“คนเจ้าเล่ห์อย่างท่าน คงคิดแผนไว้แล้วสินะ” นางกัดฟันกระซิบ
ฮัวหยางยิ้มกริ่ม เอียงหน้าเข้ามาใกล้
“หากเจ้าอยากรู้ คืนนี้เรานอนคุยกันทั้งคืนดีหรือไม่ ”
มือปราบหญิงหน้าแดง เมื่อวานนางอ้างว่าตนเองอ่อนเพลีย
ฮัวหยางจึงทำเพียงกอดและจูบนางอยู่นานกว่าจะหลับ นัยของคำว่านอนคุยกัน เห็นท่าคงจะไม่ได้แค่คุยเป็นแน่
“คุยระหว่างทางกลับก็ได้เจ้าค่ะ”
“ไม่ได้ เรื่องลับต้องคุยกันสองต่อสองที่เรือนปรุงยาเท่านั้น”
“ข้าจะต้องกลับไปนอนในห้องของท่านแม่ท่านนะ”
“เดี๋ยวข้า ไปบอกท่านพ่อให้เปลี่ยนหน้าที่เจ้าเอง”
“ท่านช่าง...เจ้าเล่ห์นัก”
ทั้งสองเดินทางกลับเรือนปรุงยาเป็นเวลาเดียวกับที่จางเจิ้งจีกับหวังหวั่นมาขอพบ หัวหน้ามือปราบหน่วยที่สามมีสีหน้าหนักอกหนักใจ
“ข้ามีข่าวร้ายมาบอก คนร้ายพวกนั้นพอข้าจะสอบสวนต่อ พวกเขาก็ชิงฆ่าตัวตายกันไปหมดแล้ว”
“ตายหมด!” ฮัวหยางกับอู๋จือตกตะลึง
“ใช่! ไม่มีพยานจะสาวถึงตัวผู้บงการได้แล้ว เห็นทีต้องเริ่มสืบกันใหม่”
“พวกเขาเป็นนักฆ่ากลุ่มใดเจ้าคะ หัวหน้าจาง ”
“ดูจากพิษที่พวกเขาใช้ฆ่าตัวตายซึ่งเป็นพิษดับหัวใจ คนพวกนี้น่าจะเป็นนักฆ่านอกรีตมาจากเมืองชิงหลิง” หวังหวั่นซึ่งรู้เรื่องเหล่านี้ดีตอบแทนสามี
“พิษดับหัวใจหรือ ” อู๋จือทำหน้าฉงน
หวังหวั่นพยักหน้า “พิษนี้ คนที่จะใช้ได้ต้องเคยถูกฝังเข็มดับหัวใจมาแล้ว เมื่อถูกจับได้แค่เพียงพวกเขาสะกดจุดเหนือหัวใจตนเองสามจุดก็สิ้นใจ”
“แปลกถึงเพียงนั้นเชียว ” อู๋จือขมวดคิ้ว นางไม่รู้อดีตของสหาย แต่รู้สึกว่าหวังหวั่นรู้เรื่องในยุทธภพจนน่านับถือ
“พิษดับหัวใจใช้ควบคุมนักฆ่า ผู้ที่คิดค้นมันขึ้นมาก็คือเจ้าของฉายาหมอยานรก แต่คนผู้นี้ลึกลับนัก น้อยคนจะเคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริง” หวังหวั่นนึกถึงตอนที่นางอยู่ในสำนักนักฆ่ามีท่านหมอผู้หนึ่งเล่าให้นางฟัง
ฮัวหยางถอนหายใจยาว “เรื่องนี้ข้าก็คิดเผื่อเอาไว้แล้ว ช่างเถิด ในเมื่อนักฆ่าทั้งหมดตายแล้วก็แล้วกันไป”
“เจ้าพูดเช่นนี้แสดงว่า มีแผนสำรอง” จางเจิ้งจีเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
“ถูกต้อง รอยาสูตรใหม่ข้าเสร็จก่อน เจ้าก็มารอจับคนร้ายช่วยข้าได้เลย”
มือปราบทั้งสามที่ยืนรอฟังทำหน้าฉงน
“ตกลงว่าเจ้าจะไม่บอกแผนให้พวกเราฟังใช่หรือไม่ ” จางเจิ้งจี้ใช้นิ้วชี้ไปตนเอง หวังหวั่นและอู๋จือ
“ยังไม่จำเป็น ไหนๆ พวกเจ้าก็มาเยือนเรือนข้าแล้ว มากินอาหารเย็นด้วยกันเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะพาจือจือไปนอนเรือนใหญ่ในคฤหาสน์” ฮัวหยางยิ้มน้อยๆ เขากำลังวางแผนว่าทำอย่างไร จะได้แอบอิงอู๋จืออย่างเปิดเผย
ด้วยความรักอันสุดแสนลำเอียงของคหบดีฮัว เรือนนอนของฮัวหยางจึงหรูหราเทียบเท่ากับเรือนนอนของบิดา ฮัวฮูหยินมักจะออกไปปฏิบัติธรรมที่วัดพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ตำบลห่างไกลคราวละหลายๆ วัน
ฮัวไห่เทามีเรือนห่างออกไปด้านตะวันตกของคฤหาสน์ ฮูหยินของฮัวไห่เทาแซ่ฝานเป็นคนในสกุลค้าขาย นางเก่งกาจเรื่องการคิดบัญชีจึงติดตามสามีออกไปทำงานด้วยทุกวัน
ฮัวไห่เทาแต่งงานเป็นครั้งที่สอง ภรรยาคนแรกอยู่กินกันมาหลายปีแต่ไม่มีบุตร ภายหลังนางป่วยตาย เขาจึงได้แต่งงานใหม่กับสตรีอายุน้อยและมีลูกชายสองคน
“เอ๋ เจ้าพูดเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร ”
อู๋จือทำหน้าตึง “คุณชายใหญ่ฮัวพูดไปเรื่อยเปื่อยนะเจ้าค่ะ ข้าต้องกลับไปนอนในห้องกับฮัวฮูหยินต่างหาก”
ฮัวหยางหัวเราะหึๆ “ใช่ หน้าที่ของนางคือนอนเฝ้าท่านแม่ข้า ระหว่างที่นางบาดเจ็บ ได้ยินว่าท่านแม่บ่นไม่ขาดปากเรื่องไม่อยากให้สาวใช้ไปนอนเฝ้า อยากได้มือปราบอู๋มากกว่า”
อู๋จือพลันนึกถึงคดีของหายในคฤหาสน์ขึ้นมาได้
“คนร้ายที่แอบขโมยของในคฤหาสน์ก็ยังจับไม่ได้มิใช่หรือเจ้าค่ะ ”
“อู๋จือ เจ้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ข้าก็นึกขึ้นได้ คดีนี้น่าแปลกจริง ตรวจสอบแล้วทุกคนก็ไม่มีพิรุธ สิ่งที่เขาขโมยก็เป็นกล่องเก็บตั๋วแลกเงิน หยก และเครื่องประดับราคาแพงของมารดาของฮัวหยางซึ่งเก็บไว้ในช่องลับ” จางเจิ้งจีทำหน้ากลุ้มใจ คดีนี้เขายังคลี่คลายไม่ได้ ฮัวหยางก็ยังมามีคดีถูกลอบฆ่าอีก “ที่สำคัญเครื่องประดับพวกนั้นล้วนเป็นของพระราชทานจากในวังเสียด้วยสิ”
“ไม่แน่ว่าคนร้ายอาจจะยังไม่กล้าเอาของออกไปนอกคฤหาสน์ ขโมยแล้วเก็บซ่อนเอาไว้ รอให้ทุกคนลืมๆ ไปก่อนค่อยเอาออกไปหาที่ขายนะเจ้าคะ”
หวังหวั่นร้องอืมเหมือนเห็นด้วย จางเจิ้งจีก็เช่นกัน
“เป็นไปได้ ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็จับตามองคนในให้ดีก็แล้วกัน ข้าว่าหากว่าเขายังอยู่ไม่นานก็คงเผยพิรุธ”
“มือปราบหวัง ข้าไม่ได้ละเลยนะ ตอนที่ข้าอยู่ในนั้นก็จับตามองทุกคนที่เดินเข้าออกเรือนฮัวฮูหยิน แต่ไม่มีผู้ใดเผยพิรุธเลยสักคน” อู๋จือทำสีหน้าหนักใจ “ขโมยผู้นี้จะแนบเนียนเกินไปแล้ว เขาไม่ยอมเอาของที่ขโมยได้ออกมาขาย ซ้ำยังไม่ทำตัวกระโตกกระตากอีกด้วย”
จางเจิ้งจีขมวดคิ้ว “ข้าให้คนไปสืบตามร้านรับจำนำก็ไม่พบว่าคนเอาของที่มารดาเจ้าบอกว่าหาย ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสักคน หรือว่าเขาจะเอาไปขายให้กับคนรู้จัก ”
ฮัวหยางส่ายหน้า “หากเป็นคนรับใช้ขโมย พวกเขาไม่มีทางจะไปขายให้กับคนมีเงิน เครื่องประดับพวกนั้นคนที่จะซื้อได้ต้องใช้หลายพันตำลึง คนที่มีเงินก็ย่อมไม่กล้าซื้อเพราะรู้ว่านั่นคือเครื่องประดับที่มิใช่ของคนทั่วๆ ไป”
“นั่นสินะ” จางเจิ้งจีถอนหายใจหนักหน่วง “เอาเถอะ คงต้องรบกวนอู๋จือแล้วล่ะ”
“เจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าก็ได้กลับไปแล้ว คราวนี้ข้าจะต้องจับหัวขโมยให้ได้” ในใจอู๋จือมุ่งมั่น นางอยากจะมีผลงานในการจับผู้ร้ายรายนี้ให้ได้เพราะนางเป็นมือปราบเพียงคนเดียวที่ได้อยู่ในคฤหาสน์สกุลฮัว
แต่จะว่าไป อู๋จือก็คิดว่าเป็นเรื่องน่าแปลก ตามวิสัยของขโมยในเมื่อได้ของไปแล้ว หากว่าจะหนีออกจากคฤหาสน์ไม่ได้ก็ควรจะพยายามแอบส่งของพวกนั้นออกไป แต่นี่กลับเงียบกริบ นับว่าเป็นคนร้ายที่ฉลาด อดทน และใจเย็น
“ตอนที่ข้าไปนอนในห้องกับฮูหยินใหญ่ พวกสาวใช้ในเรือนก็ดูปกติกันทุกคนนะเจ้าคะ ข้าเคยวางของมีค่าลองใจพวกนางแล้ว แต่ก็ไม่มีผู้ใดหยิบ ส่วนบ่าวรับใช้ที่เข้าออกเรือนนั้นได้พวกเขาก็มิได้มีท่าทางวอกแวก เรื่องนี้นับว่ายากจริงๆ”
คนทั้งสี่ร่วมรับประทานอาหารค่ำกันอย่างมีความสุข จางเจิ้งจีกับหวังหวั่นสังเกตเห็นว่าฮัวหยางดูเอาใจใส่อู๋จืออย่างมาก
“พวกเจ้าสองคนช่างหวานเสียจริง”
“เหล่าจาง ข้าเอาใจนางถึงเพียงนี้ หากนางไม่เห็นใจข้า ก็คงจะเป็นคนใจดำอย่างยิ่ง” ฮัวหยางทั้งพูดทั้งยิ้ม คีบอาหารโปรดของอู๋จือให้อยู่เรื่อยๆ
“พอแล้ว ท่านกินเองบ้างเถิด” มือปราบหญิงรู้สึกอายสองสามีภรรยา แม้นางกับฮัวหยางจะตกลงคบหากันแต่ความสัมพันธ์นี้ยากจะเปิดเผย อู๋จือคิดเอาไว้แล้วว่าหากฮัวหยางไม่อาจจะแต่งนางเป็นฮูหยินเพียงผู้เดียวได้ นางก็จะยอมเป็นฝ่ายตัดใจไปจากเขาเอง
“หากเจ้าคีบให้ข้า ข้าจะกินให้หมดเลย”
อู๋จือเม้มริมฝีปาก นางจึงแกล้งอีกฝ่ายด้วยการคีบเนื้อหมูและผักให้จนพูนถ้วย ฮัวหยางหัวเราะหึๆ แล้วก้มหน้าก้มตากินจนหมด
“เจ้ากินเยอะขนาดนั้นจะไม่จุกเอาหรือ ” จางเจิ้งจีเห็นสหายกินหมดไปครึ่งถ้วยแล้วอู๋จือก็ยังคีบใส่เข้าไปอีก แต่ฮัวหยางก็ยังกินโดยไม่ร้องห้าม
“พอได้แล้วอู๋จือ เจ้าไม่กลัวคุณชายใหญ่ฮัวปวดท้องหรือไร ” หวังหวั่นนึกเป็นห่วง
คนถูกแกล้งเงยหน้าขึ้นยิ้มมีเลศนัย “ไม่เป็นไรหรอกเสี่ยวหวั่น คืนนี้ข้าจะต้องใช้พลังจากอาหารที่มือปราบอู๋คีบให้จนหมดแน่ๆ”
****************