“ในเมื่อรกหูรกตาขนาดนั้น ทำไมถึงไม่จัดการนางไปเสียเล่า” เซียวหมิงเฉินใช้มือจับปอยผมของหญิงสาวมาพันนิ้วเล่นอย่างเบามือ
“แบบนั้นมันก็ง่ายไปสิเจ้าคะ นางต้องอยู่ดูลูกชายกับลูกสาวของนาง รวมถึงบ้านเดิมของนางต้องพินาศลงไปกับตา ทำอย่างนี้ข้าถึงจะหายแค้น” ลู่อวิ๋นชย่าตอบ
“แล้วเสนาบดีลู่เล่า เจ้าจะทำอย่างไร”
“เมื่อก่อนข้าคิดว่าสิ่งที่เจินอี๋เหนียงทำทั้งหมดนั้นไม่เกี่ยวกับเขา แต่ความจริงกลับไม่ใช่อย่างที่ข้าคิด ในเมื่อเขาอยากสนับสนุนองค์ชายรองให้ขึ้นครองบัลลังก์ เช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาทำไป ข้าจะไม่เตือนเขาอีกแล้ว การเตือนในครั้งนั้นถือเป็นครั้งสุดท้าย”
“แต่เจ้าอาจโดนข้อหากบฏด้วย เจ้าไม่กลัวหรือ” เซียวหมิงเฉินถามยิ้ม “ประหารเก้าชั่วโคตรเชียวนะ”
“ข้ายังนึกเสียใจอยู่เลยเจ้าค่ะว่าข้าไม่น่าไปหยดเลือดพิสูจน์ในคราวนั้นเลย ช่างหาเรื่องยุ่งยากให้ตัวเองแท้ๆ” ลู่อวิ๋นชย่าแสร้งถอนหายใจ
“ความจริงแล้วข้าไม่สนใจหรอกนะหากว่าลู่ฝานจะโดนข้อหากบฏ เพราะถึงอย่างไรข้าก็จะแต่งกับเจ้าอยู่ดี”
“ทำเช่นนั้นจวนเซียวก็จะตกอยู่ในอันตราย และการขึ้นครองบัลลังก์ของพี่ใหญ่ก็จะไม่มั่นคง” ลู่อวิ๋นชย่าลุกขึ้นนั่ง “เดี๋ยวข้าจะทำการตรวจเลือดพิสูจน์อีกครั้ง คราวนี้ข้าก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนสกุลลู่อีกแล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากนั้นไม่กี่วันก็เกิดข่าวลือว่าลู่อวิ๋นชย่าไม่ใช่บุตรสาวของเสนาบดีลู่ การหยดเลือดพิสูจน์คราวนั้นเป็นเพียงลูกไม้ที่นางสร้างขึ้นมา เพียงเพราะนางอยากอยู่ในตำแหน่งบุตรสาวคนโตของเสนาบดีลู่ต่อไป ข่าวลือนั้นถูกแพร่ออกไปนอกจวนอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เพียะ!
“สารเลว! เรื่องใหญ่อย่างนี้เจ้ายังกล้าหลอกลวงข้า เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ” เสนาบดีลู่ที่เพิ่งเดินทางกลับจากประชุมที่ราชสำนักก็ตรงมาที่เรือนของลู่อวิ๋นชย่าทันที
ลู่อวิ๋นชย่าที่เตรียมรับมือกับความโกรธไว้แล้วก็ไม่คาดคิดว่าบิดาจะโมโหจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกับตนเองเช่นนี้ นางใช้มือเช็ดเลือดที่มุมปาก แต่ใบหน้าของนางก็ยังยิ้มอยู่ “แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไร หากข้าไม่ทำเช่นนั้นข้าก็จะแก้แค้นแทนท่านแม่ไม่ได้”
“ที่เจ้าทำไปทั้งหมดเพราะต้องการแก้แค้นแทนแม่ของเจ้าอย่างนั้นหรือ ดี! ดีจริงๆ เช่นนั้นเจ้าก็อยู่แต่ในเรือนนี้ต่อไป ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด อยากเป็นลูกสาวของข้านักไม่ใช่หรือ งั้นเจ้าก็เป็นต่อไปจนวันตายเสียเถอะ”
“แต่ตอนนี้ข้าไม่อยากเป็นลูกสาวของท่านอีกแล้ว”
“เหอะ...ไม่อยากเป็นแล้วจะอย่างไร จะใช้อำนาจของจวนเซียวมากดดันข้าอย่างนั้นหรือ แค่ข้าเขียนฎีกาถวายฝ่าบาทเรื่องที่เซียวหมิงเฉินมีกองกำลังส่วนตัว เท่านี้จวนเซียวของพวกเจ้าก็ถึงคราวจบสิ้นแล้ว”
“แม้แต่ท่านยังรู้เรื่องนี้ แล้วท่านคิดว่าฝ่าบาทจะไม่รู้เชียวหรือ” ลู่อวิ๋นชย่ายังยิ้ม “แต่ก็เอาเถอะ ถือเสียว่าข้าจะทดแทนบุญคุณที่ให้ข้าได้อยู่อาศัยที่นี่มาหลายปี ข้าจะรักษาลู่เหวินถงให้ท่าน ทั้งยังจะตรวจเลือดพิสูจน์ให้พวกเขาอีกด้วยเผื่อว่าท่านจะรักลูกของท่านได้มากกว่านี้”
“ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร”
“อย่าเพิ่งถามเรื่องนั้นเลย มาฟังข้อแลกเปลี่ยนของข้าก่อนดีกว่า ข้าจะตรวจเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดให้พวกท่านก่อน จากนั้นก็อยู่ที่ท่านว่าจะตัดสินใจให้ข้ารักษาลู่เหวินถงหรือเปล่า ส่วนข้อแลกเปลี่ยนของข้าก็ง่ายมาก ข้าไม่อยากเป็นลูกสาวของท่านและไม่อยากใช้สกุลลู่ของท่านอีกต่อไปแล้ว” ลู่อวิ๋นชย่าบอกความต้องการของตนเอง
“เจ้าอยากตัดสัมพันธ์อย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่แค่ตัดสัมพันธ์ แต่ให้ท่านเอาชื่อของข้าออกจากลำดับสกุลของท่านเลยต่างหาก”
เสนาบดีลู่มีท่าทางลังเล หากตรวจเลือดพิสูจน์ เขาก็จะได้รู้ว่าลูกแฝดทั้งสองเป็นลูกของเขาจริงหรือไม่ ส่วนลู่เหวินถงนั้นเขาย่อมอยากรักษาลูกชายให้หายดี แต่ก็น่าเสียดายหากจะต้องตัดลู่อวิ๋นชย่าออกจากวงศ์ตระกูล นางเป็นถึงหลานสาวของหมอเทวดาเฉียว ทั้งยังเป็นว่าที่สะใภ้ของท่านอ๋องเซียว หากฝั่งองค์ชายรองมีเรื่องผิดพลาด เขายังจะใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่มีกับนางได้อยู่ เงื่อนไขของนางเป็นสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ลำบากจริงๆ
“ท่านไม่ต้องไปคิดอะไรให้วุ่นวายหรอก ถึงแม้ท่านจะไม่ตัดสัมพันธ์และลบชื่อข้าออกจากวงศ์ตระกูล แต่ในอนาคตข้าก็จะไม่ให้ท่านมาหาประโยชน์จากสถานะของข้าได้อยู่ดี” ลู่อวิ๋นชย่าพูดขึ้นอย่างรู้ทัน
“ข้าขอเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อได้หรือไม่” เสนาบดีลู่พูดขึ้น
“ท่านต้องการอะไร”
“เจ้าก็ต้องตรวจเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์กับข้าด้วย”
“ทำไมกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนท่านคงจะดีใจมากที่ข้าไม่ใช่ลูกสาวของท่าน แต่ตอนนี้คงเห็นว่าข้าจะมีประโยชน์ในอนาคตล่ะสิ ข้าบอกแล้วว่าถึงแม้ข้าจะเป็นใคร ท่านก็จะใช้ประโยชน์จากข้าไม่ได้หรอก แต่ก็เอาเถอะ...เพื่อให้ท่านสบายใจ ข้าจะตรวจเลือดพิสูจน์กับพวกท่านด้วย ถือเสียว่าจะได้ไม่ต้องมามีเรื่องให้ค้างคาใจ แล้วก็ไม่ต้องมานึกเสียดายทีหลังด้วยล่ะ เพราะข้าไม่ใช่ลูกของท่านจริงๆ”
ลู่อวิ๋นชย่าเชิญอ๋องเซียว เซียวหมิงเฉิน นายท่านใหญ่หลุน นายท่านใหญ่เจิน เจินเป่ยฉี ยังมีรัชทายาทและองค์ชายสามมาร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ด้วย
เครื่องมือในการตรวจ DNA ถูกนำออกมาจากมิติ ซึ่งนางกับท่านหมอเฉียวได้ตกลงกันแล้วว่าให้ท่านหมอเฉียวรับว่าเครื่องนี้เป็นของเขาโอสถ เพราะเขาโอสถได้ชื่อว่ามีสมุนไพรและเครื่องมือในการรักษาที่แปลกใหม่มากมาย ทุกคนที่มาเป็นพยานจึงไม่ได้สงสัยในเรื่องนี้ แต่อดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าในโลกนี้ยังมีสิ่งของแบบนี้อยู่จริงหรือ
ลู่อวิ๋นชย่าเจาะเลือดของตนเองต่อหน้าทุกคน จากนั้นนางก็ทำการเจาะเลือดเสนาบดีลู่ ลู่เยี่ยนฟาง และลู่เหวินถงตามลำดับ ทุกขั้นตอนทุกคนในที่นั้นสามารถมองเห็นได้ทั้งหมด มีเพียงจังหวะที่ลู่อวิ๋นชย่าเอาหลอดเลือดของตัวเองเข้าไปทำการทดสอบเท่านั้นที่นางได้สับเปลี่ยนกับเลือดของคนอื่นที่นางเก็บไว้ในมิติ
ลู่อวิ๋นชย่าอธิบายผลการทดสอบความสัมพันธ์ให้ทุกคนฟังเมื่อผลการตรวจออกมา
“ผลตรวจก็ออกมาแล้ว ท่านช่วยทำตามสัญญาที่ให้ไว้ด้วยนะเจ้าคะเสนาบดีลู่”
“เจ้าก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ด้วยก็แล้วกัน”
“ข้ารักษาลู่เหวินถงให้หายได้ เพียงแต่ผลของยาพิษที่เขาได้รับอาจทำให้เขามีบุตรไม่ได้อีก และเขาจะมีอายุอยู่ได้อีกไม่เกินสิบปีเท่านั้น”
“เจ้า...ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้บอกข้าเรื่องนี้”
“ท่านไม่ได้ถามข้านี่”
ลู่เยี่ยนฟางกับลู่เหวินถงมองลู่อวิ๋นชย่าด้วยสายตาที่หลากหลาย ลู่เยี่ยนฟางกำลังคิดที่จะหาทางตีสนิทกับอดีตพี่สาวต่อ เพราะนางได้รับปากกับองค์ชายรองไว้แล้วว่าจะหาทางเอาปืนพวกนั้นมาจากลู่อวิ๋นชย่าให้ได้ ส่วนลู่เหวินถงนั้นระหว่างที่เขานอนใช้ชีวิตไปวันๆ อยู่บนเตียง เขาก็ได้รู้แล้วว่าที่ผ่านมาบิดา มารดา และพี่สาวที่แท้จริงของเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวมากเพียงใด และที่เขาโกรธที่สุดคือมารดาที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพนี้
ลู่เหวินถงหันไปมองลู่อวิ๋นชย่าอีกครั้ง สายตาของเขาเวลานี้กลับชื่นชมอดีตพี่สาวคนนี้ยิ่งนัก ที่ผ่านมาไม่ว่านางจะถูกกดขี่ รังแก หรือแม้แต่ต้องถูกส่งไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากที่ชนบท แต่นางกลับสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้ ทั้งยังฝึกปรือวิชาแพทย์จนเชี่ยวชาญ สตรีร่างเล็กที่สามารถยืนหยัดและต่อสู้มาด้วยตัวเองเพียงลำพังช่างน่านับถือไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่นางจะไม่ใช่พี่สาวของเขาอีกต่อไปแล้ว
เสนาบดีลู่ทำตามสัญญาได้อย่างรวดเร็ว เขาตัดชื่อลู่อวิ๋นชย่าออกจากลำดับวงศ์ตระกูล และทำหนังสือตัดความสัมพันธ์อย่างเรียบร้อย ส่วนนายท่านหลุนก็ให้ผู้อาวุโสของตระกูลบันทึกชื่อของลู่อวิ๋นชย่าลงในรายชื่อของสมาชิกในตระกูลอย่างเรียบร้อยเช่นกัน และเวลานี้คุณหนูใหญ่ลู่นามว่าลู่อวิ๋นชย่าก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว มีเพียงคุณหนูเล็กของสกุลหลุนนามว่า “หลุนหย่าหยา” เท่านั้น
อ๋องเซียวไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นความลับ เพราะเกรงว่าในอนาคต เสนาบดีลู่จะเอาเรื่องนี้มาหาประโยชน์ได้ในภายหลัง เขาสั่งให้คนไปติดประกาศทั่วทุกมุมของเมืองหลวง พร้อมทั้งจ้างนักเล่านิทานและคณะละครนำเรื่องนี้ออกไปเผยแพร่ให้ทุกคนได้รู้กันทั่ว
เรื่องราวของ ‘หลุนหย่าหยา’ ได้รับความสนใจและเห็นใจจากผู้คนอยู่ไม่น้อย ก็ใครจะห้ามใจไม่ให้สงสารชีวิตอันรันทดของสาวน้อยคนหนึ่งได้เล่า แน่นอนเมื่อคนหนึ่งได้รับความเห็นใจ จวนสกุลลู่ก็ต้องถูกผู้คนสาปแช่งในความร้ายกาจเป็นธรรมดา