ไลท์มองไปที่อาชญากรจอมเวทย์ที่ตอนนี้มันกำลังนอนตัวสั่นอยู่ที่พื้น
“ เอาล่ะเล่ามาว่าแกเป็นใคร มาจากไหน แล้วเผ่าพันธุ์ของแกอยู่ที่ไหนในตอนนี้? ” ไลท์ถามขึ้นเป็นชุด
อาชญากรจอมเวทย์กัดฟันแน่นด้วยความไม่พอใจ
“ ชื่อของฉันคือ มูติน เป็นเผ่าวิญญาณระดับต่ำที่สิงอยู่ในจี้หยก ฉันไม่รู้ว่าฉันสิงอยูในจี้หยกนานแค่ไหน ก็เพราะครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าไปสิงในจี้หยก ฉันก็ยังอยู่ในเผ่าวิญญาณที่เมืองไผ่สีชาด ส่วนเผ่าวิญญาณก็อาศัยอยู่ที่เมืองไผ่สีชาด เมื่อฉันรู้ตัวอีกทีฉันก็มาโผล่อยู่ที่นี้แล้ว ” มูตินพูดขึ้น
ไลท์ขมวดคิ้วแน่น
“ แล้วเมืองไผ่สีชาดอยู่ที่ไหน ” ไลท์ถามด้วยความสนใจและอยากรู้
“ พวกแกไม่มีทางไปยังเมืองของเผ่าวิญญาณได้หรอก เพราะการที่จะไปยังเมืองของเผ่าวิญญาณได้จะต้องเป็นเผ่าวิญญาณเท่านั้น คนเป็นไม่สามารถเข้าไปในเมืองของเผ่าวิญญาณได้ ” มูตินตอบ
“ แล้วเมืองไผ่สีชาดของแกอยู่ในหอคอยแห่งนิรันดร์ใช่ไหม? ” ไลท์ถามขึ้น
“ ใช่แล้วล่ะ เมืองของเผ่าวิญญาณทั้งหมดอยู่ในหอคอยแห่งนิรันดร์ แกก็ถามแปลกจริงๆอย่างที่รู้กันว่านอกจากเผ่าปีศาจและเผ่ามนุษย์ของแกแล้ว ไม่มีเผ่าพันธุ์ไหนออกมาจากหอคอยแห่งนิรันดร์ได้ ” มูตินพูดขึ้น
“ อย่างนั้นแกคงไม่รู้ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หอคอยแห่งนิรันดร์ก็จะพังทลาย ทุกสิ่งที่อยู่ในหอคอยแห่งนิรันดร์ก็จะถูกทำลายไปด้วย เพราะฉะนั้นแกคงต้องสวดภาวนาให้เผ่าพันธุ์ของแกหนีออกมาได้แล้วกัน ”ไลท์พูดพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย
มูตินที่ได้ยินคำพูดของไลท์ก็กลายเป็นนิ่งอึ้ง มันไม่อยากเชื่อเลยว่าหอคอยแห่งนิรันดร์กำลังจะพังทลาย
“ ไม่จริงเป็นไปไม่ได้ แกโกหก ไม่มีทางที่หอคอยแห่งนิรันดร์จะพังทลายได้แน่ๆ ” มูตินตะโกนออกมาด้วยความตกใจ
“ แกจะเชื่อหรือไม่มันก็เรื่องของแก อีกอย่างแกก็คงไม่มีทางได้อยู่เห็นวันที่หอคอยแห่งนิรันดร์พังทลายหรอก ” ไลท์หัวเราะเบาๆ
“ แล้วแกได้ติดต่อกับเผ่าวิญญาณตัวอื่นๆบ้างไหม? ” ไลท์ถามขึ้น เพราะเขาอยากรู้ว่าจะมีเผ่าวิญญาณตัวอื่นนอกจากมูตินไหม
“ ไม่เลย ฉันติดอยู่ในจี้หยกนี้ตลอดทำให้ฉันไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไรและฉันก็เพิ่งจะออกมาดูโลกก็ตอนที่เจ้ามนุษย์นี้ใช้งานจี้หยกนี้ ” มูตินตอบตามความจริง
ไลท์ครุ่นคิดก่อนที่จะพยักหน้ารับเบาๆ
“ งั้นแกก็หมดประโยชน์แล้วล่ะ ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับโบกมือเบาๆ
ทันใดนั้นร่างกายของอาชญากรจอมเวทย์ก็ค่อยๆสลายกลายเป็นฝุ่นและหายไปจากตรงนั้น
“ ดูเหมือนว่าเผ่าวิญญาณจะร้ายกาจกว่าที่คิดเอาไว้อีกนะเนี้ย ” ไลท์พึมพำออกมา
หลังจากที่ออกมาจากบ้านหลังนี้แล้ว ไลท์ก็ไปหาหญิงสาวสองคนที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนั้น
เมื่อพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไลท์ก็มอบค่าทำขวัญให้กับทั้งสองคน ซึ่งเป็นเงินถึงสองล้านจีเซล
สำหรับชาวบ้านตัวเล็กๆแบบนี้เงินสองล้านจีเซลนับว่าเป็นเงินที่เยอะมากๆ
จากนั้นไลท์ก็มุ่งหน้าไปยังค่ายทหารของมาร์อิค
“ ท่านไลท์เป็นอย่างไรบ้างครับ? ” มาร์อิคถามขึ้นด้วยความคาดหวัง
“ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ ตอนนี้ยกเลิกการป้องกันได้แล้วล่ะ ” ไลท์พูดขึ้น
มาร์อิคตื่นเต้นและพูดขึ้นว่า “ ขอบคุณท่านไลท์มากนะครับที่จัดการปัญหาเรื่องนี้ให้กับพวกเรา ”
“ เรื่องเล็กน้อยน่า ” ไลท์ส่ายหน้า
หลังจากที่พูดคุยกันอีกเล็กน้อย ไลท์ก็กลับไปที่เรือยนต์ของตัวเองและกลับไปที่เมืองรุ่งอรุณ
“ กลับกันเถอะ ” ไลท์พูดพร้อมกับอีกอร์
“ รับทราบครับท่านไลท์ ” อีกอร์รับคำก่อนที่จะออกไปสั่งการทันที
ไม่นานเรือยนต์ของเมืองรุ่งอรุณก็มุ่งหน้าออกจากค่ายทหาร
สี่วันต่อมา พวกไลท์ก็กลับมาถึงเมืองรุ่งอรุณ
ตอนนี้เมืองรุ่งอรุณก็เริ่มมีเรือบินจำนวนมากมาจอดอยู่ที่เมืองรุ่งอรุณ พวกเขามาที่เมืองรุ่งอรุณก็เพราะงานแต่งของไลท์และเบเรียล
แม้ว่ากลุ่มคนที่มาจะเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งและทรงอำนาจของโลก แต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะมีปัญหากับชาวเมืองรุ่งอรุณแม้แต่นิดเดียว เพราะพวกเขากลัวว่าจะทำให้ท่านไลท์ไม่พอใจ เนื่องจากทุกๆคนรู้ดีว่าไลท์สามารถสืบหาความจริงได้ว่าเกิดอะไรขึ้นและถ้าหากมีคนคิดที่จะรังแกคนของเขาต่อให้เป็นคนของสภาจอมเวทย์ก็ยังถูกท่านไลท์ไล่ออกจากเมือง
นอกจากนี้ทั่วทั้งเมืองรุ่งอรุณก็ยังมีสายสืบอย่างหน่วยลับเทพยุทธ์คอยสอดส่องอยู่ตลอดเวลา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นพ่อค้าขายของทั่วไป หรือแม้แต่คนเปิดร้านอาหารเล็กๆก็อาจจะเป็นหน่วยลับเทพยุทธ์ที่ปลอมตัวอยู่ ถ้าหากมีปัญหาขึ้นมาหน่วยลับเทพยุทธ์ก็จะรายงานให้กับท่านไลท์ทราบทันที
ตอนนี้โรงแรมภายในเมืองรุ่งอรุณก็ถูกจองเต็มอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่หรูหราหรือโรงแรมธรรมดาก็ยังมีคนจองจนเกือบหมด ทำให้ตอนนี้เมืองรุ่งอรุณคึกคักขึ้นมา
ไลท์นอนพักอยู่ที่บ้านของตัวเองอยู่สองสามวันก่อนที่เขาจะไปดูว่าทางเข้าค่ายกลที่กำลังก่อสร้างไปถึงไหนแล้ว
เมื่อไลท์มาถึงเขาก็พบว่าที่ทางเข้าค่ายกลสร้างเกือบจะเสร็จแล้ว
ไลท์ออกแบบไว้เหมือนกับทางเข้าของหอคอยแห่งนิรันดร์ แต่ยังมีการผสมผสานระหว่างโลกผู้ฝึกตนเข้าไปในนั้นด้วย โดยจะมีทางเข้าและทางออกที่แยกออกจากกัน
หอคอยขนาดเล็กสูงสามชั้นล้อมรอบค่ายกลเอาไว้
ภายในหอคอยถูกตกแต่งอย่างหรูหราและสวยงาม
หอคอยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากหินอ่อนหลากสีทำให้ดูสวยงาม แต่ละชั้นก็จะมีที่นั่งพักผ่อนเพื่อสร้างความผ่อนคลาย
ไลท์คิดว่าเขาจะสร้างที่นี้ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของเมืองรุ่งอรุณ
ตอนนี้สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองรุ่งอรุณมีอยู่แค่หนึ่งแห่งคือหอคอยสวรรค์ และถ้าหากเพิ่มค่ายกลแห่งนี้เข้าไปก็กลายเป็นว่าเมืองของเขามีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง ทำให้มีผู้คนจำนวนมากมาท่องเที่ยวที่เมืองของเขาและมันก็ทำให้เพิ่มรายได้ให้กับเมืองอีกด้วย
แต่ตอนนี้ไลท์กำลังคิดว่าเขาจะคงทะเลดอกไม้และคฤหาสน์ลอยฟ้าเอาไว้เหมือนเดิมหรือว่าจะสร้างเป็นสวนสนุกให้ชาวเมืองเที่ยวเล่นผ่อนคลายดี
ประชากรของเมืองรุ่งอรุณมีมากกว่าสิบห้าล้านคนแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นจอมเวทย์หรือนักสู้ทั้งหมด เมืองรุ่งอรุณแตกต่างจากเมืองอื่นๆก็เพราะ ใครที่กลายเป็นคนของเมืองรุ่งอรุณ พวกเขาก็จะได้รับทักษะบ่มเพาะที่ต่ำที่สุด ซึ่งทำให้ชาวบ้านธรรมดาที่อ่อนแอที่สุดก็คือตัวตนระดับD ทำให้เมืองรุ่งอรุณเป็นเมืองที่มีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งไม่มีคนธรรมดาอยู่แม้แต่คนเดียว
แต่ถ้าหากสร้างเป็นสวนสนุกเขาก็จะสร้างแบบเรียบง่ายไม่ได้หรูหราหรือหวาดเสียวแต่อย่างใด เพราะเขาต้องการให้ชาวเมืองพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น อย่างเช่นพวกม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ บ้านผีสิง หรือไม่ก็สร้างสวนน้ำ อะไรแบบนี้
แน่นอนว่าการจะสร้างอะไรแบบนั้นเขาก็จะต้องเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองเพื่อมาหารือกันก่อนว่าจะเอาอย่างไร แต่นั้นก็น่าจะเป็นเรื่องหลังจากที่เสร็จจากงานแต่งของเขาและเบเรียลแล้ว
เมื่อไลท์มาถึง เจ้าหน้าที่ร่วมไปถึงช่างก่อสร้างทั้งหมดก็ทำความเคารพ
ไลท์ตรวจสอบความเรียบร้อยอยู่เป็นชั่วโมงก่อนที่จะเดินทางกลับด้วยความพึงพอใจ
พริบตาเดียว วันเวลาก็หมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เหลืออีกไม่กี่วันเท่านั้นที่จะถึงงานแต่งของไลท์และเบเรียล
เวลานี้ทั่วทั้งเมืองรุ่งอรุณก็พากันติดริบบิ้นรวมไปถึงโคมไฟหลากสีสันทั่วทั้งเมือง ทำให้บรรยากาศในเมืองคึกคักเป็นอย่างมาก
ชาวเมืองรุ่งอรุณพากันพูดคุยถึงเรื่องงานแต่งของไลท์และเบเรียล
ยูเทียมีข้อเสนอว่า ให้มีการจับฉลากผู้โชคดีประมาณหนึ่งหมื่นคน แจกเป็นสมบัติหรือไม่ก็แต้มความดี
ทุกๆคนก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ของยูเทีย พวกเขาก็พากันออกความคิดเห็นว่าจะเอาสมบัติหรือใช้แต้มความดีเท่าไหร่ในการแจก
สามวันก่อนงานแต่ง
ไลท์และเบเรียลได้มาลองชุดแต่งงานที่ถูกตัดเย็บขึ้นมาจากใยไหมแบบพิเศษที่ถูกส่งมาโดยทางตระกูลฟรอส
ชุดแต่งงานของไลท์เป็นสีน้ำเงินเข้ม ส่วนชุดแต่งงานของเบเรียลเป็นชุดเดรสสีขาวยาวดูเหมือนกับชุดของเจ้าหญิงในนิยายของโลกเก่าของไลท์
ส่วนช่างแต่งหน้าและช่างทำผมก็เป็นช่างที่ดีที่สุดของเมืองรุ่งอรุณ
“ สวยมากเลยพี่เบเรียล ” เดซี่พูดพร้อมกับมองไปที่เบเรียลด้วยแววตาที่เปร่งประกาย
คนอื่นๆชื่นชมไลท์และเบเรียล
ค่ำคืนหนึ่งก่อนที่จะถึงวันแต่งงาน
ไลท์เชิญคนที่รู้จักทั้งหมดมาที่ห้องโถงของโรงแรมหรูเพื่อที่จะจัดงานเลี้ยงฉลองก่อนวันแต่งงาน
คนที่ไลท์เชิญมาเกือบทั้งหมด คือตัวตนระดับSSขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นคนของสภาจอมเวทย์ คนของห้าตระกูลผู้พิทักษ์ คนของสมาคมนักผจญภัย เป็นต้น
ส่วนตัวตนที่ต่ำลงมาก็คือคนที่ไลท์สนิทเช่น คุณสตีฟและคุณมาราน รวมไปถึงเหล่าลูกศิษย์ของคุณสตีฟ ออรัคและผู้ติดตาม มาการีน่าและคณะ พวกแคสเตอร์ที่อยู่อาณาจักรไวท์บาเบล รวมไปถึงโทเร็ตที่เป็นคนของอาณาจักรซิลเวอร์สโตน
ด้านนอกห้องโถงโรงแรมก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยลับเทพยุทธ์หลายคนยืนเฝ้าอยู่
ไลท์และเบเรียลทักทายทุกๆคนในห้องด้วยรอยยิ้ม คนเหล่านี้คือคนที่ไลท์สนิทสนมและรู้จักกันมานานกว่าสิบปี พวกเขาเปรียบเสมือนกับเพื่อนของเขาในโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นไลท์จะรักษาความสัมพันธ์กับพวกเขาเหล่านี้เอาไว้
ในงานเลี้ยงนี้ มาการีน่าก็ได้มาร้องเพลงเพื่อเป็นการอวยพรให้กับไลท์และเบเรียล
หลังจากที่มาการีน่าร้องเพลงเสร็จแล้ว คนอื่นๆก็พากันมาอวยพรไลท์และเบเรียลเพื่อฉลองชีวิตคู่ของทั้งสองคน
เมื่อจบงานเลี้ยงแล้วทุกๆคนก็แยกย้ายกันไปนอนพักผ่อน
ทางด้านของไลท์และเบเรียล ทั้งสองออกมานั่งชมจันทร์อยู่ที่ระเบียงบ้าน
“ พรุ่งนี้แล้วสินะ เธอตื่นเต้นไหมเบเรียล? ” ไลท์ถามขึ้นพร้อมกับมองไปที่เบเรียล
“ ตื่นเต้นสิ ใครบ้างจะไม่ตื่นเต้นล่ะ? ” เบเรียลยิ้มออกมาด้วยใบหน้าที่งดงาม
“ ฉันเองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ตื่นเต้นมากกว่าการที่จะไปสู้กับพวกราชาปีศาจหรือพวกปีศาจอาวุโสเสียอีก ” ไลท์ถอนหายใจออกมา
“ มันไม่เหมือนกันอยู่แล้วนิ ” เบเรียลหัวเราะ
“ นั้นสินะ หวังว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีสำหรับพวกเราทั้งสองคนนะ ” ไลท์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ ฉันก็หวังเอาไว้แบบนั้นเหมือนกัน ” เบเรียลเห็นด้วย
เช้าวันต่อมา
เสียงพลุดังขึ้นทั่วเมือง
ชาวบ้านต่างพากันออกมาแสดงความยินดีกับท่านไลท์และท่านเบเรียล โดยการที่พวกเขาได้มาเขียนคำอวยพรที่ลานกลางเมือง
นอกจากนี้จะมีการสุ่มจับใบคำอวยพร
ถ้าหากจับได้ใบคำอวยพรของใคร คนๆนั้นก็จะได้รับรางวัล ซึ่งรางวัลที่แจกก็จะแตกต่างกันออกไป
ทำให้ชาวเมืองทั้งหมดสิบห้าล้านกว่าคนพากันมาเขียนคำอวยพร ทำให้ตอนนี้ลานกลางเมืองเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก
ซึ่งกิจกรรมนี้ใช้เวลาประมาณเจ็ดวัน เนื่องจากจำนวนประชากรที่มากถึงสิบห้าล้านคน และเวลาประกาศผลก็จะมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนทุกคนได้เห็นอีกด้วย
แต่ถึงอย่างนั้นชาวเมืองรุ่งอรุณมากกว่าครึ่งก็เดินทางมาที่ลานกลางเมืองเพื่อที่จะเขียนคำอวยพร
ทำให้ช่วงเช้าช่วงเดียวก็มีชาวเมืองมากกว่าห้าล้านคนเขียนคำอวยพรไปแล้ว
ตอนนี้ไลท์และเบเรียลกำลังยุ่งอยู่กับการแต่งตัวเพื่อเข้าพิธีวิวาห์
หลายชั่วโมงผ่านไป
ชาวเมืองก็ยังคงอยู่ที่ลานกลางเมืองเพื่อเขียนคำอวยพร
รอบๆลานกลางเมืองเจ้าหน้าที่ตำรวจ มากกว่าห้าพันคนยืนเฝ้าระวังความปลอดภัยเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีหน่วยลับเทพยุทธ์แทรกซึมอยู่ตามจุดต่างๆอีกด้วย
ทำให้ชาวเมืองไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย ชาวเมืองทุกคนต่างก็สบายใจ
ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้คนที่มาจากเมืองอื่นพากันอิจฉาชาวเมืองรุ่งอรุณ เพราะคนที่จะเขียนคำอวยพรได้จะต้องเป็นคนของเมืองรุ่งอรุณเท่านั้น
นอกจากนี้ความปลอดภัยของเมืองรุ่งอรุณก็นับว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว เพราะทุกๆพื้นที่ในเมืองรุ่งอรุณจะต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อยสองคนดูแล และยังมีหน่วยลับเทพยุทธ์ที่แฝงตัวอยู่ทั่วเมือง ทำให้เมืองรุ่งอรุณแทบจะไม่มีการต่อสู้หรือทะเลาะวิวาท หรือแม้กระทั้งชาวเมืองที่ถูกปล้นตอนกลางคืนก็ยังไม่มี
เมืองรุ่งอรุณจึงถูกนับว่าเป็นเพียงเมืองแห่งเดียวที่แทบจะไม่มีประวัติการก่ออาชญากรรม เพราะทุกคนรู้ดีว่าถ้าหากใครมีประวัติการก่ออาชญากรจะทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมกับหน่วยงานอื่นๆของเมืองรุ่งอรุณได้
เพียงแค่ข้อนี้ข้อเดียวก็ทำให้ชาวเมืองอื่นๆรู้สึกอิจฉาและอยากที่จะย้ายมาอยู่เมืองรุ่งอรุณแล้ว