ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 115 ขอบคุณที่หาฉันจนเจอ

              


              กลุ่มของเรย์นั่งรวมตัวพักผ่อนอยู่ที่มุมหนึ่งภายในบริเวณส่วนของทางเดินยาวผนังกระเบื้องสีขาวที่ดูสะอาดสะอ้านและป้ายบอกทางสีเหลืองที่ช่วยระบุเส้นทางต่างๆ ยิ่งเพิ่มความรู้สึกถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้ในสภาพแวดล้อมที่ดูเรียบง่ายเช่นนี้แต่ทุกคนกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกปลอดภัยเล็กน้อย แตกต่างจากบรรยากาศมืดชื้นที่พวกเขาเคยเผชิญมา


              ยังนับว่าโชคดีที่บริเวณนี้มีทั้งตู้กดน้ำและอาหารสำเร็จรูปแบบอัตโนมัติช่วยกอบกู้สถานการณ์ขาดแคลนอาหาร บรรรเทาความหิวและความอ่อนล้าทำให้ทุกคนมีสภาวะจิตใจที่ดีขึ้นไม่มากก็น้อย


              เสียงน้ำกดจากตู้และเสียงเปิดฝาถ้วยบะหมี่เป็นสิ่งเดียวที่ช่วยเยียวยาจิตใจในตอนนี้


              กาโต้เดินกลับมาพร้อมถ้วยบะหมี่สองถ้วยวางถ้วยหนึ่งตรงหน้าเรย์ และยืนซดบะหมี่ร้อน ๆ ถ้วยตัวเองอย่างรวดเร็วระหว่างนั้นก็อัปเดตสถานการณ์ภายนอกทั้งหมดให้ซาบุโร่กับยูกิมิฟังไปด้วย


              “งั้นเหรอคะท่านประธานกับคุโจคนนั้นมาด้วยตัวเองแบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย”


              ยูกิมิพูดขึ้นน้ำเสียงของเธอมีความโล่งใจชัดเจน ซาบุโร่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเธอตลอดมาพวกเขาเหมือนคนหูหนวกตาบอดที่ไม่สามารถรับรู้สถานการณ์ภายนอกได้ในที่สุดความกังวลเหล่านั้นก็ได้รับการคลี่คลาย


              “แต่ดูจากความเสียหายที่กลุ่มฮันเตอร์จำนวนมากได้รับฉันละอยากรู้ว่าราชาของที่นี่ร้ายกาจแค่ไหนกัน”


              กาโต้ตั้งคำถามอย่างสงสัยหวังว่าจะได้ข้อมูลจากคนที่เคยมีประสบการณ์เผชิญกับมันโดยตรงมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างซาบุโร่และยูกิมิ


              “เชื่อฉันเถอะว่าคุณไม่อยากเจอกับมันแน่ถ้านับเฉพาะในประเทศนี้ฉันเกรงว่าคนที่สามารถดวลตัวต่อตัวกับมันได้คงมีแค่สองคนเท่านั้น”


              ซาบุโร่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของยูกิมิและพอจะคาดเดาได้ว่าสองคนที่อีกฝ่ายว่าหมายถึงคือใคร


              “ช่วยเล่าให้ฟังทีได้ไหมครับว่าเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นได้ยังไง ทำไมราชาถึงหลุดออกจากอาณาเขตของมันได้”


              เรย์ซึ่งนั่งอยู่ข้างคางูยะเอ่ยถามสิ่งที่เขาสงสัยซาบุโร่และยูกิมิจึงผลัดกันเล่าสถานการณ์ทั้งหมดผ่านมุมมองของตัวเองตั้งแต่ทุกอย่างได้เริ่มต้น รวมถึงเสริมรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ชายที่เรย์จัดการไปซึ่งเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด


              “ผู้ชายที่ผมจัดการไปคนนั้นน่ะหรือครับ?”


              “ใช่หมอนั่นเป็นคนที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันแย่ลงแบบนี้แหละ... แต่ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยนะว่านายจะสามารถเอาชนะหมอนั่นได้”


              ซาบุโร่พยักหน้ารับคำถามจากเรย์ในสีหน้าผ่อนคลายลงหลายส่วน


              นับตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรกซาบุโร่สัมผัสได้ถึงลมปราณอันเบาบางจากตัวของอีกฝ่ายจนเขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองยามซูโดพ่ายแพ้


              “ขอถามได้ไหมว่าพวกคุณทั้งสองสังกัดอยู่กิลด์ไหน”


              กาโต้ยิ้มเล็กน้อย รู้ดีว่าคำถามนั้นของซาบุโร่ไม่ได้เจาะจงมุ่งเป้ามาที่ตนเองอย่างแน่นอน


              “ฉันไม่มีสังกัดหรอกพอดีเบื่อการทำงานในระบบของกิลด์น่ะ เลยลาออกมาฉายเดี่ยวส่วนหมอนั่นเพิ่งลงทะเบียนเป็นฮันเตอร์ได้ไม่ถึงสองเดือนไม่ได้สังกัดอยู่กิลด์ไหนเหมือนกัน”


              “เอ๊ะเพิ่งผ่านการตื่นรู้มางั้นเหรอ?”


              ยูกิมิเลิกคิ้วอย่างสงสัยแต่เธอก็เชื่อว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่อีกฝ่ายต้องโกหก


              “เรื่องมันยาวน่ะครับ”

      

              เรย์เหลือบมองคางูยะที่ไม่ร่วมเสวนาเล็กน้อยเห็นอีกฝ่ายกำลังจิบกาแฟจากแก้วกระดาษด้วยกริยาแช่มช้อยหน้าดูชม ไม่แน่ใจว่ากำลังตั้งใจฟังบทสนทนาของพวกเขาอยู่หรือไม่


              “ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เพิ่งผ่านการตื่นรู้มาจะเอาชนะเจ้าหมอนั่นด้วยการดวลได้เลยจริง ๆ นะ”


              “ผมแค่โชคดีเท่านั้นที่เขาไม่อยู่ในสภาพเต็มร้อย”


              เขาพูดอย่างถ่อมตัวและคิดว่าเป็นเพราะเหตุผลนั้นจริง ๆ ที่มีส่วนทำให้ตัวเองชนะมาได้


              “ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกต่อให้เป็นแบบนั้นก็ใช่ว่านายจะสามารถไล่ต้อนหมอนั่นได้...เพลงดาบของนายน่าสนใจมากทีเดียว”


              ซาบุโร่เป็นคนที่ได้เห็นการต่อสู้ของทั้งคู่ผ่านสายตาหากสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดเป็นความจริงว่าเพิ่งฝึกวิชายุทธ์ได้เพียงไม่นานก็ต้องยอมรับว่าเขาคนนี้เป็นอัจฉริยะหาตัวจับยากอีกคนหนึ่งในอนาคตข้างหน้าจะพัฒนาไปได้ไกลสักแค่ไหนกัน


              “ถ้านายยังไม่มีสังกัดละก็กิลด์ของฉันยินดี— แค่ก ๆ ๆ”


              พูดไปได้ครึ่งหนึ่งจู่ ๆซาบุโร่ก็ไอออกมาอย่างแรงปนลิ่มเลือด ท่ามกลางความตกใจเล็กน้อยของทุกคน


              “เอาล่ะ เอาล่ะเลิกทำตัวเป็นแมวมองประจำกิลด์ แล้วรีบพักผ่อนได้แล้วโพชั่นที่เพิ่งกินไปนั่นเป็นขวดสุดท้ายที่จะรักษาชีวิตนายแล้วนะยะ”


              ยูกิมิขมวดคิ้วแสดงท่าทีเหมือนพ่อแม่ที่กำลังดุลูกหลาน


              ซาบุโร่พยักหน้าแค่นยิ้มจำต้องหลับตาเอนหลังพิงผนังอย่างว่าง่ายเข้าใจดีว่าหากไม่รีบฟื้นตัวก็จะกลายเป็นภาระให้กับทุกคนเปล่า ๆ


              “ว่าแต่ทำไมภายในนี้ถึงยังมีไฟฟ้าใช้อยู่ได้งั้นเหรอคะ?ทั้งที่พวกเราอยู่ภายในดันเจี้ยนแท้ ๆ”


              อิซึมิหันมองไปรอบ ๆก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยขณะถือถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควันฉุยส่งกลิ่นหอมยั่วยวนน้ำย่อยของตัวเองที่เพิ่งกดจากตู้


              “เพราะมิติที่พวกเราอยู่กับโลกภายนอกมันเชื่อมต่ออย่างไม่ค่อยเสถียรน่ะเนื่องจากดันเจี้ยนประเภทนี้จะหลอมรวมข้อมูลของสถานที่รอบ ๆ เกทเข้ามาเพราะงั้นเราจะเห็นโครงสร้างของสถานที่ดั้งเดิม รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆจากโลกภายนอก ที่มักผสานเข้ากับดันเจี้ยนในรูปแบบอันผิดที่ผิดทาง”


              กาโต้ไขข้อข้องใจให้เด็กสาวฟังที่กำลังยืนซดบะหมี่เป็นถ้วยที่สองฟัง


              “ทั่วโลกตอนนี้ยังหามาตรการรับมือกับอาบีสดันเจี้ยนไม่ได้เมื่อมันเกิดขึ้น... มักมีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเสมอ แต่ยังโชคดีที่โอกาสเกิดดันเจี้ยนประเภทนี้นั้นต่ำมากเมื่อเทียบกับดันเจี้ยนรูปแบบอื่น”


              ก่อนเกิดดันเจี้ยนแบบปกติ มักมีค่าอีเธอร์ผกผันแปรปรวนไม่คงที่ทำให้คำนวณช่วงเวลาปรากฏของมันได้ซึ่งแตกต่างจากอาบีสดันเจี้ยนที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และยังส่งแรงกระเพื่อมดูดทุกสิ่งมีชีวิตโดยรอบเข้าไปสร้างผลกระทบเชิงลบมากมายให้กับประชาชนทั่วไป


              อิซึมิพยักหน้าเข้าใจแม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจอย่างละเอียดนัก แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดของดันเจี้ยนประเภทนี้ที่มีโครงสร้างของสถาปัตยกรรมในโลกมนุษย์ปัจจุบันผสมปนอยู่แม้ว่าส่วนอื่น ๆ จะเหมือนรังของมอนสเตอร์มากแค่ไหนก็ตาม


              ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ก่อนที่คางูยะจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามขึ้น


              “…แล้วมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ ทำไมเธอถึงคิดเดินบนเส้นทางนี้”


              เรย์เกิดลังเลขึ้นมาชั่วครู่แต่ไม่ได้เป็นเพราะคำถามของคางูยะนี้มาอย่างกะทันหัน แต่เพราะพยายามจะเลือกหาคำตอบที่อีกฝ่ายจะเข้าใจได้มากกว่าไม่แน่ใจว่าจะดีแล้วหรือไม่หากจะบอกเรื่องนี้กับเธอ


              “—หากผมไม่แข็งแกร่งขึ้น...ก็จะสูญเสียสิ่งสำคัญที่เหลืออยู่ไปอีก...ผมไม่อยากจมอยู่กับความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว”


              ความแข็งแกร่งมักเริ่มจากความปรารถนาที่อยากจะปกป้อง


              เขาพูดผ่านความรู้สึกที่เหมือนกับเด็กที่กำลังจะถูกโกรธและเตรียมรับคำว่ากล่าวที่จะตามมาทว่าเธอกลับเงียบไปโดยไม่พูดอะไร


              “—”


              “...นึกว่าอาจารย์จะห้ามซะอีกนะครับ”


              คางูยะเอียงคอน้อย ๆประกายตาลึกล้ำมองส่องทะลุเข้ามาถึงในดวงตาของเขา ทำให้เรย์เผลอสะดุ้งใจอยู่เหมือนกัน


              “ถ้าฉันห้ามเธอจะฟังหรือเปล่าล่ะคะ...เธอโตเกินกว่าที่ฉันจะก้าวก่ายได้แล้ว ฉันคงทำได้แค่บอกว่าระวังตัวให้มากและอย่าลืมคิดถึงคนข้างหลังด้วย”


              โดยทั่วไปแล้วคางูยะจะไม่พูดโกหกถ้าพบสถานการณ์ไม่ถูกใจก็จะนิ่งเงียบไปแค่นั้น


              มือบางของคางูยะยื่นมาสัมผัสที่ข้างแก้มเธอเช็ดคราบเลือดที่ติดอยู่บนใบหน้าออกให้เขาอย่างแผ่วเบา สายตาของพวกเขาสอดประสาน


              “ผมจะไม่ทำผิดพลาดอีก”


              หากเขาอ่อนแอจนปล่อยให้เรื่องผิดพลาดแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำสองคราวนี้คงไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้แน่


              “เธอจะพลาดอีกแน่นอนไม่ใช่เพราะเธอเอง แต่เป็นเพราะเรื่องแย่ ๆ มันเกิดขึ้นได้เสมอแพราะงั้นเธอไม่ควรกดดันตัวเอง ...เข้าใจไหม”


              ทั้งเรย์และคางูยะต่างพากันขบคิดต่อไปเอง


              สองคนสบตากันอย่างไร้เสียงดำเนินไปจนเข็มวินาทีกำลังจะวนครบหนึ่งรอบนั่นเอง


              อิซึมิหันมองมาทางคางูยะ


              ส่วนกาโต้ หันมองมาทางเรย์


              “เอ่อ...ทั้งสองคนเป็นแฟนกันเหรอคะ?”


              อึซึมิผุดสีหน้าข้องใจในท่าทางเหมือนสัตว์น้อยกำลังกัดลูกไม้จนเรย์รู้สึกอุ่นตรงใบหน้าขึ้นมาอย่างขัดกับอารมณ์หม่นหมองในใจ


              รู้สึกได้ว่าทุกคนหูชันขึ้นพร้อม ๆ  กันดวงตาส่อแววเป็นประกายวาววับด้วยความอยากรู้อยากเห็นเต็มพิกัด


              “ไม่ใช่/ไม่ใช่ค่ะ”


              ผู้ต้องสงสัยทั้งสองปฏิเสธขึ้นพร้อมเพรียงแต่ก็ไม่มีคำอธิบายอะไรตามต่อจากนั้นอีก


              ผู้ตั้งคำถามพยักหน้ารับอย่างจงใจให้เกินจำเป็นครั้งหนึ่งไม่มีคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรย์กับคางูยะไปมากกว่านี้


              ยูกิมิชิงส่งเสียงกระแอมไล่บรรยากาศที่ดูพิศวง เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นส่วนเกินมาได้สักพัก


              “อะแฮ่ม...ฉันว่าจะไปเข้าห้องน้ำสักหน่อย อิซึมิจังไปด้วยกันไหม”


              “หนูยังไม่ปวด— เอ๋~”


              “ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยก็แล้วกันนะ”


              ดูเหมือนเด็กสาวจะไม่เข้าใจบรรยากาศตรงหน้ายูกิมิจำต้องฝืนลากตัวออกไป ก่อนเธอจะหันไปส่งสายตาให้กาโต้


              “อ่า...ฉันเองก็ขอตัวไปหาที่สูบบุหรี่สักมวนหน่อยแล้วกัน”


              กาโต้กล่าวพลางมองไปยังคนอื่น ๆ ที่กระจายตัวนั่งพักอยู่รอบๆ ไม่อยากให้ควันที่พ่นออกมาไปรบกวนใครเข้า


              “แล้วคุณกาโต้ไม่พักสักหน่อยเหรอครับ”


              “บุหรี่ก็เป็นวิธีผ่อนคลายอย่างหนึ่งเหมือนกันนายเองเถอะหน้าซีดเชียวนะ”


              เขาส่ายหัวเบา ๆ


              “ผมยังไหวครับ”


              สภาพจิตใจตึงเปรี๊ยะ แทบไม่ได้ผ่อนคลายหลังผ่านการควบคุมสมาธิอย่างหนักหน่วงนี่คือนิยามของคำว่าเหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจโดยแท้เรย์ผ่อนลมหายใจพลางลูบหน้าตัวเองอย่างไม่รู้ตัว


              “นายต้องใช้ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดเป็นเครื่องวัดเสียบ้างถ้าตัดสินว่าควรพักก็ถอยออกมาหน่อย พวกมันคือสัญญาณเตือนภัย การปล่อยให้ร่างกายทื่อลงต่างหากที่จะเป็นปัญหา...ไม่ต้องห่วง ระหว่างนี้มีหลายคนคอยช่วยเฝ้าระวังภัยให้อยู่"


              ได้ยินดังนั้น คางูยะเอียงคอน้อย ๆอย่างเป็นกังวล เธอรู้อย่างหนึ่ง เวลาเรย์บอกไม่เป็นไรหรือพูดเกี่ยวกับสภาพร่างกายตัวเอง คำพูดของเขาไม่ใคร่จะเชื่อถือได้


              เรย์เหน็ดเหนื่อยหากมองจากสายตาบุคคลที่สามแล้ว ก็ดูออกว่าเขากำลังฝืนตัวเอง ทั้ง ๆที่ร่างกายอ่อนแรง แต่ยังถือทิฐิเคลื่อนไหวร่างกายมาตลอดส่วนจิตใจนั้นก็อ่อนล้าเสียยิ่งกว่าร่างกาย คางูยะเห็นเด็กหนุ่มเพียงหลุบตาคล้ายจะก้มหน้ากะพริบตาอย่างเชื่องช้าราวกับฝืนทนต่อความรู้สึกที่อยากหลับตาอยู่อย่างนั้น


              "...ฉันว่าเธอควรพักสักหน่อยนะคะอย่าฝืนตัวเองให้มากนัก"


              เด็กหนุ่มยิ้มรับไม่เหลือคลื่นลมความสงบนิ่งและเยือกเย็นเขาหลับตาลงปลดปล่อยภาวะตึงเครียดออกจากร่างกายที่สะสมมาตลอดวัน หลายชั่วโมงมานี้เรย์อยู่ในสมาธิชั้นสูงตลอดเวลา ความอ่อนล้าทางประสาทนี้ไม่ใช่ใครทั่วไปที่ไหนจะทนได้


              คางูยะพลันรู้สึกถึงน้ำหนักอิงลงมาที่หัวไหล่ซ้ายหัวใจหญิงสาวสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเรย์ใช้หัวพิงและทิ้งน้ำหนักลงมา


              “ขอบคุณนะครับที่อาจารย์ไม่เป็นอะไร”


              เรย์พึมพำออกมาแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ


              คางูยะรับรู้ได้ถึงความโล่งอกและอ่อนล้าในน้ำเสียงของเรย์อย่างชัดเจน


              เธออ้าปากกำลังจะพูดอะไรออกมาแต่กลับได้ยินเสียงลมหายใจที่ดังเป็นจังหวะดูเหมือนเด็กหนุ่มที่ใช้ไหล่ของเธอเป็นหมอนจะหลับไปเสียแล้ว


              ในใจของคางูยะมีความรู้สึกสารพัดเธอยกมือปัดเส้นผมที่ปรกใบหน้าของเรย์ออกไปด้านข้างให้อย่างนุ่มนวล


              ‘คงฝืนตัวเองมาตลอดเลยสินะ ขอบคุณนะคะที่หาฉันจนเจอ...เหมือนที่พ่อของเธอเคยทำ’

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน