ยอดเชฟกระทะเหล็กผจญภัยต่างโลก The Crescent Moon Cafe

    บทที่ 17 เอลฟ์สาวยอดนักดื่ม

    หากจะบอกว่าเอลฟ์นั้นเป็นเพียงภาชนะที่มีชีวิตก็คงจะไม่ผิด เทพอิลูวาทาร์นั้นได้รับมอบหมายให้สร้างชีวิตเริ่มแรกให้เกิดขึ้นยังโลกจากพระผู้เป็นหนึ่ง แต่สภาพโลกในยุคเริ่มต้นนั้นโหดร้ายทารุณนัก ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะอาศัยอยู่ได้ ท่านต้องการหาภาชนะรองรับพลังแห่งดวงดาวให้ติดตรึงอยู่บนพื้นโลกให้ได้ จึงได้สร้างอุปกรณ์เก็บมานาอย่างเอลฟ์ขึ้นมา แต่ด้วยความที่เธอเป็นเทพที่สร้างสรรค์ที่สุดในบรรดาเทพต้นกำเนิดทั้งปวงเธอจึงสร้างเอลฟ์ให้ออกมางดงามดั่งตัวเธอเอง โดยจำลองรูปลักษณ์และถ่ายทอดนิสัยอันสุภาพงดงามของเธอออกมาจนหมด และเมื่อเธอสร้างคู่แรกออกมาก็เรียกพวกเขาว่า เอลฟ์ (Elf) สำหรับเพศชายและเรียกที่เป็นเพศหญิงว่าเอลเวน (Elven) จากนั้นพวกเขาทั้งสองและลูกหลานผู้สืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์ ก็ออกเดินทางเพื่อกระจายพลังแห่งดวงดาวไปทั่วโลกโดยเรียกตัวเองว่าเอลฟ์นับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยดินแดนที่เหล่าลูกหลานเอลฟ์ได้ไปเยือนนั้นก็จะมีสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณต่างๆ ก่อกำเนิดงอกงามขึ้น และเพราะว่าเทพอิลูวาทาร์นั้น เกลียดความมืดและความเหงา เธอจึงไม่ต้องการให้โลกของเธอมีความมืดแม้แต่วันเดียว เธอจึงทำสร้างให้เอลฟ์ของเธอไม่ต้องนอนหลับคอยส่องแสงแห่งดวงดาวปกป้องโลกจากเงื้อมมือของ’ อีราบัส’ เทพแห่งความมืด (Erabus) แต่หลังจากนั้นอีราบัสได้นำเรื่องนี้ฟ้องร้องต่อพระผู้เป็นหนึ่งว่าเธอทำให้โลกเสียความสมดุลและครอบครองโลกไว้แต่เพียงผู้เดียว เธอจึงยอมให้อีราบัสเข้าครอบครองโลกได้ครึ่งหนึ่งแต่มีข้อแม้ว่าเธอจะนำเอาเหล่าเอลฟ์ไปอยู่ที่ดินแดนแห่งสรรพสิ่งกับเธอด้วย อีราบัสเกรงว่าหากเอลฟ์จากไปกันหมด จะทำให้โลกปราศจากพลังแห่งดวงดาวและจะไม่มีชีวิตให้กลืนกินอีกต่อไป จึงขอร้องให้เธอสร้างสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ขึ้นมาทดแทน เธอจึงได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้เพื่อให้ปลูกพืชพรรณปกคลุมโลกเพื่อดูดซับพลังแห่งดวงดาวแทนลูกๆ ของเธอโดยให้เวลาเพียงหนึ่งแสนปีเท่านั้นและเธอจะนำเหล่าเอลฟ์จากไปดังนั้นธรรมชาติของเอลฟ์จึงไม่สามารถปฏิเสธความเย้ายวนจากพลังแห่งดวงดาวหรือพลังเวทในภาษาของมนุษย์ได้เลย ดูจากเหล่าดาร์คเอลฟ์ในอดีตก็บ่งบอกได้ถึงความคลั่งไคล้ถึงขั้นเสพติดนี้ โดยเฉพาะพลังอันบริสุทธิ์จากสปริงออฟเอดาร์ที่ไม่มีใครรู้ที่มาของบ่อนี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือใครเป็นผู้สร้างขึ้นอลันมองดูลักษณะการกินอาหารของสาวเอลฟ์ตรงหน้าแล้วก็รู้สึกแปลกๆ มันช่างดูแตกต่างและห่างจากคำว่า’ ปกติ’ อย่างสิ้นเชิง แม้ว่าในอดีตจะเคยมีคนออกอาการคลั่งใคล้ในอาหารของเขาอยู่บ้าง ก็ไม่ถึงกับเสียอาการถึงเพียงนี้ ท่าทางของเธอที่ก้มหน้า กินหนึ่งคำ ก็หลับตาคราง ‘อา’ ทีหนึ่งทำให้เขานึกได้ภาพ ภาพหนึ่งในหัว(เธอคิดว่ากำลังเสพผงขาวอยู่หรือไงนี่? ดูสิ...ยังจะยิ้มอีกนะ!)“ซูเฟล่ของป๊ะป๋าอร่อยที่สุดในโลกเลย! ดูคุณแม่เลเนอริลสิ เธอชอบมากเลยล่ะ” เอลิน่านั่งมองเธอกินอาหารอย่างเพลิดเพลินและมีความสุขรู้สึกภูมิใจในอาหารที่พ่อของเธอทำมากเลยทีเดียว ไม่ทันสังเกตุว่าอลันแอบส่ายหน้าปฏิเสธเล็กน้อย(ท่าทางตอนกินของคุณแม่เลเนอริลน่ารักจังเลยน๊า...)‘แก๊ก’เสียงส้อมกระแทกกับพื้นจานดังขึ้น เหมือนจะเป็นเสียงที่เรียกสติของเลเนอริลกลับคืนมา เมื่อไม่มีอะไรให้ตักใส่ปากอีกแล้วมือของเธอจึงได้หยุดเคลื่อนไหว เธอมองไปที่จานอันว่างเปล่าตรงหน้าอย่างตกตะลึง นี่เธอทำอะไรลงไป ตอนแรกว่าจะกินอีกเพียงคำเดียวเท่านั้นเพื่อเอาใจเอลิน่า แต่กลับกลายเป็นกินอย่างลืมตัวจนหมดเกลี้ยง เธอได้ทำผิดกฎของราชินีอวาริไปซะแล้ว แต่ว่าจะโทษเธอก็ไม่ถูกอาหารนี้มีแรงดึงดูดอันมหาศาล เธอเพียงทำตามสัญชาตญาณเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ พยายามยืดตัวตรงเช็ดมุมปากด้วยท่าทางที่สุภาพแก้เขิน พูดกับอลันว่า“ขอบคุณสำหรับอาหาร อร่อยมากเลย เอ่อ...ท่านคือ”"อลันครับ" อลันตอบด้วยรอยยิ้ม“ท่านอลัน ข้าขอถามท่านอย่างตรงไปตรงมา ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับ’ บ่อน้ำต้นกำเนิด’ บ้าง?”“บ่อน้ำต้นกำเนิด มันคืออะไรเหรอครับ?” อลันงงงันเขาไม่เคยได้ยินชื่อบ่อน้ำนี้มาก่อนในชีวิตวู้ดเอลฟ์นั้นสามารถอ่านใจไม่สิ ถ้าพูดให้ถูกคือสามารถจับโกหกได้มากกว่า เพราะพวกเธออ่านพลังเวทที่สั่นไหวในบรรยากาศได้ แต่ชายตรงหน้ามีพลังงานที่หนักแน่นมั่นคงดูไม่เหมือนกับกำลังโกหกแม้แต่น้อย ทำให้เธอคลายใจลงมาก(เขาไม่ได้โกหก? ไม่ใช่พลังจากบ่อต้องห้ามนั่นสินะ…ถ้าอย่างนั้น...ก็)
    ทีแรกกลออินมองดูเลเนอริลกินอย่างเสียอาการแบบนั้นก็แทบกลั้นขำไม่อยู่ เขาต้องเก็บภาพตรงหน้านี้เอาไว้ให้แม่นยำเพื่อที่จะได้ไปเล่าให้เพื่อนฝูงชาวคนแคระของเขาได้มีส่วนร่วมขำไปกับเขาด้วย เอลฟ์ที่ทำท่าสูงส่งมาตลอดกำลังกินอาหารแบบเดียวกับคนแคระแถมยังทำท่าเคลิบเคลิ้มแบบนั้น เขาจะพลาดได้ยังไงอยากเห็นมากกว่านี้สักหน่อยน่า พูดกับเลเนริลว่า“มันก็อร่อยจริงๆ นั่นล่ะนะ แต่รู้อะไรมั้ย มันยังไม่อร่อยที่สุด ถ้าเธอยังไม่ได้ลองดื่มเอลตามสักอึก เอาสิข้าเลี้ยงเอง”“ไม่จำเป็น ถ้าข้าจะดื่มละก็ ข้าจ่ายเองได้!” เลเนอริลปฏิเสธทันควัน ยังไงเธอก็ยังไม่ยอมรับน้ำใจจากคนแคระเด็ดขาด“เอาน่าๆ ข้าขออภัย ถือว่าข้าเลี้ยงเพื่อมิตรภาพ ยังไงก็ลองดูหน่อย แต่ถ้าท่านไม่กล้าข้าก็ไม่ว่าร๊อก”กลออินพูดแล้วก็สั่งเอลให้เธอหนึ่งเหยือก เลเนอริลมองเอลตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจ เธอไม่เคยดื่มเครื่องดื่มแบบนี้มาก่อน แต่พอนึกตอนที่กลออินดื่มเอลเข้าไปอย่างสะใจ ก็ยังคงติดตาเธออยู่และกลิ่นหอมเรื่อๆ โชยออกมาจากแก้วก็หอมหวานน่าลิ้มลองอยู่ ความอยากลองก็ค่อยๆ เอาชนะความไม่แน่ใจทีละน้อย(นี่มันก็แค่เครื่องดื่มเอง ฟรีด้วยนะ!)เธอไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้รับรสชาติที่ดีที่สุด ทดลองจิบเอลเข้าไปอึกหนึ่งสัมผัสแรกความขมฝาดก็แทบทำให้เธอถ่มทิ้งทันที แต่หลังจากนั้นนิดเดียวกลิ่นหอมๆ และความหวานของผลไม้หมักก็ตามมา(เอ๊ะ! ใช้ได้นี่นา)เลเนอริลรู้สึกว่ามันผสมเข้ากับกลิ่นของชีสและเบคอนย่างที่ยังหลงเหลืออยู่ในปากเล็กน้อยนั้นอย่างลงตัว ช่วยตัดกลิ่นคาวและแก้เลี่ยนได้ดีเลยกระดกต่อจนหมดเหยือกกลออินเห็นภาพนี้ก็กลั้นขำอย่างสุดชีวิต เอลฟ์สาวคนนี้น่าสนใจจริงๆ เธอไม่รู้จักแม้กระทั่งฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เหรอเนี่ยอลันเห็นเธอจิบคำเล็กๆ ในครั้งแรกก็คิดว่าคงไม่เป็นไร ที่ไหนได้หันมาอีกทีเธอคว่ำเหยือกซะแล้ว ห้ามทันซะที่ไหนได้แต่ยกมือค้างไว้อยู่แบบนั้น เขาเห็นภาพแบบนี้มาจนชินตาจากในร้านของเขาผู้หญิงที่ดื่มไวน์ต่างน้ำในร้านของเขาเพียงเพราะว่ารสชาติมันอ่อนดื่มง่าย ซึ่งลงเอยด้วยการเรียกต้องแท็กซี่ให้ทุกรายไป(เธอคงจะเป็นนักดื่มละมั้ง)เลเนอริลเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้เธอยิ้มเก่งขึ้น ใบหน้าที่หวานซึ้งอยู่แล้วยิ่งดูหยาดเยิ้มกว่าเดิม ที่ไม่น่าเชื่อคือเธอเป็นฝ่ายขอ’ชนแก้ว’กับกลออินเองอีกต่างหาก ราวกับว่าพวกเธอเป็น’เพื่อนสนิท’กันมานานเอลหมดไป 2 เหยือกแล้ว และยังกินซูเฟล่ชิ้นที่ 2 เข้าไปอีกด้วย เลเนอริลก็เอวังหมอบพับอยู่ที่โต้ะตามระเบียบกลออินก็เริ่มรู้สึกตีงๆขึ้นมาหลังจากที่เรียกให้คิดเงินแล้วก็เลยขอตัวกลับ   “ ฮา เป็นคืนที่วิเศษจริงๆ ข้าคงต้องกลับไปหาเมียแล้วล่ะ ส่วนของเธอข้าจ่ายให้เอง เอ่อ...ฝากที่เหลือด้วยล่ะ ท่านอลัน” กลออินลุกขึ้นอย่างเร็วจนพุงยื่นๆของเขาชนเข้ากับขอบโต้ะดังตึง ชี้ไปที่เลเนอริลที่กำลังนอนฟุบอยู่แล้วยักคิ้ว หันมามองอลันด้วยสายตาที่อลันอยากจะเรียกว่า’อ้อน’กำปั้นมากๆ  "อืม เอลเหยือกละ 1 เหรียญเงิน ซูเฟล่ 4 ชิ้น...รวม 4 ทองกับ 4 เหรียญเงิน" อลันคิดเงินให้เขา ในใจกลับกังวลว่าจะทำยังไงก็แม่เอลฟ์นักดื่มคนนี้ดีล่ะเนี่ยเอลิน่ารีบวิ่งไปที่คนแคระเฒ่าทันทียื่นมือแบออก “ปู่กลออิน เก็บเงินค่ะ”  “ยัยหนูน้อย เก่งจังนะ” กลออินเห็นเอลิน่าเข้ามาเก็บเงินอย่างจริงจังก็ลูบหัวเธออย่างเอ็นดู แล้ววางเงินไว้ในมือเล็กๆนั่น  "ไปล่ะ" เขากล่าวลา อลันมองไปที่กลออินอย่างช่วยตัวเองไม่ได้อีกครั้งบุ้ยใบ้ไปที่เลเนอริล ส่งสัญญาณให้เขารู้ว่าต้องการความช่วยเหลือ“เนย์ๆๆ ไม่ได้ร๊อก ที่บ้านข้ามีเตียงเดียวเอาไว้นอนกับเมียเท่านั้น” กลออินโบกมือ ‘ควับๆๆ’ ทันที ก่อนจะออกไปยังหันมาหาอลันทำท่าเอานิ้วเชือดคอยิ้มๆให้เขาอีกต่างหาก(คนแคระ!)อลันนึกได้คำเดียวในใจ....


    error loadedAdar Spring Credit:deviantart.com