ฉู่จวินหลันเลิกคิ้วกล่าว “จู่ๆ ก็มาขอโทษเช่นนี้ท่านทำอะไรผิดกับข้าหรือ เปลี่ยนใจไปทำข้อตกลงกับคนอื่น? หรือจะแสร้งโง่ต่อหน้าข้า?”
เซียวซวี่ชะงักไปเล็กน้อยอารมณ์หม่นหมองก่อนหน้านี้ถูกนางทำลายจนสิ้นเขานั่งลงที่ขอบเตียงแล้วยื่นมือออกไปโดยง่าย
ฉู่จวินหลันดึงแขนเสื้อของเซียวซวี่ขึ้นแล้ววางนิ้วแตะบนข้อมืออีกฝ่ายเมื่อตรวจชีพจรทั้งสองมือแล้วก็พอเข้าใจ
“สองวันที่ผ่านมาท่านไปทำงานอะไรเหตุใดร่างกายถึงได้เหนื่อยล้าเช่นนี้ ห้ามฝืนเด็ดขาดถึงจะรีบร้อนอยากยกขบวนแปดเกี้ยวมาสู่ขออย่างเป็นทางการ แต่หากท่านล้มป่วยไปข้าก็ไม่ยอมเหมือนกัน” นางยกมือแตะไหล่เขาเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ถอดเสื้อออก”
“ไม่มีอะไร”
ต่อมาเซียวซวี่รู้ตัวว่าหลบไม่พ้นจึงถอดเสื้อออกตามที่นางบอกแล้วเอนกายนอนลง
ฉู่จวินหลันหยิบเข็มเงินออกมากดลงไปอย่างคล่องแคล่วพลางกล่าว “ข้าเป็นหมอ ข้าบอกว่ามีปัญหาก็ต้องมีสิคิดว่าร่างกายตัวเองทำด้วยเหล็กกล้าหรืออย่างไร”
“เข้าใจแล้ว”เซียวซวี่ไม่เถียง
“ตอบรับแล้วต้องทำตามด้วย”นางลงเข็มอีกเล่มแล้วถามต่อ “ว่าแต่ท่านไปทำอะไรที่คิดว่าผิดต่อข้ามาหรือ”
ฉู่จวินหลันถามด้วยความจริงใจเพราะเซียวซวี่เป็นคนจริงจัง ทั้งยังยึดมั่นในตนเอง จู่ๆ มาขอโทษเช่นนี้คงต้องมีเหตุผลแน่
เซียวซวี่ซึ่งจมูกโด่งเป็นสันนอนพิงหมอนที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆมองม่านเพดานบางสีเขียวอ่อน ริมฝีปากเรียวงามเอ่ยเสียงเบา“วันนี้ตอนอยู่ในงานชุมนุม...เจ้าโดนดูถูก”
มือที่ถือเข็มของฉู่จวินหลันชะงักทันควันนางหัวเราะเสียงเบา “เพราะเรื่องนั้นเองหรือ แล้วเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย”
“เพราะข้าพวกเขาถึงได้หัวเราะเยาะเจ้า อีกทั้งเซียวจื่อหลันยังไม่ให้เกียรติส่วนเซียวอวิ้นเผิงก็ไม่ได้เจตนาดีต่อเจ้า”
น้ำเสียงเซียวซวี่เรียบนิ่งราวกับกำลังบอกเล่าธรรมดาแต่เมื่อมองสีหน้าเย็นชาของเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาโกรธแทนตน
ฉู่จวินหลันตอบด้วยเสียงสบายๆ“เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญหรอก ข้าจะไปหวังอะไรจากปากของคนอื่นเล่า”
“ข้าออกหน้าปกป้องเจ้าไม่ได้”แต่คนอื่นทำได้
ฉู่จวินหลันกะพริบตาปริบๆก่อนจะหัวเราะออกมา “เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนได้กลิ่นเปรี้ยว[1]กันนะ”
เซียวซวี่ไม่ตอบ
“เซียวจื่อหลันกับเซียวอวิ้นเผิงสำหรับข้าไม่ต่างอะไรกับคนนอกท่านไม่ได้สั่งให้พวกเขาทำเสียหน่อย มีอะไรให้รู้สึกผิดกัน”ฉู่จวินหลันกลัวว่าเขาจะขี้อายจนทนหยอกล้อไม่ไหว จึงเปลี่ยนสีหน้าให้จริงจัง
เซียวซวี่ขยับริมฝีปากเล็กน้อยสุดท้ายก็เอ่ยเพียงสั้นๆ ว่า “อืม”
หลังจากฉู่จวินหลันลงเข็มเสร็จข้างในห้องยังแว่วเสียงวิหคขับขาน นางจึงนั่งขัดสมาธิลงตรงขอบเตียง จากนั้นเริ่มพูดคุยกับเซียวซวี่ที่นอนอยู่
“ตระกูลของท่านล้วนประหลาดกันทั้งนั้นไม่เป็นไรหรอก หากท่านมีขบวนแปดเกี้ยวมาสู่ขอ ข้าจะช่วยจัดการเองเซียวอวิ้นเผิงคิดร้ายต่อข้า ข้าเลยลงเข็มใส่ไปหนึ่งที เกรงว่าเขาคงใช้การขาไม่ได้สักพัก”
“สมควรแล้ว”
ฉู่จวินหลันหัวเราะก่อนจะกล่าวเสียงเบา“คิดไม่ถึงว่าท่านซื่อจื่อจะพูดเช่นนี้ออกมา”
นางพูดพลางยิ้มร่าราวกับเรื่องน่าอับอายทั้งหลายไม่เคยติดอยู่ในใจไม่ว่าเรื่องใหญ่แค่ไหนก็ยิ้มเผชิญได้อย่างง่ายดาย
แววตาเซียวซวี่ค่อยๆอ่อนลง ริมฝีปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
นางเหมือนกับแสงอาทิตย์อันเจิดจ้าทำให้คนที่อยู่ในความมืดมานานอย่างเขาอยากเข้าใกล้ และอยากครอบครองแสงอันอบอุ่นนี้ไว้
“ถ้าเซียวอวิ้นเผิงยังคิดจะทำอะไรอีกข้าไม่ปล่อยเขาไว้แน่”
“วางใจเถิด”ฉู่จวินหลันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เขาจะทำอะไรได้เล่าอย่างมากคงกลับไปถอนเข็มบนโต๊ะออกเท่านั้นท่านต่างหากที่ควรมุ่งมั่นเรื่องของตัวเอง ยังไม่ถึงเวลาก็อย่าเพิ่งทำให้ใครสงสัย”
เซียวซวี่ไม่ได้โต้แย้งอะไร
ฉู่จวินหลันยังคุยกับเขาอีกเล็กน้อยไม่นานก็เห็นว่าเปลือกตาของเขาค่อยๆ หรี่ลง ก่อนจะหลับไปโดยไม่รู้ตัว นางคิดว่าเขาคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยจึงไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ
ฉู่จวินหลันทั้งขบขันทั้งซาบซึ้งใจ
คนอย่างพวกนางมักจะระแวงผู้อื่นอยู่เสมอหากยอมปล่อยใจหลับใหลต่อหน้าใครเต็มที่ นั่นย่อมหมายถึง...เซียวซวี่เชื่อใจนาง
พวกเขาเพิ่งตกลงกันปากเปล่าแต่เซียวซวี่กลับไว้ใจนางถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนใจคอกว้างขวางจริงๆ
ฉู่จวินหลันขยับมือว่องไวดึงเข็มเงินเล็กบางราวเส้นผมอย่างเบามือเมื่อเห็นเขาหลับสนิทนางก็หยิบผ้าห่มผืนบางมาคลุมให้
ผ้าห่มเพิ่งจะแตะตัว จู่ๆร่างที่นอนนิ่งเมื่อครู่ก็สะดุ้งตื่นเจ้าของดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวพุ่งเข้าใส่นางทันที!
ฉู่จวินหลันไม่ทันตั้งตัวยังไม่ทันได้ขยับก็ถูกเซียวซวี่คว้าคอไว้ ร่างกายพลันโอนเอนราวกับฟ้าดินหมุนกลับก่อนจะหงายหลังนอนแผ่ไปบนเตียง
มือข้างหนึ่งของเซียวซวี่ยันอยู่บนเตียงอีกมือบีบคอนางเอาไว้ ขาแข็งแรงทั้งสองข้างกดทับเรียวขาของนางยึดร่างของนางไว้แน่นหนาราวกับเสือร้ายที่ว่องไวกำลังตะครุบเหยื่อหากเพิ่มแรงที่มืออีกนิดก็สามารถปลิดชีพนางได้ทันที
ทว่าฉู่จวินหลันไม่ตกใจไม่ดิ้นขัดขืน กลับพูดอย่างเยือกเย็น “ตื่นสิ หากไม่ตื่นท่านจะไม่มีหมอช่วยถอนพิษให้นะ”
ดวงตาฟุ้งซ่านของเซียวซวี่กลับมาแจ่มชัดเมื่อรู้ตัวว่าตนกำลังคร่อมทับอยู่บนร่างอ่อนนุ่มของสตรีตรงหน้าเขาถึงกับอ้าปากค้าง “ข้า…”
เขารีบปล่อยมือพลิกตัวถอยไปอีกมุมของเตียง เขาก้มลงมองเสื้อผ้าตัวเองที่ยุ่งเหยิงรีบลงจากเตียงแล้วพุ่งไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมทันที
ฉู่จวินหลันนั่งกอดเข่ารอด้วยรู้สึกชาเล็กน้อยตรงคอจึงลูบเบาๆ “เห็นท่านนอนหลับข้าหวังดีอยากให้ท่านนอนหลับพักผ่อนสบายๆ ผลคือท่านเกือบฆ่าข้า”
“ข้าขอโทษ”เซียวซวี่อายจนหน้าแดง
สีหน้าแสนงดงามของเขาเต็มไปด้วยความเขินอายแม้จะมืดมิดจนเห็นไม่ชัดว่าหน้าเขาแดงหรือไม่แต่ฉู่จวินหลันก็รู้สึกได้ว่าชายหนุ่มผู้เงียบขรึมคนนี้คงอยากหายตัวไปเสียตั้งแต่ตอนนี้
“ช่างเถิดจะโทษท่านทั้งหมดก็ไม่ได้”
“ข้าผิดเอง”
“หากท่านรู้สึกผิดนักเช่นนั้นลองทำหน้าเขลาหน้าเดียวให้ข้าดูหน่อยสิ”
เซียวซวี่เงียบ “…”
“หากไม่อยากทำหน้าเขลาเช่นนั้นให้ข้าทำแบบที่ท่านทำกับข้าเมื่อครู่ดีหรือไม่” ฉู่จวินหลันอดเย้าหยอกไม่ได้
เซียวซวี่ทำปากขมุบขมิบเงียบอยู่พักหนึ่งถึงตอบว่า “เจ้าบีบคอข้าได้”
ฉู่จวินหลันหัวเราะลั่น
เซียวซวี่รู้ตัวว่าฉู่จวินหลันกำลังหยอกล้ออีกครั้งเขาเม้มปากแน่น ทำหน้าขรึมพลางประสานมือโค้งคำนับก่อนจะหมุนกายออกไปทางหน้าต่างด้านหลังทันที
ฉู่จวินหลันเห็นเขาหนีหัวซุกหัวซุนเช่นนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้
เช้าวันถัดมายามคำนับเช้า ฮูหยินผู้เฒ่าตำหนิอนุหวังจนแทบไม่เหลือชิ้นดีฉู่เมิ่งอิ๋งก็ถูกดุจนไม่กล้าเงยหน้า
เรื่องของฉู่จวินหลันในงานชุมนุมถูกเล่าขานกันเกินจริงไปทั้งตระกูลแม้แต่บ่าวรับใช้ยังมองนางราวกับเป็นคนครึ่งเซียน
ทว่าฉู่จวินหลันกลับไม่ใส่ใจหลังจากคำนับเช้าเสร็จก็ไปหาฉู่หวาถิง
“พี่ชายใหญ่ดวงตาของท่านเริ่มดีขึ้นแล้ว และข้าคิดเทียบยาไว้แล้วตอนนี้เรามีรากโสมป่าร้อยปีที่องค์หญิงใหญ่มอบให้ ส่วนสมุนไพรหายากอื่นๆข้าก็พอมีเงินซื้อ หากมีกระสายยาอีกหนึ่งอย่าง ข้าก็มั่นใจได้ถึงแปดส่วนแล้ว”
ดวงตาของฉู่หวาถิงที่ค่อยๆฟื้นคืน กล่าวเสียงเต็มไปด้วยความยินดี “กระสายยาคือสิ่งใด หายากหรือไม่”
“ก็ไม่ยากเท่าไหร่เพียงแต่ขั้นตอนยุ่งยากเล็กน้อย ต้องใช้หยาดน้ำค้างยามเช้าที่สะอาดมาเป็นกระสายยาวันพรุ่งข้าจะออกนอกเมืองหลวงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อไปเก็บน้ำค้างฝีเท้าของข้าว่องไว กลับมาทันคำนับเช้าแน่นอนเจ้าค่ะ”
ฉู่หวาถิงเอ่ยด้วยความห่วงใย“ให้คนอื่นไปแทนเถิด เจ้าเป็นสตรี จะเหนื่อยและลำบากเช่นนี้ไม่ได้”
“ข้าไม่วางใจให้ผู้อื่นทำหากเผลอทำกระสายยานี้สกปรกหรือปนเปื้อน เกรงว่าจะให้ผลตรงข้ามเรื่องนี้ข้าต้องทำเองถึงจะมั่นใจเจ้าค่ะ”
แม้ฉู่หวาถิงจะเป็นห่วงแต่ก็รู้ว่าห้ามน้องสาวไม่ได้ ได้แต่กำชับให้นางระมัดระวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รุ่งเช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสางฉู่จวินหลันก็สั่งกำชับจื่อเยียนเสียงเบาก่อนจะปีนหน้าต่างออกจากจวนตระกูลฉู่เงียบๆจากนั้นมุ่งหน้าไปยังภูเขาจวิ้นฮวาที่ทอดยาวนอกเมืองหลวง
บนภูเขาจวิ้นฮวามีเพียงวัดอู่อวิ้นที่ไม่ค่อยมีคนมาสักการะพื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยป่ารกร้าง แทบไม่มีร่องรอยผู้คนพอแสงยามเช้าเริ่มจับขอบฟ้า นางก็เก็บน้ำค้างใส่ขวดกระเบื้องเล็กๆ ได้หนึ่งขวดหลังเก็บเสร็จก็รีบกลับจวนเพื่อไปคำนับฮูหยินผู้เฒ่าในตอนเช้า
ทว่ากลับมีเรื่องไม่คาดคิดพอนางเดินถึงตรอกด้านหลังจวนตระกูลฉู่ก็ชะงักทันที
มีการซุ่มโจมตี!
เพียงชั่วอึดใจชายฉกรรจ์ซึ่งสวมชุดองครักษ์ปักลายปลาบินราวเจ็ดแปดคนในมือถือดาบซิ่วชุนต่างกรูกันเข้ามาล้อมนางจนไร้ทางหนี
“เจ้าคือฉู่จวินหลันใช่หรือไม่”ชายอายุราวสี่สิบผู้เป็นหัวหน้ามีรูปร่างสูงใหญ่เอ่ยถามเสียงดังกึกก้องราวกับระฆังลั่น
[1] กลิ่นเปรี้ยว มาจากคำว่า กินน้ำส้มสายชู หรือ吃醋 ในภาษาจีน หมายถึง หึงหวง