คุณชายหมอขอปราบรัก ภาค 1

    32 พยานตายหมด

            “คนเจ้าเล่ห์อย่างท่าน คงคิดแผนไว้แล้วสินะ” นางกัดฟันกระซิบ

            ฮัวหยางยิ้มกริ่ม เอียงหน้าเข้ามาใกล้

            “หากเจ้าอยากรู้ คืนนี้เรานอนคุยกันทั้งคืนดีหรือไม่ ”

            มือปราบหญิงหน้าแดง เมื่อวานนางอ้างว่าตนเองอ่อนเพลีย

            ฮัวหยางจึงทำเพียงกอดและจูบนางอยู่นานกว่าจะหลับ นัยของคำว่านอนคุยกัน เห็นท่าคงจะไม่ได้แค่คุยเป็นแน่

            “คุยระหว่างทางกลับก็ได้เจ้าค่ะ”

            “ไม่ได้ เรื่องลับต้องคุยกันสองต่อสองที่เรือนปรุงยาเท่านั้น”

            “ข้าจะต้องกลับไปนอนในห้องของท่านแม่ท่านนะ”

            “เดี๋ยวข้า ไปบอกท่านพ่อให้เปลี่ยนหน้าที่เจ้าเอง”

            “ท่านช่าง...เจ้าเล่ห์นัก”

             

            ทั้งสองเดินทางกลับเรือนปรุงยาเป็นเวลาเดียวกับที่จางเจิ้งจีกับหวังหวั่นมาขอพบ หัวหน้ามือปราบหน่วยที่สามมีสีหน้าหนักอกหนักใจ

            “ข้ามีข่าวร้ายมาบอก คนร้ายพวกนั้นพอข้าจะสอบสวนต่อ พวกเขาก็ชิงฆ่าตัวตายกันไปหมดแล้ว”

            “ตายหมด!” ฮัวหยางกับอู๋จือตกตะลึง

            “ใช่! ไม่มีพยานจะสาวถึงตัวผู้บงการได้แล้ว เห็นทีต้องเริ่มสืบกันใหม่”

            “พวกเขาเป็นนักฆ่ากลุ่มใดเจ้าคะ หัวหน้าจาง ”

            “ดูจากพิษที่พวกเขาใช้ฆ่าตัวตายซึ่งเป็นพิษดับหัวใจ คนพวกนี้น่าจะเป็นนักฆ่านอกรีตมาจากเมืองชิงหลิง” หวังหวั่นซึ่งรู้เรื่องเหล่านี้ดีตอบแทนสามี

            “พิษดับหัวใจหรือ ” อู๋จือทำหน้าฉงน

            หวังหวั่นพยักหน้า “พิษนี้ คนที่จะใช้ได้ต้องเคยถูกฝังเข็มดับหัวใจมาแล้ว เมื่อถูกจับได้แค่เพียงพวกเขาสะกดจุดเหนือหัวใจตนเองสามจุดก็สิ้นใจ”

            “แปลกถึงเพียงนั้นเชียว ” อู๋จือขมวดคิ้ว นางไม่รู้อดีตของสหาย แต่รู้สึกว่าหวังหวั่นรู้เรื่องในยุทธภพจนน่านับถือ

            “พิษดับหัวใจใช้ควบคุมนักฆ่า ผู้ที่คิดค้นมันขึ้นมาก็คือเจ้าของฉายาหมอยานรก แต่คนผู้นี้ลึกลับนัก น้อยคนจะเคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริง” หวังหวั่นนึกถึงตอนที่นางอยู่ในสำนักนักฆ่ามีท่านหมอผู้หนึ่งเล่าให้นางฟัง

            ฮัวหยางถอนหายใจยาว “เรื่องนี้ข้าก็คิดเผื่อเอาไว้แล้ว ช่างเถิด ในเมื่อนักฆ่าทั้งหมดตายแล้วก็แล้วกันไป”

            “เจ้าพูดเช่นนี้แสดงว่า มีแผนสำรอง” จางเจิ้งจีเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

            “ถูกต้อง รอยาสูตรใหม่ข้าเสร็จก่อน เจ้าก็มารอจับคนร้ายช่วยข้าได้เลย”

            มือปราบทั้งสามที่ยืนรอฟังทำหน้าฉงน

            “ตกลงว่าเจ้าจะไม่บอกแผนให้พวกเราฟังใช่หรือไม่ ” จางเจิ้งจี้ใช้นิ้วชี้ไปตนเอง หวังหวั่นและอู๋จือ

            “ยังไม่จำเป็น ไหนๆ พวกเจ้าก็มาเยือนเรือนข้าแล้ว มากินอาหารเย็นด้วยกันเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะพาจือจือไปนอนเรือนใหญ่ในคฤหาสน์” ฮัวหยางยิ้มน้อยๆ เขากำลังวางแผนว่าทำอย่างไร  จะได้แอบอิงอู๋จืออย่างเปิดเผย

             

            ด้วยความรักอันสุดแสนลำเอียงของคหบดีฮัว เรือนนอนของฮัวหยางจึงหรูหราเทียบเท่ากับเรือนนอนของบิดา ฮัวฮูหยินมักจะออกไปปฏิบัติธรรมที่วัดพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ตำบลห่างไกลคราวละหลายๆ วัน

            ฮัวไห่เทามีเรือนห่างออกไปด้านตะวันตกของคฤหาสน์ ฮูหยินของฮัวไห่เทาแซ่ฝานเป็นคนในสกุลค้าขาย นางเก่งกาจเรื่องการคิดบัญชีจึงติดตามสามีออกไปทำงานด้วยทุกวัน

            ฮัวไห่เทาแต่งงานเป็นครั้งที่สอง ภรรยาคนแรกอยู่กินกันมาหลายปีแต่ไม่มีบุตร ภายหลังนางป่วยตาย เขาจึงได้แต่งงานใหม่กับสตรีอายุน้อยและมีลูกชายสองคน

            “เอ๋  เจ้าพูดเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร ”

            อู๋จือทำหน้าตึง “คุณชายใหญ่ฮัวพูดไปเรื่อยเปื่อยนะเจ้าค่ะ ข้าต้องกลับไปนอนในห้องกับฮัวฮูหยินต่างหาก”

            ฮัวหยางหัวเราะหึๆ “ใช่ หน้าที่ของนางคือนอนเฝ้าท่านแม่ข้า ระหว่างที่นางบาดเจ็บ ได้ยินว่าท่านแม่บ่นไม่ขาดปากเรื่องไม่อยากให้สาวใช้ไปนอนเฝ้า อยากได้มือปราบอู๋มากกว่า”

            อู๋จือพลันนึกถึงคดีของหายในคฤหาสน์ขึ้นมาได้

            “คนร้ายที่แอบขโมยของในคฤหาสน์ก็ยังจับไม่ได้มิใช่หรือเจ้าค่ะ ”

            “อู๋จือ เจ้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ข้าก็นึกขึ้นได้ คดีนี้น่าแปลกจริง ตรวจสอบแล้วทุกคนก็ไม่มีพิรุธ สิ่งที่เขาขโมยก็เป็นกล่องเก็บตั๋วแลกเงิน หยก และเครื่องประดับราคาแพงของมารดาของฮัวหยางซึ่งเก็บไว้ในช่องลับ” จางเจิ้งจีทำหน้ากลุ้มใจ คดีนี้เขายังคลี่คลายไม่ได้ ฮัวหยางก็ยังมามีคดีถูกลอบฆ่าอีก “ที่สำคัญเครื่องประดับพวกนั้นล้วนเป็นของพระราชทานจากในวังเสียด้วยสิ”

            “ไม่แน่ว่าคนร้ายอาจจะยังไม่กล้าเอาของออกไปนอกคฤหาสน์ ขโมยแล้วเก็บซ่อนเอาไว้ รอให้ทุกคนลืมๆ ไปก่อนค่อยเอาออกไปหาที่ขายนะเจ้าคะ”

            หวังหวั่นร้องอืมเหมือนเห็นด้วย จางเจิ้งจีก็เช่นกัน

            “เป็นไปได้ ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็จับตามองคนในให้ดีก็แล้วกัน ข้าว่าหากว่าเขายังอยู่ไม่นานก็คงเผยพิรุธ”

            “มือปราบหวัง ข้าไม่ได้ละเลยนะ ตอนที่ข้าอยู่ในนั้นก็จับตามองทุกคนที่เดินเข้าออกเรือนฮัวฮูหยิน แต่ไม่มีผู้ใดเผยพิรุธเลยสักคน” อู๋จือทำสีหน้าหนักใจ “ขโมยผู้นี้จะแนบเนียนเกินไปแล้ว เขาไม่ยอมเอาของที่ขโมยได้ออกมาขาย ซ้ำยังไม่ทำตัวกระโตกกระตากอีกด้วย”

            จางเจิ้งจีขมวดคิ้ว “ข้าให้คนไปสืบตามร้านรับจำนำก็ไม่พบว่าคนเอาของที่มารดาเจ้าบอกว่าหาย ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสักคน หรือว่าเขาจะเอาไปขายให้กับคนรู้จัก ”

            ฮัวหยางส่ายหน้า “หากเป็นคนรับใช้ขโมย พวกเขาไม่มีทางจะไปขายให้กับคนมีเงิน เครื่องประดับพวกนั้นคนที่จะซื้อได้ต้องใช้หลายพันตำลึง คนที่มีเงินก็ย่อมไม่กล้าซื้อเพราะรู้ว่านั่นคือเครื่องประดับที่มิใช่ของคนทั่วๆ ไป”

            “นั่นสินะ” จางเจิ้งจีถอนหายใจหนักหน่วง “เอาเถอะ คงต้องรบกวนอู๋จือแล้วล่ะ”​

            “เจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าก็ได้กลับไปแล้ว คราวนี้ข้าจะต้องจับหัวขโมยให้ได้” ในใจอู๋จือมุ่งมั่น นางอยากจะมีผลงานในการจับผู้ร้ายรายนี้ให้ได้เพราะนางเป็นมือปราบเพียงคนเดียวที่ได้อยู่ในคฤหาสน์สกุลฮัว

            แต่จะว่าไป อู๋จือก็คิดว่าเป็นเรื่องน่าแปลก ตามวิสัยของขโมยในเมื่อได้ของไปแล้ว หากว่าจะหนีออกจากคฤหาสน์ไม่ได้ก็ควรจะพยายามแอบส่งของพวกนั้นออกไป แต่นี่กลับเงียบกริบ นับว่าเป็นคนร้ายที่ฉลาด อดทน และใจเย็น

            “ตอนที่ข้าไปนอนในห้องกับฮูหยินใหญ่ พวกสาวใช้ในเรือนก็ดูปกติกันทุกคนนะเจ้าคะ ข้าเคยวางของมีค่าลองใจพวกนางแล้ว แต่ก็ไม่มีผู้ใดหยิบ ส่วนบ่าวรับใช้ที่เข้าออกเรือนนั้นได้พวกเขาก็มิได้มีท่าทางวอกแวก เรื่องนี้นับว่ายากจริงๆ”​

             

            คนทั้งสี่ร่วมรับประทานอาหารค่ำกันอย่างมีความสุข จางเจิ้งจีกับหวังหวั่นสังเกตเห็นว่าฮัวหยางดูเอาใจใส่อู๋จืออย่างมาก

            “พวกเจ้าสองคนช่างหวานเสียจริง”

            “เหล่าจาง ข้าเอาใจนางถึงเพียงนี้ หากนางไม่เห็นใจข้า ก็คงจะเป็นคนใจดำอย่างยิ่ง” ฮัวหยางทั้งพูดทั้งยิ้ม คีบอาหารโปรดของอู๋จือให้อยู่เรื่อยๆ

            “พอแล้ว ท่านกินเองบ้างเถิด” มือปราบหญิงรู้สึกอายสองสามีภรรยา แม้นางกับฮัวหยางจะตกลงคบหากันแต่ความสัมพันธ์นี้ยากจะเปิดเผย อู๋จือคิดเอาไว้แล้วว่าหากฮัวหยางไม่อาจจะแต่งนางเป็นฮูหยินเพียงผู้เดียวได้ นางก็จะยอมเป็นฝ่ายตัดใจไปจากเขาเอง

            “หากเจ้าคีบให้ข้า ข้าจะกินให้หมดเลย”

            อู๋จือเม้มริมฝีปาก นางจึงแกล้งอีกฝ่ายด้วยการคีบเนื้อหมูและผักให้จนพูนถ้วย ฮัวหยางหัวเราะหึๆ แล้วก้มหน้าก้มตากินจนหมด

            “เจ้ากินเยอะขนาดนั้นจะไม่จุกเอาหรือ ” จางเจิ้งจีเห็นสหายกินหมดไปครึ่งถ้วยแล้วอู๋จือก็ยังคีบใส่เข้าไปอีก แต่ฮัวหยางก็ยังกินโดยไม่ร้องห้าม

             “พอได้แล้วอู๋จือ เจ้าไม่กลัวคุณชายใหญ่ฮัวปวดท้องหรือไร ” หวังหวั่นนึกเป็นห่วง

            คนถูกแกล้งเงยหน้าขึ้นยิ้มมีเลศนัย “ไม่เป็นไรหรอกเสี่ยวหวั่น คืนนี้ข้าจะต้องใช้พลังจากอาหารที่มือปราบอู๋คีบให้จนหมดแน่ๆ”


    ****************