
กลุ่มของเรย์นั่งรวมตัวพักผ่อนอยู่ที่มุมหนึ่งภายในบริเวณส่วนของทางเดินยาวผนังกระเบื้องสีขาวที่ดูสะอาดสะอ้านและป้ายบอกทางสีเหลืองที่ช่วยระบุเส้นทางต่างๆ ยิ่งเพิ่มความรู้สึกถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้ในสภาพแวดล้อมที่ดูเรียบง่ายเช่นนี้แต่ทุกคนกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกปลอดภัยเล็กน้อย แตกต่างจากบรรยากาศมืดชื้นที่พวกเขาเคยเผชิญมา
ยังนับว่าโชคดีที่บริเวณนี้มีทั้งตู้กดน้ำและอาหารสำเร็จรูปแบบอัตโนมัติช่วยกอบกู้สถานการณ์ขาดแคลนอาหาร บรรรเทาความหิวและความอ่อนล้าทำให้ทุกคนมีสภาวะจิตใจที่ดีขึ้นไม่มากก็น้อย
เสียงน้ำกดจากตู้และเสียงเปิดฝาถ้วยบะหมี่เป็นสิ่งเดียวที่ช่วยเยียวยาจิตใจในตอนนี้
กาโต้เดินกลับมาพร้อมถ้วยบะหมี่สองถ้วยวางถ้วยหนึ่งตรงหน้าเรย์ และยืนซดบะหมี่ร้อน ๆ ถ้วยตัวเองอย่างรวดเร็วระหว่างนั้นก็อัปเดตสถานการณ์ภายนอกทั้งหมดให้ซาบุโร่กับยูกิมิฟังไปด้วย
“งั้นเหรอคะท่านประธานกับคุโจคนนั้นมาด้วยตัวเองแบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย”
ยูกิมิพูดขึ้นน้ำเสียงของเธอมีความโล่งใจชัดเจน ซาบุโร่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเธอตลอดมาพวกเขาเหมือนคนหูหนวกตาบอดที่ไม่สามารถรับรู้สถานการณ์ภายนอกได้ในที่สุดความกังวลเหล่านั้นก็ได้รับการคลี่คลาย
“แต่ดูจากความเสียหายที่กลุ่มฮันเตอร์จำนวนมากได้รับฉันละอยากรู้ว่าราชาของที่นี่ร้ายกาจแค่ไหนกัน”
กาโต้ตั้งคำถามอย่างสงสัยหวังว่าจะได้ข้อมูลจากคนที่เคยมีประสบการณ์เผชิญกับมันโดยตรงมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างซาบุโร่และยูกิมิ
“เชื่อฉันเถอะว่าคุณไม่อยากเจอกับมันแน่ถ้านับเฉพาะในประเทศนี้ฉันเกรงว่าคนที่สามารถดวลตัวต่อตัวกับมันได้คงมีแค่สองคนเท่านั้น”
ซาบุโร่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของยูกิมิและพอจะคาดเดาได้ว่าสองคนที่อีกฝ่ายว่าหมายถึงคือใคร
“ช่วยเล่าให้ฟังทีได้ไหมครับว่าเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นได้ยังไง ทำไมราชาถึงหลุดออกจากอาณาเขตของมันได้”
เรย์ซึ่งนั่งอยู่ข้างคางูยะเอ่ยถามสิ่งที่เขาสงสัยซาบุโร่และยูกิมิจึงผลัดกันเล่าสถานการณ์ทั้งหมดผ่านมุมมองของตัวเองตั้งแต่ทุกอย่างได้เริ่มต้น รวมถึงเสริมรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ชายที่เรย์จัดการไปซึ่งเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด
“ผู้ชายที่ผมจัดการไปคนนั้นน่ะหรือครับ?”
“ใช่หมอนั่นเป็นคนที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันแย่ลงแบบนี้แหละ... แต่ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยนะว่านายจะสามารถเอาชนะหมอนั่นได้”
ซาบุโร่พยักหน้ารับคำถามจากเรย์ในสีหน้าผ่อนคลายลงหลายส่วน
นับตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรกซาบุโร่สัมผัสได้ถึงลมปราณอันเบาบางจากตัวของอีกฝ่ายจนเขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองยามซูโดพ่ายแพ้
“ขอถามได้ไหมว่าพวกคุณทั้งสองสังกัดอยู่กิลด์ไหน”
กาโต้ยิ้มเล็กน้อย รู้ดีว่าคำถามนั้นของซาบุโร่ไม่ได้เจาะจงมุ่งเป้ามาที่ตนเองอย่างแน่นอน
“ฉันไม่มีสังกัดหรอกพอดีเบื่อการทำงานในระบบของกิลด์น่ะ เลยลาออกมาฉายเดี่ยวส่วนหมอนั่นเพิ่งลงทะเบียนเป็นฮันเตอร์ได้ไม่ถึงสองเดือนไม่ได้สังกัดอยู่กิลด์ไหนเหมือนกัน”
“เอ๊ะเพิ่งผ่านการตื่นรู้มางั้นเหรอ?”
ยูกิมิเลิกคิ้วอย่างสงสัยแต่เธอก็เชื่อว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่อีกฝ่ายต้องโกหก
“เรื่องมันยาวน่ะครับ”
เรย์เหลือบมองคางูยะที่ไม่ร่วมเสวนาเล็กน้อยเห็นอีกฝ่ายกำลังจิบกาแฟจากแก้วกระดาษด้วยกริยาแช่มช้อยหน้าดูชม ไม่แน่ใจว่ากำลังตั้งใจฟังบทสนทนาของพวกเขาอยู่หรือไม่
“ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เพิ่งผ่านการตื่นรู้มาจะเอาชนะเจ้าหมอนั่นด้วยการดวลได้เลยจริง ๆ นะ”
“ผมแค่โชคดีเท่านั้นที่เขาไม่อยู่ในสภาพเต็มร้อย”
เขาพูดอย่างถ่อมตัวและคิดว่าเป็นเพราะเหตุผลนั้นจริง ๆ ที่มีส่วนทำให้ตัวเองชนะมาได้
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกต่อให้เป็นแบบนั้นก็ใช่ว่านายจะสามารถไล่ต้อนหมอนั่นได้...เพลงดาบของนายน่าสนใจมากทีเดียว”
ซาบุโร่เป็นคนที่ได้เห็นการต่อสู้ของทั้งคู่ผ่านสายตาหากสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดเป็นความจริงว่าเพิ่งฝึกวิชายุทธ์ได้เพียงไม่นานก็ต้องยอมรับว่าเขาคนนี้เป็นอัจฉริยะหาตัวจับยากอีกคนหนึ่งในอนาคตข้างหน้าจะพัฒนาไปได้ไกลสักแค่ไหนกัน
“ถ้านายยังไม่มีสังกัดละก็กิลด์ของฉันยินดี— แค่ก ๆ ๆ”
พูดไปได้ครึ่งหนึ่งจู่ ๆซาบุโร่ก็ไอออกมาอย่างแรงปนลิ่มเลือด ท่ามกลางความตกใจเล็กน้อยของทุกคน
“เอาล่ะ เอาล่ะเลิกทำตัวเป็นแมวมองประจำกิลด์ แล้วรีบพักผ่อนได้แล้วโพชั่นที่เพิ่งกินไปนั่นเป็นขวดสุดท้ายที่จะรักษาชีวิตนายแล้วนะยะ”
ยูกิมิขมวดคิ้วแสดงท่าทีเหมือนพ่อแม่ที่กำลังดุลูกหลาน
ซาบุโร่พยักหน้าแค่นยิ้มจำต้องหลับตาเอนหลังพิงผนังอย่างว่าง่ายเข้าใจดีว่าหากไม่รีบฟื้นตัวก็จะกลายเป็นภาระให้กับทุกคนเปล่า ๆ
“ว่าแต่ทำไมภายในนี้ถึงยังมีไฟฟ้าใช้อยู่ได้งั้นเหรอคะ?ทั้งที่พวกเราอยู่ภายในดันเจี้ยนแท้ ๆ”
อิซึมิหันมองไปรอบ ๆก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยขณะถือถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควันฉุยส่งกลิ่นหอมยั่วยวนน้ำย่อยของตัวเองที่เพิ่งกดจากตู้
“เพราะมิติที่พวกเราอยู่กับโลกภายนอกมันเชื่อมต่ออย่างไม่ค่อยเสถียรน่ะเนื่องจากดันเจี้ยนประเภทนี้จะหลอมรวมข้อมูลของสถานที่รอบ ๆ เกทเข้ามาเพราะงั้นเราจะเห็นโครงสร้างของสถานที่ดั้งเดิม รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆจากโลกภายนอก ที่มักผสานเข้ากับดันเจี้ยนในรูปแบบอันผิดที่ผิดทาง”
กาโต้ไขข้อข้องใจให้เด็กสาวฟังที่กำลังยืนซดบะหมี่เป็นถ้วยที่สองฟัง
“ทั่วโลกตอนนี้ยังหามาตรการรับมือกับอาบีสดันเจี้ยนไม่ได้เมื่อมันเกิดขึ้น... มักมีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเสมอ แต่ยังโชคดีที่โอกาสเกิดดันเจี้ยนประเภทนี้นั้นต่ำมากเมื่อเทียบกับดันเจี้ยนรูปแบบอื่น”
ก่อนเกิดดันเจี้ยนแบบปกติ มักมีค่าอีเธอร์ผกผันแปรปรวนไม่คงที่ทำให้คำนวณช่วงเวลาปรากฏของมันได้ซึ่งแตกต่างจากอาบีสดันเจี้ยนที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และยังส่งแรงกระเพื่อมดูดทุกสิ่งมีชีวิตโดยรอบเข้าไปสร้างผลกระทบเชิงลบมากมายให้กับประชาชนทั่วไป
อิซึมิพยักหน้าเข้าใจแม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจอย่างละเอียดนัก แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดของดันเจี้ยนประเภทนี้ที่มีโครงสร้างของสถาปัตยกรรมในโลกมนุษย์ปัจจุบันผสมปนอยู่แม้ว่าส่วนอื่น ๆ จะเหมือนรังของมอนสเตอร์มากแค่ไหนก็ตาม
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ก่อนที่คางูยะจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามขึ้น
“…แล้วมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ ทำไมเธอถึงคิดเดินบนเส้นทางนี้”
เรย์เกิดลังเลขึ้นมาชั่วครู่แต่ไม่ได้เป็นเพราะคำถามของคางูยะนี้มาอย่างกะทันหัน แต่เพราะพยายามจะเลือกหาคำตอบที่อีกฝ่ายจะเข้าใจได้มากกว่าไม่แน่ใจว่าจะดีแล้วหรือไม่หากจะบอกเรื่องนี้กับเธอ
“—หากผมไม่แข็งแกร่งขึ้น...ก็จะสูญเสียสิ่งสำคัญที่เหลืออยู่ไปอีก...ผมไม่อยากจมอยู่กับความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว”
ความแข็งแกร่งมักเริ่มจากความปรารถนาที่อยากจะปกป้อง
เขาพูดผ่านความรู้สึกที่เหมือนกับเด็กที่กำลังจะถูกโกรธและเตรียมรับคำว่ากล่าวที่จะตามมาทว่าเธอกลับเงียบไปโดยไม่พูดอะไร
“—”
“...นึกว่าอาจารย์จะห้ามซะอีกนะครับ”
คางูยะเอียงคอน้อย ๆประกายตาลึกล้ำมองส่องทะลุเข้ามาถึงในดวงตาของเขา ทำให้เรย์เผลอสะดุ้งใจอยู่เหมือนกัน
“ถ้าฉันห้ามเธอจะฟังหรือเปล่าล่ะคะ...เธอโตเกินกว่าที่ฉันจะก้าวก่ายได้แล้ว ฉันคงทำได้แค่บอกว่าระวังตัวให้มากและอย่าลืมคิดถึงคนข้างหลังด้วย”
โดยทั่วไปแล้วคางูยะจะไม่พูดโกหกถ้าพบสถานการณ์ไม่ถูกใจก็จะนิ่งเงียบไปแค่นั้น
มือบางของคางูยะยื่นมาสัมผัสที่ข้างแก้มเธอเช็ดคราบเลือดที่ติดอยู่บนใบหน้าออกให้เขาอย่างแผ่วเบา สายตาของพวกเขาสอดประสาน
“ผมจะไม่ทำผิดพลาดอีก”
หากเขาอ่อนแอจนปล่อยให้เรื่องผิดพลาดแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำสองคราวนี้คงไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้แน่
“เธอจะพลาดอีกแน่นอนไม่ใช่เพราะเธอเอง แต่เป็นเพราะเรื่องแย่ ๆ มันเกิดขึ้นได้เสมอแพราะงั้นเธอไม่ควรกดดันตัวเอง ...เข้าใจไหม”
ทั้งเรย์และคางูยะต่างพากันขบคิดต่อไปเอง
สองคนสบตากันอย่างไร้เสียงดำเนินไปจนเข็มวินาทีกำลังจะวนครบหนึ่งรอบนั่นเอง
อิซึมิหันมองมาทางคางูยะ
ส่วนกาโต้ หันมองมาทางเรย์
“เอ่อ...ทั้งสองคนเป็นแฟนกันเหรอคะ?”
อึซึมิผุดสีหน้าข้องใจในท่าทางเหมือนสัตว์น้อยกำลังกัดลูกไม้จนเรย์รู้สึกอุ่นตรงใบหน้าขึ้นมาอย่างขัดกับอารมณ์หม่นหมองในใจ
รู้สึกได้ว่าทุกคนหูชันขึ้นพร้อม ๆ กันดวงตาส่อแววเป็นประกายวาววับด้วยความอยากรู้อยากเห็นเต็มพิกัด
“ไม่ใช่/ไม่ใช่ค่ะ”
ผู้ต้องสงสัยทั้งสองปฏิเสธขึ้นพร้อมเพรียงแต่ก็ไม่มีคำอธิบายอะไรตามต่อจากนั้นอีก
ผู้ตั้งคำถามพยักหน้ารับอย่างจงใจให้เกินจำเป็นครั้งหนึ่งไม่มีคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรย์กับคางูยะไปมากกว่านี้
ยูกิมิชิงส่งเสียงกระแอมไล่บรรยากาศที่ดูพิศวง เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นส่วนเกินมาได้สักพัก
“อะแฮ่ม...ฉันว่าจะไปเข้าห้องน้ำสักหน่อย อิซึมิจังไปด้วยกันไหม”
“หนูยังไม่ปวด— เอ๋~”
“ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยก็แล้วกันนะ”
ดูเหมือนเด็กสาวจะไม่เข้าใจบรรยากาศตรงหน้ายูกิมิจำต้องฝืนลากตัวออกไป ก่อนเธอจะหันไปส่งสายตาให้กาโต้
“อ่า...ฉันเองก็ขอตัวไปหาที่สูบบุหรี่สักมวนหน่อยแล้วกัน”
กาโต้กล่าวพลางมองไปยังคนอื่น ๆ ที่กระจายตัวนั่งพักอยู่รอบๆ ไม่อยากให้ควันที่พ่นออกมาไปรบกวนใครเข้า
“แล้วคุณกาโต้ไม่พักสักหน่อยเหรอครับ”
“บุหรี่ก็เป็นวิธีผ่อนคลายอย่างหนึ่งเหมือนกันนายเองเถอะหน้าซีดเชียวนะ”
เขาส่ายหัวเบา ๆ
“ผมยังไหวครับ”
สภาพจิตใจตึงเปรี๊ยะ แทบไม่ได้ผ่อนคลายหลังผ่านการควบคุมสมาธิอย่างหนักหน่วงนี่คือนิยามของคำว่าเหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจโดยแท้เรย์ผ่อนลมหายใจพลางลูบหน้าตัวเองอย่างไม่รู้ตัว
“นายต้องใช้ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดเป็นเครื่องวัดเสียบ้างถ้าตัดสินว่าควรพักก็ถอยออกมาหน่อย พวกมันคือสัญญาณเตือนภัย การปล่อยให้ร่างกายทื่อลงต่างหากที่จะเป็นปัญหา...ไม่ต้องห่วง ระหว่างนี้มีหลายคนคอยช่วยเฝ้าระวังภัยให้อยู่"
ได้ยินดังนั้น คางูยะเอียงคอน้อย ๆอย่างเป็นกังวล เธอรู้อย่างหนึ่ง เวลาเรย์บอกไม่เป็นไรหรือพูดเกี่ยวกับสภาพร่างกายตัวเอง คำพูดของเขาไม่ใคร่จะเชื่อถือได้
เรย์เหน็ดเหนื่อยหากมองจากสายตาบุคคลที่สามแล้ว ก็ดูออกว่าเขากำลังฝืนตัวเอง ทั้ง ๆที่ร่างกายอ่อนแรง แต่ยังถือทิฐิเคลื่อนไหวร่างกายมาตลอดส่วนจิตใจนั้นก็อ่อนล้าเสียยิ่งกว่าร่างกาย คางูยะเห็นเด็กหนุ่มเพียงหลุบตาคล้ายจะก้มหน้ากะพริบตาอย่างเชื่องช้าราวกับฝืนทนต่อความรู้สึกที่อยากหลับตาอยู่อย่างนั้น
"...ฉันว่าเธอควรพักสักหน่อยนะคะอย่าฝืนตัวเองให้มากนัก"
เด็กหนุ่มยิ้มรับไม่เหลือคลื่นลมความสงบนิ่งและเยือกเย็นเขาหลับตาลงปลดปล่อยภาวะตึงเครียดออกจากร่างกายที่สะสมมาตลอดวัน หลายชั่วโมงมานี้เรย์อยู่ในสมาธิชั้นสูงตลอดเวลา ความอ่อนล้าทางประสาทนี้ไม่ใช่ใครทั่วไปที่ไหนจะทนได้
คางูยะพลันรู้สึกถึงน้ำหนักอิงลงมาที่หัวไหล่ซ้ายหัวใจหญิงสาวสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเรย์ใช้หัวพิงและทิ้งน้ำหนักลงมา
“ขอบคุณนะครับที่อาจารย์ไม่เป็นอะไร”
เรย์พึมพำออกมาแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ
คางูยะรับรู้ได้ถึงความโล่งอกและอ่อนล้าในน้ำเสียงของเรย์อย่างชัดเจน
เธออ้าปากกำลังจะพูดอะไรออกมาแต่กลับได้ยินเสียงลมหายใจที่ดังเป็นจังหวะดูเหมือนเด็กหนุ่มที่ใช้ไหล่ของเธอเป็นหมอนจะหลับไปเสียแล้ว
ในใจของคางูยะมีความรู้สึกสารพัดเธอยกมือปัดเส้นผมที่ปรกใบหน้าของเรย์ออกไปด้านข้างให้อย่างนุ่มนวล
‘คงฝืนตัวเองมาตลอดเลยสินะ ขอบคุณนะคะที่หาฉันจนเจอ...เหมือนที่พ่อของเธอเคยทำ’