ถ้าเพื่อน้องชายแล้วละก็...ต่อให้เป็นเทพเจ้า พี่สาวก็ตบได้ !!

    บทที่ 1 วันแห่งชะตากรรม (3)

                “วันนี้โรงเรียนเป็นยังไงบ้างเหรอเมฆ”

                “ก็ดีครับ”

                “ไม่เอาก็ดีสิพี่อยากรู้ว่า มีเพื่อนบ้างไหม ห้องเรียนเป็นไงบ้างน่ะจ้ะ บอกพี่หน่อย”

                “ก็...นะครับเป็นห้องที่ดีแหละครับ มีมะปรางเรียนด้วย”

                “ไม่เอามะปรางสิหมายถึงเพื่อนคนอื่นน่ะ มีไหม”

                “ก็มีครับแต่ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่”

                ที่จริงอยากบอกพี่เขาไปว่าวันแรกไม่มีใครคุยอะไรกันอยู่แล้ว ทุกคนพากันจับกลุ่มกับเพื่อนเก่าจากโรงเรียนอื่นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันเป็นต้น อย่างมะปรางนั้นก็เหมือนว่าจะมีเพื่อนผู้หญิงอยู่แล้วเลยไม่ได้คุยอะไรมากแถมยังยั้ว ๆ ผมอยู่ด้วยก็เลยไม่ได้พูดอะไรกันเท่าไหร่

                แล้ววันแรกก็จบลงอย่างเอวังนี้นั่นเอง

                “เพื่อนรังแกหรือเปล่า”

                “ไม่ได้รังแกนะครับแค่ยังไม่ค่อยสนิทกัน”

                “ถ้ามีใครรังแกบอกพี่นะ”

                คำพูดของพี่นาถทำให้ผมเสียววาบขึ้นมานึกย้อนตอนเด็ก ๆกลับไปพี่นาถก็โชว์ความโหดด้วยไปจัดการเล่นงานพวกเด็กรุมแกล้งผมที่โรงเรียนประถมจนขึ้นห้องปกครองมาแล้วเรียกว่า ถ้าเป็นเรื่องของผมแล้วล่ะก็ พี่เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแถมเล่นแรงเอาตายได้ด้วยอีกต่างหาก

                เห็นยิ้ม ๆ แบบนี้ผมนี่นึกกลัวคนที่มาแกล้งผมเหมือนกันว่า อย่ามาแกล้งเลย ไม่อยากให้พวกนายซวยจริง ๆ

                “ไม่มีหรอกครับไม่มีใครแกล้งหรอกครับ”

                “จริงนะ”

                พี่นาถถามซ้ำ

               “จริงสิครับผมไม่โกหกพี่หรอกครับ ถ้ามีอะไรผมจะบอกครับ”

                ผมยิ้มตอบแล้วคิดในใจว่าผมพึ่งโกหกเรื่องไอ้กระดูกโปนตรงหน้าผากไปเมื่อครู่นี้นี่เองครับ

               แถมไอ้เจ้ากระดูกที่ว่านี่ก็เริ่มโปนขึ้นกว่าเดิมซะอีก

               เนื่องจากพี่นาถต้องทำงานที่สภานักเรียนทำให้วันนี้ผมต้องกลับบ้านคนเดียวผมเลยรีบกลับบ้านพร้อมกับแวะร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน หลังเดินออกจากร้านไปท่ามกลางช่วงเวลาผีตากผ้าอ้อมนั้นผมไม่ทันเห็นว่า รอบข้างของบ้านตอนนี้มีบางอย่างผิดปกติ

               ผมหันหน้ามองไปรอบ ๆ อย่างไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น

               ทั้งที่ปกติน่าจะมีผู้คนเดินสวนทางไปมาแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใด ๆ ทั้งสิ้น

               เสียงเอะอะจ้อแจ้หายไปหมดมีแค่เสียงฝีเท้ากับเสียงลมหายใจของผมเท่านั้นที่ดังอยู่ในเวลานี้

               ระหว่างนั้นเองมีร่างหนึ่งกำลังเดินสวนมา

               ร่างของผู้ชายร่างใหญ่ในชุดบาทหลวงสีดำสนิทห้อยไม้กางเขนจนเด่นเป็นสง่าเขามีเส้นผมสีดำหยิกยาวจนถึงต้นคอ ท่าทางเหมือนคนต่างชาติ รูปร่างสูงใหญ่และหนาปึ้กจนรู้สึกเหมือนพวกนักกล้ามมากกว่านักบวชเสียอีก

               “เจอตัวจนได้นะ ปฏิปักษ์ของพระผู้เป็นเจ้า”

               เขาเอ่ยขึ้นมา

              “อะไรนะครับ”

               สิ้นคำนั้นผมก็ถูกชายคนนั้นซัดเข้าที่ท้องเต็มแรงก่อนจะถูกจับเหวี่ยงเต็มแรงอีกครั้งไปกระแทกกับผนังจนโคล่าและกระเป๋านักเรียนกระเด็นไปคนละทาง              

             “คะ คุณเป็นใคร”

             บาทหลวงไม่พูดพร่ำทำเพลงวิ่งปรี่เข้ามากระโดดเหยียบใส่ผมที่นอนบนพื้น เท้าที่กระแทกลงมาทำให้พื้นคอนกรีตของถนนเป็นรูได้ในชั่วพริบตาโชคดีที่ผมหลบไปได้หวุดหวิด ถ้าโดนเข้าไม่รอดแน่

           “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยผมด้วย!!"

           ผมลุกขึ้นแล้วพยายามวิ่งหนีสุดชีวิตขณะที่ชายคนนั้นยังคงเดินตามมาติด ๆ ไม่ยอมปล่อยให้ผมหนีไปได้

           ชายคนนั้นเดินตามผมมาติดๆ แล้วเหวี่ยงหมัดใส่ในทุกระยะที่สามารถทำได้ทำเอาผมต้องร้องลั่นคำรามออกมาด้วยความกลัวอย่างสุดขีด

           “ช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยด้วย ใครก็ช่วยด้วยครับ”

            ผมส่งเสียงดังแต่เหมือนว่าจะไม่มีใครได้ยินเลย ทั้งที่บ้านอยู่ใกล้ ๆแต่เหมือนผมไม่มีตัวตน ไม่สิ ราวกับอยู่คนละโลก

            ไม่มีใครสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมขณะที่ผมวิ่งหนีสุดชีวิตด้วยความกลัวอย่างที่สุด

            ต้องหนี

            ไม่งั้นตายแน่

            “ช่วยด้วย ใครก็ได้ ช่วยด้วย”

            ผมส่งเสียงร้องลั่นออกมาขณะที่สองเท้าวิ่งมาถึงบ้านตัวเอง ผมเปิดประตูแล้วล็อคบ้านเอาไว้ด้วยความรู้สึกว่ามันน่าจะช่วยอะไรได้แต่ไม่นานประตูบ้านก็ถูกพังจนพินาศด้วยหมัดที่ชายคนนั้นเหวี่ยงออกมา

             “วะ เหวอ...”

              “ตายซะเจ้าปฏิปักษ์ของพระเจ้า”

             “เดี๋ยวสิครับปฏิปักษ์อะไรไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

                “ตาย”

                บาทหลวงท่าทางประหลาดเหวี่ยงหมัดใส่ผมที่ยืนงงไม่เข้าใจอยู่ตรงนั้นผมหลับตาลงพลันรู้สึกได้ถึงก้อนเนื้อในร่างกายที่ถูกพรากออกไปผมสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ส่งผ่านออกมา พอลืมตาแล้วมองไปก็เห็นว่าท้องส่วนที่ถูกหมัดของบาทหลวงคนนั้นกลายเป็นรูใหญ่ ๆ ไปแล้ว พร้อมกับเลือดไหลจากแผลอันนั้น

                    ทำไมต้องฆ่าผมด้วย

            ไม่มีคำตอบใด ขณะนี้สติลางเลือนไปทีละน้อยหัวใจเริ่มต้นช้าลง

                    ผมกำลังจะตาย

                    ผมกำลังจะตายทั้งที่ยังไม่รู้ว่าทำไมเหตุใดตัวเองถึงต้องตายแบบนี้ ?

                    ทั้งที่เพิ่งขึ้นม.ปลายได้วันเดียวผมต้องตายแล้วเหรอ

                    เพื่อนก็ยังหาไม่ได้เลย

                    แถมยังเป็นน้องชายที่พี่นาถภูมิใจไม่ได้อีก

                    พี่นาถ พี่นาถพี่นาถ

                    พี่นาถครับ

                    ผมขอโทษ

                    ผมขอโทษที่โกหกพี่

                    ผมขอโทษที่ไม่ยอมบอกพี่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม

                    ผมอยากเจอพี่

                    ผมอยากเจอพี่อีกครั้ง

                    ผม...น่ะ

                “ไอออน อาเธอรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร์”

                สิ้นคำนั้นก็บังเกิดลำแสงสีม่วงพุ่งตรงพาดมาราวกับสายฟ้าฟาดร่างของบางคนกระโจนลงมาอยู่ข้าง ๆ แล้วใช้ดาบเล่มยาวสีเงินเหวี่ยงใส่ร่างของบาทหลวงนั้นเต็มแรงจนแขนขาดกระเด็นเลือดสีแดงไหลกระเซ็นออกจากบาดแผลนั้นเคล้าด้วยเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

                    “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

                เท่านั้นไม่พอเจ้าของดาบเล่มนั้นยังเหวี่ยงดาบเล่มใหญ่แทงทะลุร่างของบาทหลวงคนนั้นใบหน้าของบาทหลวงจ้องมองไปยังคนคนนั้นแล้วเอ่ยปาก

                    “ยังไม่จบหรอกเลโอน่า ถึงสังหารข้าได้ก็จะมีคนอื่น ๆ มากำจัดเจ้านี่อยู่ดี”

                “ก็ลองดูสิ ต่อให้มาเป็นแสนเป็นล้านข้าก็จะฆ่าพวกมันให้หมดทุกคน ลงนรกไปซะ”

                “นังผู้กล้าทรยศ !!”

                เธอคนนั้นชักดาบออกจากร่างเพียงชั่วพริบตาชายคนนั้นก็สลายเป็นฝุ่น

                    ท่ามกลางสายตาของผมที่จับจ้องมองไปยังเธอคนนั้นตรงหน้า

                    เหมือนเคยเห็นกันมานานตั้งแต่จำความได้ไม่สิ ตั้งแต่เกิด

                    เส้นผมสีน้ำเงินยาวจนถึงด้านหลังโบกสะบัดไปตามแรงลมเธอสวมชุดนักเรียนมัธยมปลายที่คุ้นตาและมีเกราะสีเงินสวมทับเพียงเล็กน้อยบนร่างกายพร้อมกับที่ในมือของเธอนั้นมีดาบเล่มใหญ่สวยงามสีเงินดูเลอค่าถือเอาไว้ขณะที่เจ้าตัวหันหน้ามองมาทางผมด้วยสีหน้าแข็งกร้าวแตกต่างจากปกติ

                    “พี่นาถ ?”

                พอเอ่ยเรียกชื่อไปแบบนั้นอัศวินสาวในชุดนักเรียนม.ปลายก็หลับตาลงต่ำอย่างสำนึกผิด

                    “ขอโทษที่มาช้านะ”

                พี่นาถจริง ๆ ด้วย

                    ผมพยายามจะพูดอะไรสักอย่างแต่เพราะเสียเลือดมาก ผมจึงค่อย ๆหมดสติไปโดยมีเสียงของพี่สาวของผมดังลั่นเป็นสิ่งสุดท้าย

    ++++++++++++++