“เย่วชิงจำคำปู่ไว้ โลกภายนอกเต็มไปด้วยมนุษย์ซึ่งมากไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเป็นผู้ร้ายในคราบผู้ดี ซ่อนดาบในรอยยิ้ม เจ้าต้องรู้จักพิจารณาให้ดีอย่าหลงกลคนชั่วร้าย”
“บอกจนท่องจำได้หมดแล้วท่านปู่”
“เจ้านี่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาไม่ย้ำเตือนก็ลืมหมด”
“มันจำยากนี่”
“คนก็เหมือนสุรานั่นแหละมีทั้งบาดคอ ฝาดขม หวานล้ำ บางชนิดดื่มแล้วชวนให้หลงใหล หิวกระหายกว่าจะรู้ตัวว่าเคลือบยาพิษร้ายก็กัดกินลำไส้ขาดไม่รู้ตัว”
เย่วชิงลืมตาตื่นคำเตือนของปู่ก้องอยู่ในหู นางพยายามจะยันตัวลุกขึ้นแต่ยังรู้สึกมึนหัวจนต้องล้มตัวลงนอนต่อจำได้ว่าเมาสุรามานอนอยู่บนเรือของท่านน้า จู่ๆ ก็มีบุรุษรูปงามผู้หนึ่งบนเรือสีขาวมาขวางทางไว้สนทนากับท่านน้าชั่วครู่ แล้วออกปากยกขลุ่ยให้กับนาง
กงจื๊อผู้นั้นชั่วร้ายยิ่งเคลือบพิษร้ายไว้บนขลุ่ย
แล้วใครกันที่กลายเป็นเหยื่อ
คนช่วยเหลือนางคงเป็นท่านน้าเจ้าของเรือผู้นั่นเองแม้จะรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้างแต่คิดว่าพิษคงถูกกำจัดแล้วเมื่อนั่งลมปราณก็พบว่าทุกอย่างปกติดี เพียงแต่อ่อนแรง และมีความอยากบางอย่างเกิดขึ้นจนเกิดเสียงเลื่อนลั่นในกระเพาะ
สุราอยู่ไหน
ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินอยู่หน้าประตูทำให้เย่วชิงล้มตัวลง ดึงผ้าห่มคลุมถึงหน้าอก แกล้งหลับตาลง รับรู้ได้ว่ามีคนผู้หนึ่งมายืนอยู่ข้างเตียงเย่วชิงหรี่ตามอง เห็นท่านน้าทางด้านหลัง ผมยาวถูกรวบไว้เป็นระเบียบ ไหล่กว้าง ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะใช้ชาวประมงหรือชาวบ้านธรรมดา เห็นกงจื๊อชั่วร้ายผู้นั้นเรียกท่านน้าว่า “คุณชายหลี่”ราวกับสนิทสนมกันดี พลังฝีมือดูแล้วมิใช่ชนชั้นธรรมดาเช่นกัน
“ตื่นได้แล้วมาดื่มยาเทียบนี้เสียก่อน”
ร้ายกาจนักแค่เดินเข้ามาในห้องเพียงชั่วครู่ก็จับได้ว่านางแกล้งทำเป็นนอนสลบไสลยิ่งมายิ่งน่าสนใจนัก
“ท่านน้า”นั่งหันหลังให้ ดูเหมือนกำลังสาละวนทำบางอย่างอยู่บนโต๊ะกลิ่นหอมบางอย่างลอยเตะจมูก ทำให้เย่วชิงอดรนทนไม่ได้ย่องลงจากเตียงอย่างแผ่วเบาอยากเห็นหน้าของผู้ช่วยชีวิตเต็มแก่แล้ว
ทันใดนั้น“ท่านน้า” ก็หันหน้ามา ยื่นจอกยาให้
“อาเฟยรีบทานยาแล้วนอนพักชั่วครู่ก็จะดีขึ้นเอง”
เย่วชิงอ้าปากค้าง“ท่านน้า” มีใบหน้าเรียวยาว คิ้วดกหนา ประกายตาเจิดจ้าแต่กลับมีริมฝีปากเรียวบางดั่งอิสตรีเป็นบุรุษรูปงามยิ่งกว่าคุณชายชุดขาวผู้นั้นเสียอีก มีตาแต่ไร้แววจริงๆ หลงเรียกชื่อว่า“ท่านน้า” อยู่นานสองนาน
“รับไปสิ”
นางพยักหน้ายื่นมือรับจอกยาแล้วดื่มจนหมด รสชาติขมยิ่งนัก
“มาเถอะนั่งพักชั่วครู่”
เย่วชิงรับคำแล้วเดินไปทรุดนั่งบนโต๊ะแล้วต้องทำตาโต เห็นหมั่นโถววางอยู่ใกล้กับกระปุกสุรา
“เจ้าหิวก็กินหมั่นโถวรองท้องไปก่อนแต่สุราแตะไม่ได้ เพิ่งทานยา อาการเพิ่งทุเลา”
“คุณชายหลี่”พูดเสียงกังวานและเทสุราลงจอก ทำให้คนนั่งมองได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ
“โชคดีนัก ยาพิษนั้นไม่รุนแรงนัก”
เย่วชิงครุ่นคิดในใจระหว่างสลบไปคุณชายหลี่ได้ค้นตัวนางหรือเปล่าถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะต้องรู้ความจริงนะสิ แต่ดูแล้วไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
“เจ้านอนพักอีกวันสองวันก็หายดีแล้ว”
“ที่ไหนที่ไหนกัน”
“เป็นโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง”
นางร้องอ้อไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี
“ขอโทษด้วยที่พลอยทำให้เจ้าเดือดร้อน”
“ช่างเถอะ”เย่วชิงตอบแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “คุณชายผู้นั้นเป็นศัตรูคู่แค้นกับท่านหรือ”
“นั่นคืออู๋ซีไม่ใช่ชนชั้นธรรมดา หากเจอหนหน้าเจ้าต้องพยายามหลีกหนีให้ไกล”
งั้นท่านเล่าก็เช่นเดียวกันไม่ใช่หรือนางนึกในใจ แม้จะใส่เสื้อผ้าธรรมดา แต่ประกายในแววตานั่นบ่งบอกว่า “คุณชายหลี่” คงเป็นมังกรซ่อนกายเช่นเดียวกัน
“เจ้านอนพักก่อนข้าจะไปธุระข้างนอก”
นางพยักหน้าความสนใจใคร่รู้ในตัวของ “ท่านน้า” ทวีขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เย่วชิงชอบบรรยากาศคึกคักจนดูวุ่นวายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้นัก ผู้คนมากมายอยู่ทางด้านล่าง เสียงหัวเราะปนไปกับเสียงแก้วกระทบกันกลิ่นอาหารหอมกรุ่น ที่สำคัญคือสุรารสเลิศเป็นเหตุให้ไม่สามารถนอนจับเจ่าอยู่บนห้องต่อไปได้ ต้องเดินลงมาหาโต๊ะว่างนั่งแต่ยังไม่ทันสั่งอะไร เสี่ยวเอ้อรูปร่างผอมแห้งเดินมาแจ้งว่ามีคุณชายท่านหนึ่งสั่งอาหารไว้ให้แล้วและเพียงไม่นานทั้งโต๊ะก็เต็มไปด้วยจานอาหาร ทั้งเนื้อวัวหมัก หมี่ขาหมูขาหมูไฟแดง ปลาสามรส ยังมีน้ำชาอยู่อีกป้านหนึ่ง
แต่สิ่งที่ขาดหายไปก็คือ
“คุณชายท่านนั้นบอกว่าห้ามนำเหล้ามาให้อย่างเด็ดขาด”
ฆ่ากันให้ตายไปเลยดีกว่ามั้งปีศาจสุราแต่ถูกสั่งห้ามดื่ม แถมยังมานั่งมองคนในโต๊ะอื่นดื่มให้เห็นอีกต่างหาก
แต่เย่วชิงทำได้ก็เพียงแค่ฟุบหน้าลงเอามือทุบโต๊ะเสียงดังด้วยความคับแค้นใจแล้วเหลือบไปเห็นเงาร่างสายหนึ่งอยู่บนพื้น เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบเห็นท่านน้ายืนอยู่ใส่เสื้อยาวสีเทาธรรมดา แต่ในมือกุมกระบี่งามเล่มหนึ่งไว้ ดูสะดุดตาด้วยบุคลิกเรียบง่ายแต่กลับสูงส่งอย่างบอกไม่ถูก
“คุณชายหลี่”
บุรุษหนุ่มทรุดลงนั่งตรงข้ามหันไปสั่งสุรากับคนรับใช้
“เรียกข้าท่านน้าอย่างเดิมเถอะ”
นางได้แต่พยักหน้าแล้วกลืนน้ำลายลงคอเมื่อเห็นคุณชายรูปงามเทสุราลงจอก
“อยากดื่มสุราละสิ รอให้หายดีก่อนดีกว่า”
เย่วชิงได้แต่ย่นจมูกคีบเนื้อวัวหมักเข้าปาก แต่นึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน โดนท่านปู่ด่าบางครั้งก็ถึงขั้นโดนลงโทษ แต่ก็ไม่เคยหยุดความดื้อของนางไว้ได้ แต่ทำไม “ท่านน้า”พูดเรียบๆ น้ำเสียงสุภาพ กลับทำให้เชื่อฟัง ไม่คิดจะเถียงเลยสักแอะ
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
นางวางตะเกียบลงแยกเขี้ยว ยิงฟัน ตอบไปว่า
“มาตามหาคนนะท่านน้า”
“ใครกัน”
“ศิษย์พี่”
“ท่านน้า” เอามือกอดอกจ้องมองด้วยท่าทีสนใจ
“เราหนีออกมาจาก… เอ๊ย” เย่วชิงชะงักคำพูดไว้แค่นั้น “พวกเรามาจากหมู่บ้านเดียวกัน ที่ไหนได้พอมาถึงเมืองนี้ดันแอบหนีไปเสียได้เจอตัวเมื่อไหร่ละก็น่าดู”
เย่วชิงนึกถึงพวกตัวแสบเหล่านั้นขึ้นมาก็ให้นึกแค้นใจท่านปู่สอนแล้วอย่างไว้ใจคน โดยเฉพาะมนุษย์ผู้ชาย แต่ใครเล่าจะคิดว่าเป็นคนกันเองโดยเฉพาะศิษย์พี่ของนาง ท่าทางเซื่องๆ ซึมๆ ไม่คิดว่าจะเป็นไปกับเขาด้วย คงเป็นลูกสมุนอ้วน-ผอมตัวแสบนั่นแหละยุยงส่งเสริม
“ข้าอยากจะช่วยเหลือเจ้าตามหาคนเหมือนกันแต่มีงานต้องเร่งทำ”
หญิงสาวหรี่ตางานของท่านน้าช่างน่าสนใจนักจะเกี่ยวข้องกับคุณชายชุดขาวที่ชื่ออู๋ซีนั่นหรือเปล่านะ
“ไม่เป็นไรท่านน้าข้ารู้ว่าศิษย์พี่มีเป้าหมายอยู่เมืองไหน เดินทางจากที่นี่ไม่กี่วันก็ถึงแล้ว”
“คุณชายหลี่” เดินขึ้นไปห้องพักชั่วครู่ก็เดินลงมาพร้อมถุงผ้าและวางลงตรงหน้านาง
“มีเสื้อผ้าผู้ชายขนาดน่าจะพอดีกับเจ้าแล้วก็มีเงินกับยาบำรุง เอาไว้ใช้เถอะ”
นางก้มลงมองถุงผ้าเม้มริมฝีปากแน่น โชคดีนักที่ได้มาเจอคุณชายผู้นี้ ฟ้าบันดาลจริงๆ
“ดูแลตัวเองให้ดีๆ”ท่านน้าบอก ยกสุราขึ้นจิบ “ค่าห้องข้าจ่ายให้หมดแล้วตอนเจ้าออกจากที่นี่ไปแจ้งกับเถ้าแก่ด้วยนะอาเฟยข้าหาม้าให้เจ้าใช้เดินทางไว้แล้ว”
เย่วชิงตาแดงๆตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออก บุรุษผู้หนึ่งหากมีน้ำใจช่วยเหลือคนทั่วไปหรือโฉมสะคราญผู้หนึ่งย่อมเป็นเรื่องธรรมดาแต่นางซ่อนตัวในร่างของหนุ่มน้อยหน้าตามอมแมม แต่งตัวเหมือนขอทาน นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“อย่าเพิ่งไป”นางส่งเสียงเรียก
“มีอะไร อาเฟย”
“เรานับว่าเป็นคนรู้จักกันแล้วอยากรู้ว่าท่านมีชื่อเรียกว่ากระไร”
“ท่านน้า”จ้องมองหน้านางนิ่งนาน ก่อนพูดออกมาว่า
“ข้ามีชื่อว่าหลี่มู่”
หลี่มู่เย่วชิงทวนคำ