เสียงประตูเปิดออก ชายรูปร่างสันทัดก้าวออกมาด้านนอกหลับตาสูดลมหายใจเข้าปอดแสงภายนอกทำเอาเขาต้องหลับตาลงสองเท้าย่างก้าวมาจนถึงป้ายรถเมล์ ไม่มีใครมารับ เขาหัวเราะในลำคอกระทั่งลูกคงไม่อยากพบหน้า ณัฐกรยกมือปาดน้ำตาออกลวกๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อเพิ่มความเข้มแข็ง
“พ่อคะ” เสียงหวานแ่เบาเรียกเขาหันมองสบตาบุตรสาว
ผ่านมาสี่ปี เนตรอัปสรกลายเป็สาวสวยหน้าตาหมดจด ข้างๆ มีบุตรชายยืนอยู่ นวฤทธิ์หล่อเหลาไม่แพ้เขาตอนหนุ่มเลย
“เนตร ฤทธิ์!”คนเป็พ่อเรียกชื่อลูกสองคนแล้วยิ้มกว้าง
“เรามารับครับ ขึ้นรถก่อน” นวฤทธิ์บอกแล้วดึงกระเป๋าจากมือบิดาใส่ไว้เบาะหลัง
ประตูเปิดออกณัฐกรแทรกกายนั่งตรงเบาะหลังนวฤทธิ์ทำหน้าที่สารถีโดยมีพี่สาวอยู่ตรงเบาะหน้าคู่กัน คนเป็พ่ออึกอักอยากชวนลูกพูดคุยด้วย แต่เขาไม่กล้า เพราะลูกคงรังเกียจที่มีพ่อขี้คุกเช่นนี้
“พ่อออกมาก่อนทำไมคะเนตรไปรอพ่อกับฤทธิ์ที่หน้าประตูมาค่ะ”
คนเป็พ่อเผยอยิ้ม“พ่อ...คิดว่าไม่มีใครมา” เสียงอ้อมแอ้มบอกกล่าว แล้วมองลูกจากเื้ั
เวลาสี่ปีลูกโตขึ้นพวกเขาสองคนมาเยี่ยมทุกเดือนแต่ไม่เคยรู้สึกว่าลูกเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมากเท่าครั้งนี้เลย
รถจอดเทียบหน้าร้านกาแฟและขนมเค้กสองพี่น้องเปิดประตูลงมา หญิงกลางคนรูปร่างผอมบางรีบมาต้อนรับ เธอสบตาสามีน้ำตาคลอเพราะสุขภาพทำให้เธอมีโอกาสไปเยี่ยมสามีน้อยครั้ง
“เป็ยังไงบ้าง ไม่สบายอีกเหรอคุณ”สามีถามเสียงแ่ ค่อยๆ ก้าวเข้าหาภรรยา
“เหมือนเดิมจ้ะ สามวันดีสี่วันไข้”
“เราเข้าไปในร้านกันก่อนเถอะค่ะ”
นาลินพยักหน้าช้าๆ แล้วเดินเข้าร้านณัฐกรกวาดตามองรอบๆ ด้วยความแปลกใจ ร้านนี้เป็ของลูกงั้นเหรอ สี่ปีผ่านมาทุกคนเติบโตได้ดีจริงๆ
“ร้านสวยมากนะเนตร” คนเป็พ่อเอ่ยชม
“ฤทธิ์กับเนตรช่วยกันเก็บเงินแล้วเปิดร้านนี้ขึ้นมาค่ะ”นาลินยิ้มกว้างด้วยความภูมิใจ
“เนตรได้ทำในสิ่งที่รักพ่อก็ดีใจด้วย”เขารู้ว่าลูกสาวชอบทำขนม เคยคิดว่าจะเก็บเงินเปิดร้านให้แต่กลับมาเกิดเื่เสียก่อน
ดีที่ทุกคนไม่ขวัญเสียกับเื่ที่เกิดขึ้นกับเขาใช้ชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็ง มันน่าภูมิใจมากจริงๆ เนตรอัปสรเดินเข้ามาจนถึงหลังร้านมีทางเชื่อมต่อไปยังบ้าน แล้วพากันไปยังห้องนั่งเล่น สี่คนนั่งตรงข้ามกัน
“ร้านเปิดนานหรือยังเนตร”คนเป็พ่อเอ่ยถาม
“ปีกว่าค่ะพ่อขนมของเรามีเ้าประจำสั่งไปขาย ทำแทบไม่ทันเลยค่ะบางที”มองดูพ่อแล้วหัวใจมันปวดร้าว เธอรู้สึกสนิทใจเช่นวันวานกระนั้นก็ยังมีความคลางแคลงภายในอยู่
เหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่แล้วทำไมพ่อถึงต้องยิงคุณลุงยุดด้วย เธอไม่เข้าใจเลย พอถามพอก็เอาแต่เงียบแล้วไล่เธอกลับบ้านตลอด
“คุณก็ทำงานที่ร้านกับพวกเราไปเลยดีกว่าค่ะตอนนี้ออเดอร์ขนมเราเยอะมากทำแทบไม่ทันเลย” นาลินบอกสามี
เขายิ้มกว้าง “แบบนั้นก็ดีผมเองก็อยากทำงานที่บ้านเหมือนกัน”
เนตรอัปสรและน้องถามสารทุกข์สุกดิบพ่อได้สักพักถึงคราวต้องเปิดร้านเลยต้องแยกตัวไปทำงาน นาลินสบตาสามีน้ำตาไหลรินออกมาริมฝีปากสั่นระริก คำบางคำมันอัดแน่นอยู่ภายใน ไม่มีโอกาสได้เอ่ยออกมา
“ลูกไม่อยู่แล้วฉันขอถามอะไรคุณหน่อยได้ไหม”
คนเป็สามีหลับตานิ่ง แล้วระบายลมหายใจ
“ผมรู้ว่าคุณจะถามอะไรนาผมตอบคุณได้แค่... ผมทำเพื่อทุกคน สิ่งที่ผมทำลงไป มันอาจไม่ถูกต้องแต่ผมหวังดีกับทุกคนจริงๆ”
นาลินสะอื้น “ความหวังดีของคุณ ได้ทำลายหัวใจลูกไปแล้ว”
คนเป็พ่อชะงัก มองภรรยาแววตาหม่น
“ผมต้องรักษาสัจจะกับคนตายผมพูดไม่ได้เด็ดขาด!”
เธอยกมือทุบอกสามี น้ำตาไหลรินอยากถามแต่ตอนนี้ไม่อยากรู้ แค่เขากลับมา เริ่มต้นใหม่ก็ดีแล้ว
ภาพจากกล้องถูกส่งให้ดูทินภัทรมองรูปมากมายในนั้น หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นใบหน้าของผู้หญิงที่เขาเคยหมายปองกรามถูกขบแน่น เมื่อเห็นภาพชายอีกคนซึ่งเป็ฆาตกรฆ่าพ่อ ได้รับอิสรภาพยังมีหน้ามายิ้มระรื่น พวกมันมีความสุข แต่ครอบครัวของเขาต้องเ็ปทำใจให้ลืมก็ยังไม่ได้ ทรมานอยู่กับฝันร้ายซ้ำๆ
“พวกมันขายของกันดีไหมที่ร้านนั้น”เขาถามเสียงเข้ม ดวงตายังคงจ้องมองภายในกล้อง
“ขายดีมาก ลูกค้าเยอะทีเดียว” สมภพตอบ
“คงมีความสุขกันมากสินะถึงได้ยิมหน้าบ้านแบบนี้” เขาคำรามในลำคอ สมภพทำได้แค่เงียบ ไม่ให้ความเห็นใดๆ
เขาวางกล้องไว้ตรงหน้าเพื่อนแล้วระบายลมหายใจ
“รายได้ดีแค่ไหน ที่ร้านขนมเค้ก”
“เกือบหมื่นต่อวันล่ะมั้ง เท่าที่คำนวณรู้สึกว่าจะส่งขนมเค้กขายตามร้านด้วย”
รอยยิ้มเหี้ยมผุดจากริมฝีปากดวงตาเรียวคมหรี่ลง
“ไปสืบให้หน่อยว่าขายที่ไหนบ้าง”
“ได้จะไปสืบให้”
เสียงประตูปิดลง สมภพออกจากห้องไปร่างสูงใหญ่ลุกยืนมือล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วเดินมาหยุดตรงหน้าต่างวิวกรุงเทพยามค่ำคืนยังคงสวยเหมือนเดิม แต่เขาไม่อาจชื่นชมเมื่อความแค้นมันฝังแน่นในอก พวกมันต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำกับครอบครัวของเขาเกมนี้กำลังจะเริ่ม
ซองเอกสารถูกวางตรงหน้าทินภัทรหยิบมาเปิดดูด้านใน เห็นรายชื่อร้านอาหารราวสี่สิบรายชื่อ คิ้วเข้มขมวดริมฝีปากกระตุก มองกระดาษแววตาเยือกเย็น เขาวางมันลงตรงหน้า แล้วผสานมือช้อนสายตามองสมภพ
“มีแค่นี้เหรอ” เขาถามเสียงเบาทว่าในใจกลับครุกรุ่นด้วยแรงแค้น
“ใช่ มีแค่นี้”
“ไม่น้อยเลย” เสียงละเมอออกจากปาก“คงใช้เวลาสักพักกว่าจะจัดการเรียบร้อย”
“คิดจะทำอะไรทิน” สมภพถามเสียงเครียด
เขาชะงักแล้วมองเพื่อน
“ก็ทำให้พวกมันไม่เหลืออะไรต้องดิ้นรนทุกข์ทรมานเหมือนที่ฉันเป็ไง” น้ำเสียงเยือกเย็นบอกแก่เพื่อนเขาไม่มีทางเห็นฆาตกรเสวยสุขแน่
“แต่คนอื่นไม่เกี่ยวไม่ใช่เหรอทิน”
“ไม่เกี่ยวยังไง” ทินภัทรย้อนถามเพื่อน
“นายณัฐกรนั้นผิดอยู่แล้วแต่ลูกของเขาสองคนไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย”
ปัง!
เสียงทุบโต๊ะดังแววตาวาวโรจน์มองเพื่อนอย่างไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“ทั้งที่พวกนั้นรู้ว่าพ่อตัวเองทำผิดยังยิ้มหน้าระรื่นมีความสุขตอนพ่อออกจากคุกมันเคยสำนึกในสิ่งที่ทำกับครอบครัวฉันบ้างไหม พวกมันทำมาหากินกอบโกยเงินทองมากมายโดยไม่เคยนึกถึงครอบครัวฉันสักนิดเดียว!”
สมภพไม่อยากขัดแย้งกับเพื่อนเลยตัดสินใจเงียบ คนโมโหเลยทรุดกายลงนั่งอีกครั้ง
“ขอบใจมากภพ นายไปพักผ่อนเถอะ”
ชายหนุ่มระบายลมหายใจแล้วก้าวออกจากห้อง ทินภัทรยกหูโทรศัพท์ติดต่อลูกน้องทันที
“ภาวิทย์เข้ามาพบฉันหน่อย”
“ได้ครับท่านประธาน”
ภาวิทย์ก้าวเข้ามาในห้องผสานมือไว้ด้านหน้า เมื่อหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานเ้านายทินภัทรวางเอกสารรายชื่อร้านอาหารที่สั่งซื้อขนมจากศัตรูไว้ตรงหน้า
“นี่คือ...” ภาวิทย์ถามสีหน้ามึนงง
“ติดต่อร้านพวกนี้แล้วบอกพวกเขาว่าให้ยกเลิกการสั่งซื้อขนมจากร้านอิงอุ่น โดยมีผลตอบแทนหนึ่งล้านบาทพร้อมขนมจากร้านเบเกอรี่ชื่อดัง ที่จะจัดส่งให้ทุกวัน”
ลูกน้องหน้าถอดสีไม่เข้าใจว่าทำไมเ้านายต้องลงทุนกับร้านพวกนี้ด้วย
“แน่ใจแล้วเหรอครับ” ภาวิทย์ถามด้วยความหนักใจ
“สั่งให้ไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ!”
“ได้ครับ”เขารีบก้มหน้ารับคำแล้วเดินออกจากห้องไป
เสียงโทรศัพท์ในร้านกระทั่งมือถือดังระงมไม่หยุด เนตรอัปสรรับสายสีหน้าเครียดราวสิบนาทีจึงวางลงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผ่านไปไม่นานโทรศัพท์ดังขึ้นอีก เป็เช่นนี้ครึ่งวันหญิงสาวมองรายชื่อร้านอาหารที่เคยสั่งขนมสี่สิบเอ็ดร้านโทรมาขอยกเลิกออเดอร์ทั้งหมด พรุ่งนี้ไม่มีร้านไหน้าขนมอีกแล้วมือบางยกกุมขมับสีหน้าเครียด มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เกิดอะไรขึ้นเหรอลูก” นาลินถามบุตรสาวเมื่อเห็นสีหน้า
“ร้านอาหารที่สั่งขนมเราขอยกเลิกออเดอร์ครับแม่”นวฤทธิ์ตอบแทน
คนเป็พ่อขมวดคิ้วสีหน้าเครียดไม่คิดว่าพอตนเองมาอยู่ด้วย ลูกจะเกิดปัญหาแบบนี้ หรือเพราะเขาเป็คนขี้คุกลูกค้าเลยไม่อยากสั่ง
“เพราะพ่อหรือเปล่า พ่อไม่ดีเองลูก”
สองพี่น้องจ้องมองบิดา“พ่ออย่าพูดแบบนี้สิคะ!”
“ใช่พ่อ มันไม่เกี่ยวเลยไม่มีใครรู้เื่นี้ อาจเกิดปัญหากับขนมของเราหรือเปล่า” นวฤทธิ์แย้งอีกคน
ทำอย่างไรก็คิดไม่ออกถ้าหากขนมมีปัญหาทางร้านสั่งไปก็ต้องบอกเหตุผลแต่นี่ไม่มีอะไรเลยนอกจากบอกว่าทางร้านมีปัญหาเื่เงินแทบทุกร้าน
“ไม่ใช่หรอกพี่ว่า ถ้ามีปัญหาที่ขนมเขาก็ต้องบอกนี่บอกพี่แค่เื่ปัญหาการเงิน!”
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะลูก”นาลินถามเสียงเครือ หากขาดรายได้ตรงนี้ไปคงแย่แน่
“เนตรจะลองเอาขนมเราไปให้ร้านอื่นชิมดูค่ะ”
นวฤทธิ์พยักหน้าช้าๆเมื่อมีความคิดตรงกับพี่สาว แต่เขาคงปล่อยไปไม่ได้ มันแปลกที่อยู่ดีๆ ร้านอาหารที่ทำธุรกิจกับเราจะยกเลิกหมดทุกร้านแบบนี้
ตี๊ด!
เสียงมือถือดังขึ้นเนตรอัปสรรีบหยิบขึ้นมาแล้วกดรับสาย
“ค่ะ”
“สวัสดีคะดิฉันโทรจากบริษัทไคลแม็กซ์นะคะ”
“อ๋อค่ะ” บริษัทนี้เธอรู้จักแต่ระหว่างบริษัทชื่อดังกับร้านขนมเล็กไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน แล้วเธอคนนี้โทรมาทำไม
“ดิฉันอยากสั่งขนมคุณสักหน่อยน่ะค่ะ”
คนฟังตาลุกวาวขึ้นมาทันทีไม่คิดว่าโชคจะเข้าข้าง
“ค่ะ จะสั่งอะไรบ้างคะ!”
“สั่งวันละสามร้อยชิ้นนะคะเอาเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม เค้กมะพร้าวใบเตย มาการอง ขนมปังเนยสด ขนมปังไส้ครีมขนมเปี้ยไข่เค็ม อย่างละห้าสิบชุดค่ะ”
หญิงสาวรีบจดออเดอร์ “ค่ะ”
“มาส่งเจ็ดโมงนะคะ เอาไว้ที่รปภ.หน้าบริษัทได้เลย เดี๋ยวรปอ. จะจ่ายเงินให้คุณเองค่ะ”
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”เธอวางสายแล้วถอนหายใจ หันมายิ้มกว้างกับครอบครัว“พรุ่งนี้มีออเดอร์สามร้อยชิ้นค่ะแม่!”
ทุกคนยิ้มด้วยความดีใจ ไม่คิดว่าจะโชคดีแบบนี้
ประตูห้องทำงานเปิดออกเ้าของห้องเงยหน้าจากหน้าจอคอมจ้องมองลูกน้อง ภาวิทย์ก้าวเข้ามาแล้วยืนตรงหน้า
“ผมจัดการเื่ที่ท่านประธานสั่งเรียบร้อยแล้วครับ”
ประธานหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก“แล้วสั่งให้มาส่งวันไหน”
“พรุ่งนี้ตอนเจ็ดโมงเช้าครับ”
“ดี!สั่งต่อไปอีกติดกันสักห้าวันแล้วกัน”
“ได้ครับ”
ภาวิทย์ออกจากห้องทว่ากลับมีหญิงสาวหน้าตาโฉบเฉี่ยวทันสมัยเข้ามาแทนดาวรีย์ยิ้มกว้างทันทีที่พบหน้าเ้าของห้อง เธอทรุดกายนั่งบนโซฟาแล้วเท้าค้างจ้องมอง ทินภัทรยิ้มกว้าง
“มาทำอะไรครับวันนี้” เขาแสร้งถาม
“แกล้งลืมหรือคะ?”
เขาแสร้งกรอกตาไปมา “ไม่รู้สิครับอยากทานอะไรล่ะครับ”
คนถูกเอาใจเลยยิ้มหวานให้ทันที
“อาหารญี่ปุ่นค่ะ อยากทานมาก”
“ไปเดินแบบมาเหนื่อยเหรอครับ”
“นิดหน่อยค่ะ”
เขาก้มหน้ามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อ“รอผมสักครู่นะครับ ขอทำงานให้เสร็จก่อน”
“ได้ค่ะ”
เวลาผ่านไปราวชั่วโมงริมฝีปากบางเริ่มเม้มสนิท ก่อนหน้าเธอเดินสวนกับภาวิทย์ซึ่งปกติแล้วภาวิทย์จะไม่ค่อยได้เข้าห้องประธานสักเท่าไหร่เพราะต้องคอยผสานงานกับต่างประเทศ แต่วันนี้มาห้องนี้มันน่าแปลกมาก
“เอ่อทินคะ”
คนถูกเรียกเงยหน้าจากจอคอมแล้วมองเพื่อนสาวคนสนิท
“ครับ”
“คุณภาวิทย์มาทำไมเหรอคะวันนี้”
คนถูกถามชะงักเล็กน้อย
“ผมวานให้คุณภาวิทย์ทำธุระให้น่ะครับ”เขาบอกตามตรง
“ธุระอะไรเหรอคะ”
ชายหนุ่มยิ้มเศร้า “เื่ศัตรูของผม!”
คนถามเงียบไม่เอ่ยอะไรอีกตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอรู้ว่าเขารู้สึกเช่นไร ต้องสูญเสียพ่อที่เป็เสาหลักเธอเข้ามาช่วยเหลือประคับประคองเขาในเวลานั้นตัวทินภัทรเองเป็ผู้ชายที่เก่งมากคนหนึ่งเขาฝ่าฝันอุปสรรคมากมายจนกลายเป็ประธานบริษัทั์ใหญ่
สีหน้าแววตาของทินภัทรบ่งบอกให้รู้ว่าความเ็ปในอดีตไม่จางหาย เธอเองไม่อยากให้เขาจมอยู่กับความทุกข์เช่นนี้เลยแต่มันไม่มีหนทาง หรือการแก้แค้นที่เขา้าจะเป็หนทางช่วยปลดปล่อยให้ทินภัทรมีความสุขได้
“แล้วจะแต่งงานกับดาวเมื่อไหร่ล่ะคะ”ดาวรีย์แสร้งถาม เพื่อให้อีกฝ่ายยิ้มออก
เขาหันมาสบตา “แต่งตอนนี้เลยไหม”
หญิงสาวยิ้มกว้าง “เอาจริงเหรอคะ!”
“จริงสิครับ”
คนตัวเล็กหน้างอ “ไม่เอาดีกว่าค่ะทินทำแต่งาน เดี๋ยวดาวเหงาแย่ ขอเป็โสดไปก่อนดีกว่า”
ทินภัทรหัวเราะในลำคอทำเอาคนคาดหวังเช่นเธอพลอยโล่งใจระคนดีใจไปด้วยอย่างน้อยได้เห็นรอยยิ้มของเขาก็ยังดี
ขนมสามร้อยชิ้นถูกขนวางไว้ตรงเบาะหลังและช่องเก็บสัมภาระของรถ เนตรอัปสรตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้งแล้วรีบนั่งเบาะหน้าเพื่อเดินทางไปส่งตามความ้าของลูกค้านวฤทธิ์ทำหน้าที่สารถี ให้พ่อกับแม่เฝ้าร้าน
รถจอดตรงลานกว้าง สองคนเปิดประตูลงมานวฤทธิ์นำรถเข็นมากางออก แล้วหยิบกล่องโฟมบรรจุขนมมาวางไว้เนตรอัปสรถือถุงขนมติดตามจนถึงหน้าบริษัท พนักงานรักษาความปลอดภัยออกมารอบรับพร้อมหญิงสาวหน้าตาสะสวย เธอยกมือไหว้ แล้วรับของ
“ขอบคุณมากค่ะ” เนตรอัปสรบอก
“นี่ค่าขนมของคุณค่ะ”พนักงานสาวส่งซองใส่เงินให้ เนตรอัปสรรับมา ก่อนหยิบกระดาษโน้ตส่งให้มาอีก “ส่วนนี้เป็ออเดอร์ของวันพรุ่งนี้นะคะ”
นวฤทธิ์คลี่ยิ้มออกมาด้วยความยินดีเนตรอัปสรสบตาน้องแล้วระบายยิ้ม
“ได้ค่ะพรุ่งนี้ส่งตรงนี้ที่เดิมใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ”
สองคนเดินกลับมาที่รถแล้วเปิดประตูประจำที่คนขับ นวฤทธิ์เคลื่อนรถออกเพื่อกลับร้านทันที
การกระทำของทั้งสองอยู่ในสายตาของประธานบริษัทเขานั่งอยู่ในรถไม่ห่างกันมากนัก เมื่อนวฤทธิ์เคลื่อนรถส่วนตัวออกเขาเลยหันไปสั่งลูกน้อง
“วิฑูรย์ออกรถขับไปให้เฉี่ยวท้ายคันหน้านั้น!”
คนถูกสั่งหันมาสีหน้าสับสน“แน่ใจเหรอครับท่านประธาน”
“สั่งให้ทำอะไรก็ทำไป!”
“ครับๆ ได้ครับ”
รถเคลื่อนออก ไล่จี้รถคันหน้าติดก่อนเหยียบคันเร่ง
โครม!
เ้าของรถคันหน้าชะงักเมื่อทรวงอกกระแทกหน้ารถนวฤทธิ์มองผ่านกระจกเห็นคนขับรถที่ชนก้าวลงมาเขาเลยเปิดประตูแล้วตรงไปหาเพื่อเจรจา
“ขอโทษด้วยครับ” วิฑูรย์บอกแล้วยิ้มแห้งๆ
“รถก็ไม่มีนะครับ ทางก็กว้างคุณไม่น่าชนเลย!” นวฤทธิ์บ่น
“เรียกประกันดีกว่าครับ”
ทินภัทรมองลูกน้องพูดคุยกับศัตรูดวงตาเรียวคมหรี่ลง เมื่อเห็นหญิงสาวเปิดประตูลงมา เนตรอัปสรเห็นแต่ในรูปตัวจริงกลับงดงามยิ่งกว่า นับวันเธอยิ่งผุดผาดจนหัวใจเขาเต้นไม่เป็จังหวะ ถ้าหากเราไม่ได้เป็ศัตรูกันเขาคงจริงจังกับผู้หญิงคนนี้แน่นอน
“ตกลงกันได้หรือยังฤทธิ์”เสียงหวานถามน้อง แล้วมองคนขับรถคันที่ชนวิฑูรย์จ้องมองใบหน้างดงามของหญิงสาวที่มาสมทบ ทำเอาใจเขาสั่นทีเดียว
“เรียกประกันสิครับ!”นวฤทธิ์บอกเสียงแข็ง คนได้ยินสะดุ้งแล้วรีบยกมือถือมากดโทรหาประกันทันที
“คงนานแน่ใช่ไหมฤทธิ์”คนเป็พี่ถามเสียงเครียด
“ก็คงสักพักครับพี่เนตร”
“พี่นั่งแท็กซี่กลับไปก่อนแล้วกันเป็ห่วงพ่อกับแม่อยู่ร้านกันแค่สองคน”
“ครับ”
เนตรอัปสรกลับไปหยิบกระเป๋ามาสะพายแล้วเดินตรงไปยังป้ายรถเมล์หน้าบริษัททันที ทินภัทรรีบข้ามจากเบาะหลังแล้วนั่งด้านหน้าแทนขับเคลื่อนรถออกไปอย่างรวดเร็ว จนนวฤทธิ์งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับวิฑูรย์
ร่างบางหยุดยืนรอรถสายฝนเริ่มเทกระหน่ำลงมา เธอถอนหายใจมองสายฝนด้วยความเศร้าเหมือนย้อนกลับไปสู่วันวาน ครั้งเมื่ออยู่บ้านเก่า ที่เคยเดินกลับบ้านกับพี่ทินพี่ชายแสนดี ในวันนั้นเขายอมเปียกเพื่อกางร่มให้
ซ่า!
ยังไม่ทันได้ละความคิดน้ำข้างทางกระเด็นมาใส่ร่างบนป้ายรถเมล์จนเปียกโชก รถคันนั้นจอดนิ่งทินภัทรจ้องมองแล้วขบกรามแน่น
แค่นี้มันยังน้อยไป!
เขานึกคำรามในใจ แล้วเคลื่อนรถออกไปปล่อยให้หญิงสาวยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้น