสถาบันที่น่าหวาดกลัวจริงๆ ไม่รู้ว่าพวกเขามีวิธีการสอนเช่นนี้ได้อย่างไร เธออยากจะพูดออกไปตรงๆแต่ก็รู้สึกเหมือนว่าน้ำจะท่วมปาก
โชคดีที่สถานการณ์นี้จบลงอย่างรวดเร็ว คนร้ายไม่ใช่ผู้มีฝีมือ นักเรียนคนก่อนๆที่กลายเป็นเหยื่อก็เพราะความเชื่อใจ ชะล่าใจ และประมาท ทว่าครั้งนี้พวกเขาได้เห็นกับตาแล้วว่าคนทั้งหมดกำลังต้องการทำร้ายใคร ในไม่ช้าก็ถูกจับกันครบถ้วน ส่วนที่ซูหยวนฆ่าตายไป พวกเขาก็นำศพกลับไปที่สถาบันด้วย
อาจารย์ของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเพิ่งรู้ว่าศิษย์ของเธอมีส่วนเกี่ยวพันเรื่องนี้ ทั้งยังเกือบจะถูกพวกผู้ชาย 7 คนรุมทำร้ายเพื่อเข้าไปช่วยเหลือนักเรียนชายจากสถาบันเพลิงพลอง อาจารย์สาวไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากมาช่วยพาซูหยวนกลับไป ปกป้องเธอจากการบูชาของนักเรียนและอาจารย์ของสถาบันเพลิงพลองได้สำเร็จ
ซูหยวนไม่รู้ว่าอาจารย์ของเธอต้องเจอกับอะไรหลังจากนั้น แต่เธอที่อยู่ในมือของพวกสถาบันเพลิงพลองแทบจะถูกพาเหาะกลับมา พวกเขาอยากจะจับเธอนั่งเครื่องแห่แล้วส่งเสียงบูชาออกมาด้วยซ้ำยามที่รู้ว่าซูหยวนก้าวออกไปทำอะไร
แน่นอนว่าเกียรติของพวกเขาเองก็ถูกทำลายไปเช่นกัน เนื่องจากบุรุษควรจะปกป้องสตรีตามความเชื่อของพวกเขา แต่ครั้งนี้เป็นซูหยวนที่ออกโรงปกป้องนักเรียนชายของเขา เมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นฟื้นขึ้นมา อีกฝ่ายก็ลงไปนั่งคุกเข่าโขกหัวเหมือนคนโบราณ บอกว่าหลังจากนี้จะเป็นข้ารับใช้ของเธอไปทั้งชีวิต เธอจะกลายเป็นเจ้านายของเขา....
ถ้าซูหยวนอยากจะพูดอะไรสักคำ เธอคงพูดออกไปว่า “ไม่ต้องการ” ไปแล้ว
“เจ้านายอัน หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอเพียงเจ้านายเรียกใช้ ฉันจะทำตามคำสั่งเจ้านายทันที แม้แต่ตอนที่เจ้านายอยากจะครอบครองตระกูล “สวี่” ของฉัน!” ชายหนุ่มคุกเข่าต่อหน้าผู้คนมากมาย
ปกติแล้ว เข่าของบุรุษ...โดยเฉพาะบุรุษจากสถาบันเพลิงพลองนั้นเป็นเข่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การที่เขายอมคุกเข่าต่อหน้าคนมากมายเพื่อเธอ ย่อมหมายความว่าเขาละทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอแล้วจริงๆ
ซูหยวนมองดูชายที่จริงจังผู้นี้ด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ถึงจะรู้ว่าการถูกลักพาตัวไปแล้วกลายเป็นคนปัญญาอ่อนจากการถูกดึงพลังงานไปทั้งหมดนั้นจะไม่ใช่เรื่องดี แต่เธอก็ไม่ได้คิดว่าการยื่นมือเข้าไปช่วยเล็กๆน้อยๆนี้จะทำให้เธอกลายเป็น “เจ้านาย” ของเขา
อย่าลืมว่าตระกูลสวี่นี้ไม่ใช่ตระกูลขนาดเล็ก อีกฝ่ายใช้ชีวิตอยู่ในเขตชั้นในมาเป็นเวลานานแล้ว เจ้าคนที่ชื่อสวี่เฟิงรุ่ยคนนี้ก็เป็นว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไปด้วย ไม่ใช่ว่าเขาจะถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลังจากพูดจาไร้สาระเหล่านี้หรือ?
ตัวเขายอมยกตระกูลสวี่ให้เธอ เช่นนั้นคนในตระกูลสวี่เล่า? จะคิดเหมือนกับเขาหรือไม่?
อันซูหยวนมองดูบุรุษทึ่มเหล่านี้ด้วยสายตาเอือมระอา เธอตัดใจไม่คิดเกี่ยวกับเขาอีก ต่อให้หลังจากนี้เขาจะถูกขับออกจากตระกูล นั่นก็ไม่ใช่เป็นเพราะเธออยู่ดี
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว เธอก็กลับเข้าไปในหอพัก อย่าลืมว่าวันพรุ่งนี้ยังต้องเข้าร่วมการทดสอบครั้งใหญ่อีก ถ้าทำไม่ดีแล้วส่งผลให้เจ้านายไม่พอใจ ซูหยวนคงจะเสียใจมาก
………………………………..