ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 154 วิกฤตในอาณาจักรโล่ยื่อ

            ชายร่างกายกำยำใหญ่โตผิวสีเขียวนี้ไม่ได้สนใจคำพูดของปาถูเลยสักนิดมันค่อยๆ ก้าวทีละก้าวไปทางกลุ่มคนตรงหน้ามัน จากนั้นก็ค่อยๆ ยกฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยเลือดสดๆนั้นขึ้นมา

            วันนี้มันใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างของมันแทนใบมีดสองเล่มมันจะทำให้เผ่าฝูโปทั้งเผ่าที่เคยบังอาจกล้าเป็นปฏิปักษ์กับลัทธิหมื่นวิญญาณต้องสำนึกเสียใจด้วยการ - ฆ่าล้างโคตร!!

            เมื่อเผชิญหน้ากับอสูรอำมหิตอันน่าพรั่นพรึงแบบนี้แล้วหัวหน้าเผ่าปาถูก็รู้สึกตัวแล้วว่าตอนนี้มันถึงจุดวิกฤตที่เกี่ยวพันถึงการอยู่รอดของชนเผ่าฝูโปทั้งเผ่าแล้ว

            เขายิ้มออกมาด้วยสีหน้าเศร้าหมองจากนั้นก็หันไปหากลุ่มนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าฝูโปแล้วพูดขึ้นมาว่า

            “พวกเจ้าจงต้านทานมันเอาไว้ด้วยชีวิต...ส่วนคนอื่นๆที่เหลือตามข้าไปอัญเชิญอสูรวิเศษยุคโบราณ”

            “ท่านหัวหน้าเผ่า...”

            เหล่าชนชั้นสูงของเผ่าตอนนี้ต่างก็แสดงสีหน้าสงสัยออกมา

            อสูรวิเศษยุคโบราณที่ว่านั่น ต้องใช้เลือดสดๆ ของยอดฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วนถึงจะสามารถอัญเชิญออกมาได้ซึ่งมันเป็นวิธีสุดท้ายของเผ่าแล้วเป็นสุดยอดไพ่ตายระดับสูงสุดที่ห้ามใช้เด็ดขาดหากไม่ได้เกิดวิกฤตที่อาจทำให้ชนเผ่าล่มสลาย

            แต่ตอนนี้...พวกเขากลับถูกบีบให้ใช้ไพ่ตายลับที่ว่านั้นเพียงเพราะคนๆเดียวเท่านั้น

            เผ่าฝูโปตอนนี้ ต่อให้มีใครรอดชีวิตไปได้ก็ต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน

            “ส่งคนนำข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ไปบอกให้หัวหน้านักพรตโม่เชาหยันซะอสูรร้ายได้จุติลงมาแล้ว ใต้หล้านี้กำลังจะวุ่นวายครั้งใหญ่เป็นแน่...”

            คำพูดสุดท้ายของปาถูถูกส่งออกไป

            ครึ่งชั่วยามต่อมา ทั่วทั้งเกาะคลื่นมรกตนี้ก็เกิดเสียงคำรามดังสั่นหวั่นไหวไปทั่วฟ้าขึ้นเงาร่างสองสายที่ทรงพลังอย่างมิอาจเทียบได้ก็ได้เปิดศึกฆ่าล้างกันอย่างรุนแรงจนสะเทือนไปทั่วฟ้าดิน

            ..................................

            ณ ดินแดนภาคคะวันตก เมืองที่ยิ่งใหญ่อลังการมากที่สุดย่อมต้องไม่ใช่เมืองอีหลานเฮ่าเท่อของเหมิงจี๋เลี่ยอยู่แล้ว

            เมืองหลวงของราชอาณาจักรเทียนฉาง เมืองโบราณตู้ไป้ถูกขนานนามว่าเป็นสวรรค์ที่ถูกเสกสร้างขึ้นมาจากทองคำเป็นดั่งไข่มุกที่ไม่มีวันด่างพล้อยซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่แห่งทวีปตะวันตก

            ตอนนี้

            ตรงหน้าประตูเมืองของเมืองตู้ไป้นั้น ทหารองครักษ์ของราชอาณาจักรเทียนฉางสองนายก็กำลังยื่นมือออกไปทางชายหนุ่มท่าทางอ้อนแอ้นซึ่งสวมใส่เสื้อสีดำเอาไว้คนหนึ่งอยู่

            “จะเข้าเมืองต้องถูกตรวจสอบก่อน”

            “หืม?”

            ชายหนุ่มอ้อนแอ้นผู้นั้นเงยหน้าขึ้นบนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มจางๆ ประดับเอาไว้ มีพลังนัยน์ตาสองดวงที่ดำสนิทจนคล้ายกับเป็นปากถ้ำอันมืดมิดที่สามารถบรรจุวิญญาณของผู้คนลงไปได้

            “ฮ่ะฮ่ะ ไม่รู้ว่าเป็นพวกเจ้าสองคนที่โชคดีหรือว่าเมืองตู้ไป้แห่งนี้ต่างหากที่โชคดี?”

            ชายหนุ่มท่าทางอ้อนแอ้นคนนั้นล้มเลิกความคิดที่จะเข้าเมืองไปจากนั้นก็มองไปที่ทหารสองคนนั้นอย่างชั่วร้ายคราหนึ่งทำให้สองคนนั้นรู้สึกราวกับว่าร่างตัวเองถูกแช่แข็งอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ปานน่ากลัวสุดขีด

            “ราชอาณาจักรโล่ยื่อ เมืองฮุยยื่อ... อย่างนั้นก็ไปที่นั่นก่อนก็แล้วกัน....”

            ชายหนุ่มคนนั้นบ่นพึมพำออกมาไม่กี่คำ จากนั้นบินขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเส้นแสงสายหนึ่งบนผืนนภาเพียงเสี้ยวพริบตาเดียวก็หายตัวไปในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่นี้

            ทหารองครักษ์ทั้งสองคนและเหล่าชาวเมืองตู้ไป้บนพื้นต่างก็มองขึ้นไปบนฟ้าราวกับเพิ่งมองเห็นผีมาก็ไม่ปาน

            “บะ โบยบินบนท้องฟ้าได้...ยอดฝีมือระดับโพ่ไห่...”

            ..................................

            “อะไรนะ? เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”

            พวกของหลินหยางที่เพิ่งเข้ามานั่งในพระราชตำหนักของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยได้ไม่นานโม่เชาหยันก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางตื่นตระหนกสุดขีด

            เบื้องล่างเขานั้น มีนักรบของเผ่าฝูโปที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดคนหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่พร้อมกับเล่าถึงสถานการณ์อันน่าตกตะลึงออกมาให้เขาฟัง

            ผู้คนทั้งหมดพอได้ยินข่าวนี้แล้วก็พูดอะไรไม่ออกกันเลยสักคำ

            พลังของคนเพียงคนเดียวสามารถสยบทั้งชนเผ่าได้

            หัวหน้าเผ่าของชนเผ่าฝูโปได้เสียสละใช้ตัวเองเป็นเครื่องสังเวยเพื่ออัญเชิญอสูรวิเศษโบราณออกมาถึงจะสามารถยันศัตรูให้ล่าถอยกลับไปได้

            แต่ชนชั้นสูงของเผ่าฝูโปนั้นบาดเจ็บล้มตายกันไปเกือบครึ่งความเสียหายของพวกเขานั้นร้ายแรงยิ่งกว่าราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยหลายเท่า

            โม่เชาหยันนักพรตวัยกลางคนที่ปกติเป็นคนที่สุขุมลุ่มลึกอยู่ตลอดเวลานั้น ตอนนี้กลับนิ่งเงียบไปนานถึงหนึ่งนาทีเต็มๆเห็นแต่เพียงริมฝีปากเขาที่พะงาบๆ อยู่ตลอดเวลาความรู้สึกเจ็บปวดและโกรธแค้นจนมิอาจใช้คำพูดบรรยายได้นั้นแทบจะทำให้ชายคนนี้อกแตกตายอยู่แล้ว

            “พี่น้องโม่...”

            ฮว๋างฉางที่อยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงทักออกไป

            โม่เชาหยันไม่ได้ตอบสนองอะไรกลับมาเลยแม้แต่น้อย

            และในตอนนั้นเอง หลินหยางที่อยู่ใกล้ๆ กันอยู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกับหน้านิ่วคิ้วขมวด

            “เป้าหมายต่อไปของพวกมัน...น่าจะเป็นราชอาณาจักรเทียนฉางกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้า แล้วก็อาณาจักรโล่ยื่อ!”

            จริงด้วย!

            ผู้คนทั้งหมดพลันนึกขึ้นมาได้ทันที

            เห็นได้อย่างชัดเจนมากว่าพวกลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นจ้องเล่นงานกลุ่มคนทั้งหมดที่ได้เข้าร่วมการสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีเหมิงจี๋เลี่ยและเผ่าฝูโปถูกเล่นงานไปแล้วเป้าหมายที่เหลืออยู่ก็ค่อนข้างชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัย

            “ต้องรีบไปหาข่าวที่เมืองตู้ไป้” เป้ยเค่อผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ของราชอาณาจักรเทียนฉางนั้นตอนนี้เขานั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว

            ส่วนฮว๋างฉางก็ตบหัวตัวเองทีหนึ่งแล้วร้องลั่นออกมาว่า “ซวยแล้ว! วันนี้ทั้งหลานห่ายหยูยี่ แล้วก็พระราชาแห่งโล่ยื่อแล้วก็พระบิดาของคุณชายหลินทั้งหมดล้วนไปรวมตัวกันอยู่ที่เมื่องฮุยยื่อแล้ว... เพราะว่าวันนี้เป็นวันจัดงานประลองสิบยอดจอมยุทธ์รุ่นใหม่ของราชอาณาจักรโล่ยื่อ”

            ฮว๋างฉางยังพูดไม่จบดีเงาร่างของหลินหยางก็พุ่งไปทางประตูใหญ่ของพระราชตำหนักนี้แล้ว

            แต่พอเดินไปได้ครึ่งทางตอนที่เขาเดินผ่านโม่เชาหยันที่ตอนนี้มีสีหน้าหม่นหมองอยู่นั้น

            ชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตตามหลักธรรมชาตินิยมมาโดยตลอดผู้นี้ดูเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัวถึงความโหดร้ายและป่าเถื่อนของยุทธภพก็ไม่ปาน

            ถ้าหากใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ด้วยความเมตตาเพียงอย่างเดียวมันมีแต่จะทำให้ตัวเองกลายเป็นเพียงเหยื่อให้ผู้อื่นรังแกเท่านั้นซึ่งเราต้องมีพลังอันโหดเหี้ยมและแข็งแกร่งมากพอเท่านั้นถึงจะสามารถปกป้องคนที่เรารักไม่ให้ถูกทำร้ายได้

            หลินหยางโยนถุงฟ้าดินถุงหนึ่งไปให้กับโม่เชาหยัน

            “ในนั้นมีชุดเกราะราชันเงินขาวสิบชุดวิธีการใช้งานอยู่ในนั้นหมดแล้ว เรียกยอดฝีมือที่เก่งที่สุดของพวกเจ้ามารวมตัวกันให้หมดจากนั้นไปลี้ภัยที่อาณาจักรชูอวิ๋นก่อน...รอข้ากลับมา”

            “หลินหยาง...”

            โม่เชาหยันไม่คิดว่าหลินหยางจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือในเวลาแบบนี้ยังไม่ทันได้กล่าวขอบคุณ เงาร่างของหลินหยางก็พุ่งทะยานออกจากประตูใหญ่ไปแล้ว

            เขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก

            เมืองฮุยยื่อกำลังจะเกิดมหันตภัยครั้งใหญ่ขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว!!

            ..................................

            เมืองฮุยยื่อในตอนนี้เต็มไปด้วยเสาธงโบกสะบัดผู้คนมหาศาลราวกับคลื่นมนุษย์ทั้งเสียงตีกลองและเสียงจุดประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเมือง

            งานประลองสิบยอดฝีมือรุ่นใหม่ที่จัดขึ้นทุกๆ สามปีคือหนึ่งในงานเทศกาลที่สำคัญที่สุดของราชอาณาจักรโล่ยื่อเหล่าจอมยุทธ์วัยเยาว์ทั้งหลายจากทั่วทั้งอาณาจักรต่างก็มารวมตัวกันอยู่ในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้เพื่อที่จะโชว์ความสามารถอันโดดเด่นของตัวเองออกมาให้คนทั้งอาณาจักรได้เห็น

            อีกทั้งงานครั้งนี้ยังมีความสำคัญมากเป็นพิเศษด้วยเพราะนอกจากเหล่าบุคคลากรชั้นสูงของอาณาจักรจะมารวมตัวกันในที่แห่งนี้หมดแล้วพวกเขายังโชคดีที่สามารถเชิญเฒ่าแก่ใหญ่ระดับห้าดาวสองคนจากกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าจักรพรรดิแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นหลินเฮ่ายวน รวมถึงชนชั้นนำของราชอาณาจักรใหญ่ใกล้เคียงอีกสามแห่งมาร่วมงานด้วยเพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับความรุ่งเรืองตลอดทั้งสามปีมานี้ของอาณาจักร

            งานประลองครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามวันสองวันแรกนั้นเป็นการประลองรอบคัดเลือกอันยาวนานซึ่งเหล่าผู้เข้าแข่งขันจากทั่วทั้งอาณาจักรเกือบพันคนจะต้องมาแข่งขันกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านจนกว่าจะได้ผู้เข้าแข่งขันสิบหกคนสุดท้ายที่จะมาประลองนัดตัดสินกันวันนี้

            ช่วงเช้าตรู่ของวันในพื้นที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุดของเมืองฮุยยื่อ... เวทีตะวันฉายตอนนี้นั้นตรงพื้นที่สำหรับผู้เข้าชมที่มีที่นั่งเกือบๆ แสนที่ต่างก็มีผู้คนเข้ามาจับจองที่นั่งกันอย่างแน่นขนัด

            ผู้คนที่นั่งเรียงรายกันอย่างแน่นหนาเสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ราวกับเสียงคลื่นน้ำซัดโขดหินทำให้เวทีนี้กลายเป็นเวทีที่คึกคักมากที่สุดในปฐพีนี้แล้ว

            ผู้คนทั้งหมดต่างก็จดจ่ออยู่กับเหล่าจอมยุทธ์รุ่นใหม่ทั้งสิบหกคนที่เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้พวกเขานั้นเป็นคลื่นลูกใหม่ของเส้นทางแห่งจอมยุทธ์และเป็นแสงแห่งความหวังในอนาคตของทั้งราชอาณาจักรโล่ยื่อนี้ด้วย

            บนที่นั่งชมจุดหนึ่งที่อยู่สูงกว่าปกตินั้นเหล่ากษัตรย์ทั้งหลายจากอาณาจักรต่างๆ กำลังนั่งเรียงกันอยู่พวกเขาดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขามกันอย่างสุดซึ้ง

            แต่ที่แปลกแยกกว่าชาวบ้านคือ บนที่นั่งชั้นพิเศษนั่นผู้ที่นั่งอยู่ตรงกลางกลับไม่ใช่เหล่ากษัตรย์ของราชอาณาจักรไหนแต่เป็นจักรพรรดิของอาณาจักรเล็กๆ แห่งหนึ่งแทน หลินเฮ่ายวนนั่นเอง

            หากเป็นเมื่อก่อนละก็หลินเฮ่ายวนไม่มีทางมีสิทธิเข้าร่วมงานระดับนี้แน่ๆ แต่ว่าตอนนี้ เป็นเพราะหลินหยางและการหมั้นหมายกันระหว่างราชอาณาจักรโล่ยื่อและอาณาจักรชูอวิ๋น(พระราชาเฒ่าแห่งโล่ยื่อนั้นหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมยกเลิกการหมั้น)ทำให้สถานะของหลินเฮ่ายวนพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นผู้นำประเทศที่มีฐานะสูงสุดของทั้งดินแดนภาคตะวันตกนี้ไปแล้ว

            พระราชาเฒ่าแห่งโล่ยื่อหรือก็คือบิดาของเจ้าหญิงเซียวเซียงนั้นมีชื่อว่าเซียวหยัน

            ปีนี้เขาใกล้จะอายุหกสิบปีถ้วนแล้วแต่เพราะบำรุงร่างกายมาอย่างดี ทำให้ดูจากภายนอกแล้วน่าจะอายุอยู่ที่ราวๆ สี่สิบปีเท่านั้นยังคงดูแข็งแรงองอาจอยู่เหมือนเดิม

            ในดินแดนภาคตะวันตกแห่งนี้นั้นเขาเป็นยอดผู้นำที่เป็นรองเพียงแค่เป้ยเค่อและผู่อาหมานเท่านั้นสีหน้าท่าทางของเขาตอนนี้ บางครั้งก็ดูอ่อนโยนเป็นกันเอง บางครั้งก็ดูเคร่งขรึมบางครั้งก็โบกมือทักทายประชาชนที่อยู่เบื้องล่างบางครั้งก็หันไปพูดคุยสนุกสนานกับเหล่ากษัตริย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ เขากระทำการตามใจโดยไม่สนใจใครอื่นดุจสายลม

            หลังจากที่จัดการเตรียมการทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ค่อยๆ กลับมานั่งในที่นั่งของตัวเองอีกครั้ง ท่าทางเคร่งขรึมจริงจังสายตามองตรงไปข้างหน้า เพียงแต่ริมฝีปากของเขากำลังขยับขึ้นลงเบาๆใช้น้ำเสียงที่เบาที่สุดพูดคุยเจรจาอยู่ข้างหูหลินเฮ่ายวน

            “พี่น้องหลิน ท่านว่าไอ้ชุดเกราะราชันเงินขาวนั่นท่านควรจะหาวิธีส่งมันมาให้อาณาจักรโล่ยื่อเพิ่มอีกสักสิบชุดรึเปล่า... จำนวนน้อยเกินไปมันไม่พอแบ่งนะ...”

            ข้างๆ เขานั้น คือหลินเฮ่ายวนที่กำลังหัวเราะฮ่าฮ่าทักทายกับผู้นำของราชอาณาจักรหนึ่งอยู่

            “ไม่ได้พบกันนานเลย ไม่ได้พบกันนาน...” จากนั้นเขาก็ใช้น้ำเสียงอันเบาหวิวตอบกลับมาหนึ่งประโยคว่า

            “ตาเฒ่าเซียวเอ๋ย เป็นคนจะโลภมากเกินไปไม่ด้นะราชอาณาจักรโล่ยื่อตอนนี้มีชุดเกราะราชันเงินขาวก่อนใครเพื่อนแล้วแท้ๆยังจะเอาอีกรึ? อย่างนั้นท่านไปถามลูกชายข้าเองแล้วกัน...”

            “พี่น้องหลิน พวกเราเป็นพี่น้องกันแล้วไม่ใช่หรืออย่างไรที่บอกไว้ว่ามีสุขร่วมเสพนั่นล่ะ”

            “ต่อให้พี่น้องแท้ๆ ก็ต้องคิดเงิน...หนี้ที่ท่านค้างข้าเอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าจะยังใช้ไม่หมดเลยนะ...โอ้ว สวัสดีๆ! ไม่ได้เจอกันตั้งนานยังดูสง่าผ่าเผยเหมือนเดิมเลยนะ!”

            เซียวหยันเหลือกตาขาวใส่ไปที

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน