เกิดใหม่ครั้งนี้ พกสวนแห่งชีวิต สู่ยุค 70 นำพาตระกูลหลินรุ่งเรือง

    ตอนที่ 38 : เสียงจากหมู่บ้าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน

    ตอนที่ 38 : เสียงจากหมู่บ้าน

     

    ก่อนที่ประธานคณะกรรมการจะทันได้พูดอะไรออกมาเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางฝูงชนอย่างไม่คาดคิดเป็นเสียงของแม่เด็กหญิงที่เคยป่วยหนักเมื่อฤดูหนาวก่อนคนที่ลุงรองเคยช่วยชีวิตไว้ด้วยยาที่ซินเยว่แอบคัดลอกมาให้

    "ขอโทษนะคะดิฉันขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม" หญิงคนนั้นเดินออกมายืนหน้าฝูงชนด้วยความกล้าหาญ

    ทุกคนหันมามองด้วยความสงสัยเจียงหย่งจวินก็เช่นกัน

    *มาแล้วสินะ* ซินเยว่คิดในใจทันทีที่เห็นหญิงคนนั้นก้าวออกมาตรงกับที่เธอประเมินไว้ก่อนหน้านี้เป๊ะว่าคนที่เคยได้รับความช่วยเหลือกำลังรอจังหวะที่เหมาะสมอยู่ไม่ใช่ไม่กล้าพูด เพียงแต่รอให้สถานการณ์สุกงอมพอที่การพูดออกมาจะมีน้ำหนักที่สุด

    "ลูกสาวของฉันเคยป่วยหนักเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้วหมอเจี้ยนหัวช่วยรักษาจนหายดี ทั้งที่ยาในศูนย์การแพทย์ตอนนั้นขาดแคลนมากถ้าไม่มีครอบครัวนี้ช่วยหายามาให้ทัน ลูกฉันคงไม่รอดแล้ว"เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น

    ชายชราคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็เดินออกมาเสริมด้วยเช่นกัน"ผมก็เหมือนกัน ตอนไข้ขึ้นสูงเมื่อหลายเดือนก่อนหมอเจี้ยนหัวก็มาดูแลผมถึงบ้านตอนดึกดื่นโดยไม่คิดค่าตอบแทนเพิ่มเลยสักครั้ง"

    เสียงพูดสนับสนุนเริ่มดังขึ้นทีละคนสองคนจากฝูงชนแม่ของต้าโจวก็เดินออกมาด้วยความกล้าหาญ"ครอบครัวนี้เคยแบ่งข้าวปั้นให้ครอบครัวดิฉันตอนทำนาด้วยกันไม่เคยดูถูกว่าเรายากจนกว่าเขาเลยสักครั้ง"

    ซินเยว่ยืนนิ่งฟังเสียงสนับสนุนที่ทยอยดังขึ้นในใจนับจำนวนคนที่ออกมาพูดไปพร้อมกันประเมินว่าต้องมีอีกกี่เสียงถึงจะเพียงพอที่จะพลิกความคิดเห็นของฝูงชนทั้งหมดได้ไม่ใช่แค่นั่งรอลุ้นเฉยๆ อย่างไร้ทิศทาง

    เจียงหย่งจวินเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาเมื่อเห็นเสียงสนับสนุนที่มากขึ้นเรื่อยๆ"แต่นั่นก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ได้รู้ข่าวล่วงหน้าเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมือง"

    "เรื่องนั้นผมพอจะอธิบายได้ครับ"เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังเป็นเสียงของหัวหน้าฝ่ายผลิตโรงงานผลไม้กระป๋องที่เดินฝ่าฝูงชนออกมา"ท่านที่ปรึกษาหลินเคยเล่าให้ผมฟังว่าอยากใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบมานานแล้วแค่บังเอิญตัดสินใจตอนนั้นพอดี ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเรื่องอะไรทั้งนั้นหรอกครับคนเราตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิตได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว"

    ผู้ใหญ่บ้านหวังเต๋อฟาที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ตลอดจึงตัดสินใจเดินออกมาพูดบ้าง"ผมรู้จักครอบครัวนี้มาตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาพวกเขาไม่เคยทำอะไรผิดกฎหมู่บ้านเลยสักครั้งทั้งยังช่วยเหลือชาวบ้านมาตลอดโดยไม่หวังผลตอบแทนเรื่องที่ดินก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ปกติ ผมยืนยันได้"

    เสียงสนับสนุนจากผู้ใหญ่บ้านทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดชาวบ้านหลายคนที่เคยลังเลเริ่มพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดเหล่านี้มากขึ้น ซินเยว่รู้สึกได้ทันทีว่าจุดเปลี่ยนมาถึงแล้วน้ำหนักของฝูงชนเอนไปทางฝั่งครอบครัวเธอแล้วอย่างชัดเจนแม้ร่างกายจะยังสั่นเทาด้วยความกลัวที่ยังไม่จางหายแต่ในใจกลับเริ่มผ่อนคลายลงทีละนิด

    เจียงหย่งจวินยืนนิ่งอยู่กลางเวทีมองดูฝูงชนที่เริ่มเปลี่ยนท่าทีไปในทิศทางตรงข้ามกับที่เขาคาดหวังไว้ความมั่นใจที่เคยมีเต็มเปี่ยมเริ่มสั่นคลอน

    "แต่...แต่หลักฐานเรื่องผลผลิตที่ดีผิดปกติล่ะ"เขาพยายามยืนกรานต่อไป แม้เสียงจะเริ่มไม่มั่นคงเท่าเดิม

    "เรื่องนั้นผมอธิบายได้ครับ"หลินเต๋อชางพูดขึ้นอย่างสงบ"ลูกหลานผมทุกคนทำงานหนักและตั้งใจเรียนรู้วิธีทำนาอย่างจริงจังแถมยังมีคนในครอบครัวมาช่วยกันหลายมือในวันสำคัญผลผลิตที่ดีก็เป็นผลจากความร่วมมือร่วมใจธรรมดาๆ นี่แหละครับไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านั้น"

    คณะกรรมการคอมมูนที่นั่งฟังอยู่บนเวทีเริ่มปรึกษากันเบาๆประธานคณะกรรมการยกมือขึ้นขอความสงบก่อนจะพูดขึ้นในที่สุด"จากพยานหลักฐานและคำให้การของชาวบ้านที่ได้ยินในวันนี้ผมเห็นว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวโทษครอบครัวหลินได้ขอให้ยุติการประชุมนี้ไว้เพียงเท่านี้"

    เสียงโล่งอกดังขึ้นทั่วฝูงชนครอบครัวหลินยืนนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะรู้สึกได้ถึงความโล่งใจที่ท่วมท้นเข้ามาซินเยว่ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาในที่สุด กอดแม่แน่นจนแทบหายใจไม่ออกความคิดที่ตึงเครียดคำนวณมาตลอดทั้งวันคลายลงพร้อมกับน้ำตาปล่อยให้ตัวเองเป็นแค่เด็กที่กลัวและดีใจธรรมดาได้สักครู่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังอะไรอีกต่อไป

    เจียงหย่งจวินยืนนิ่งอยู่บนเวทีด้วยสีหน้าผิดหวังแต่ก็ไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมามากนักเพราะเห็นแล้วว่าเสียงของชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับเขา

    เมื่อฝูงชนเริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับหลายคนเดินเข้ามาทักทายและให้กำลังใจครอบครัวหลินอย่างอบอุ่น

    "ดีใจด้วยนะครับผมรู้อยู่แล้วว่าท่านไม่ได้ทำอะไรผิด"ชายชราที่เคยได้รับการรักษาจากลุงรองเดินมาจับมือหลินเต๋อชางด้วยความยินดี

    "ขอบคุณมากครับที่ออกมาช่วยพูด"หลินเต๋อชางตอบพลางโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้งใจ

    แม่ของต้าโจวเดินเข้ามาหาซินเยว่โดยเฉพาะก้มลงพูดกับเธอด้วยรอยยิ้ม "ขอบใจนะที่ครอบครัวหนูใจดีกับเรามาตลอดวันนี้ป้าเลยอยากช่วยตอบแทนบ้าง"

    ซินเยว่ยิ้มทั้งน้ำตากอดแม่ของต้าโจวด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกในใจคิดว่าการที่เธอเคยตัดสินใจแบ่งปันความช่วยเหลือให้คนอื่นอย่างสม่ำเสมอมาตลอดนั้นไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญที่ได้ผลตอบแทนดีแต่เป็นสิ่งที่เธอตั้งใจสร้างไว้เผื่อวันที่ต้องการแบบวันนี้จริงๆ

    หลินเจี้ยนหมินยืนมองภาพทุกอย่างด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจหันไปพูดกับภรรยาเบาๆ "ความดีที่เราทำไว้ ไม่เคยสูญเปล่าจริงๆ นะ"

    หวังซูเจินพยักหน้าเห็นด้วยน้ำตายังคงคลอเบ้าด้วยความโล่งใจ "ขอบคุณทุกคนที่ออกมาช่วยพูดจริงๆ ค่ะ"

    ระหว่างทางเดินกลับบ้านครอบครัวทั้งสามเดินรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เสียงพูดคุยเบาๆเต็มไปด้วยความโล่งใจปนความอ่อนล้าจากความตึงเครียดที่ผ่านมา

    "วันนี้น่ากลัวมากเลยนะครับ"จื้อเผิงพูดขึ้นพลางถอนหายใจยาว

    "พี่ก็เหมือนกัน"จื้อเฉียงตอบ "แต่ดีใจที่ทุกอย่างจบลงด้วยดี"

    หลินเต๋อชางเดินอยู่ท้ายขบวนพร้อมกับซินเยว่ที่จูงมือแน่นมองไปที่หลานสาวตัวน้อยที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์น่ากลัวที่สุดในชีวิตมาได้อย่างปลอดภัย

    "หลานกลัวมากไหม"เขาถามด้วยความเป็นห่วง

    "กลัวมากเลยค่ะปู่แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่มีคนออกมาช่วยพูดเราคงต้องหาทางแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตนากันต่ออีกนาน"ซินเยว่ตอบพลางยิ้มทั้งน้ำตา ยอมรับความกลัวของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาแต่ก็ไม่ลืมที่จะคิดต่อถึงสิ่งที่ยังเป็นความเสี่ยงอยู่ "หนูว่าเราคงต้องระวังเรื่องผลผลิตนาให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกนะคะปู่ครั้งหน้าอาจไม่มีใครมาช่วยพูดทันเวลาแบบนี้ก็ได้"

    หลินเต๋อชางมองหลานสาวด้วยความทึ่งปนภูมิใจไม่คาดคิดว่าแม้จะเพิ่งผ่านความกลัวมาหมาดๆเธอก็ยังคิดถึงเรื่องการป้องกันปัญหาในอนาคตได้อยู่ "หลานคิดถูกแล้วเดี๋ยวปู่จะคุยกับทุกคนเรื่องนี้อีกทีนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ปู่อยากให้หลานจำไว้เสมอ ความดีที่ทำไปโดยไม่หวังผลตอบแทนสุดท้ายแล้วมักจะย้อนกลับมาช่วยเราเสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแต่เราก็ต้องรอบคอบป้องกันตัวเองไปพร้อมกันด้วย"

    เมื่อกลับถึงบ้านทุกคนในสามครอบครัวมารวมตัวกันที่ลานกลางอีกครั้งเพื่อทานมื้อค่ำร่วมกันแม้จะเหนื่อยล้าจากความตึงเครียดตลอดทั้งวันแต่บรรยากาศกลับอบอุ่นกว่าที่เคยเป็นมาราวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ทุกคนในตระกูลรู้สึกผูกพันกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

    "วันนี้ทุกคนเก่งมากเลยนะ"เฉินซิ่วหลานพูดพลางมองไปที่ลูกหลานทุกคนที่นั่งล้อมวงกันอยู่"ไม่มีใครตื่นตระหนกจนทำอะไรผิดพลาดเลยสักคน"

    ซินเยว่นั่งอยู่ในวงล้อมของครอบครัวมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจที่สุดเท่าที่เคยรู้สึกมาเหตุการณ์ในวันนี้แม้จะน่ากลัวแต่ก็ทำให้เธอได้เห็นชัดเจนกว่าที่เคยว่าความรักและความดีที่ครอบครัวเธอมอบให้คนรอบข้างมาตลอดนั้นมีความหมายมากเพียงใด และในขณะเดียวกันก็สอนบทเรียนสำคัญให้เธอด้วยว่าต่อให้เตรียมตัวมาดีแค่ไหน ก็ยังต้องคอยระมัดระวังและปรับตัวอยู่เสมอไม่มีวันไหนที่จะนิ่งนอนใจได้เต็มที่จริงๆ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ พกสวนแห่งชีวิต สู่ยุค 70 นำพาตระกูลหลินรุ่งเรือง ที่คุณอ่าน