ตอนที่ 144 พ่ายแพ้
หานเซี่ยงหยางมองหลี่เอ้อร์เป่า สีหน้ายิ่งบึ้งตึงมากขึ้น ช่วงหลายวันที่ผ่านมา จ้าวหงหลิวทำตัวมีพิรุธ หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ตลอด หานเซี่ยงหยางรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรื่องมันจะไม่ง่ายเสียแล้ว
เขากำลังจะถามหานชีเยวี่ยว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้ยินเสียงชีเยวี่ยเอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่คะ เราตามไปกันเถอะ”
หานชีเยวี่ยรู้สึกว่าคืนนี้ต้องมีอะไรเกิดขึ้น ความคิดชั่วร้ายของหลี่เอ้อร์เป่าจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ๆ บางทีเขาอาจจะมีแผนการอื่นอีกก็ได้
“ชีเยวี่ย เรื่องนี้เราอย่าไปยุ่งเลย กลับบ้านกันเถอะ”
หานเซี่ยงหยางไม่อยากสนใจว่าหลี่เอ้อร์เป่าจะทำอะไร ตอนนี้เขามีความคิดเดียวคือปกป้องน้องสาวของตัวเอง
แต่เห็นได้ชัดว่าหานชีเยวี่ยไม่ได้คิดแบบนั้น
หานชีเยวี่ยกพูดขึ้นว่า “พี่ใหญ่ คืนนี้ต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่ ถ้าพวกเราไม่ตามไปดู พรุ่งนี้ภายในชุมชนเราอาจจะมีคนตายก็ได้นะคะ!”
หานเซี่ยงหยางพูดเสียงเบาว่า “ไม่ว่าจะมีคนตายหรือไม่ เธอกลับบ้านไปก่อน”
ไม่ใช่ว่าเขาใจจืดใจดำ แต่สำหรับเขาแล้ว บนโลกใบนี้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเทียบกับน้องสาวของเขาได้
“พี่ใหญ่! ถ้าไม่ไปยุ่ง แล้วถ้าคนที่ถูกฆ่าคือหนูล่ะ?”
คำพูดนี้ไม่ได้พูดเกินจริงที่ทำให้คนหวาดกลัวเลย หานชีเยวี่ยคิดแบบนั้นจริงๆ เธอรู้สึกว่าหลี่เอ้อร์เป่าอาจจะคิดร้ายกับเธอ
หานเซี่ยงหยางอ้าปากค้าง พูดไม่ออก
“พี่ใหญ่ พี่อยากจะบอกว่าจะคอยตามหนูตลอดเวลาใช่ไหม?”
“แต่คนเราย่อมมีเวลาพลาดกันบ้าง โจรจะเป็นขโมยพันวันก็พอว่าได้ แต่จะให้ระวังขโมยอยู่ทุกวันนั้นเป็นไปไม่ได้ค่ะ [1]”
หานเซี่ยงหยางคิดว่าอีกหน่อยตอนที่น้องสาวต้องไปทำงานที่สหคาม เขาคงไม่สามารถไปรับไปส่งเธอได้ทุกวันหรือเปล่า?
หานเซี่ยงหยางถูกหานชีเยวี่ยโน้มน้าวได้ในที่สุด เขาจึงเดินตามหลี่เอ้อร์เป่าไปเงียบๆ หานชีเยวี่ยเดินเข้าไปใกล้หานเซี่ยงหยาง แล้วจับชายเสื้อของเขาเหมือนตอนเด็กๆ เธอยิ้มกว้างให้หานเซี่ยงหยาง
เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของน้องสาว หานเซี่ยงหยางก็ได้แต่ถอนหายใจ
เขาได้แต่ใช้นิ้วดีดหน้าผากของหานชีเยวี่ยเบาๆ
“ต่อไปอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามแบบนี้อีกนะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ พี่ใหญ่”
ตอนนี้หานเซี่ยงหยางรู้สึกเสียใจที่ตอนเดินออกมาไม่ได้เรียกน้องสี่มาด้วย ถ้ามีคนมาช่วยอีกแรงก็คงจะดี ทั้งสองแอบตามหลี่เอ้อร์เป่าไป จนถึงหน้าบ้านหลี่เอ้อร์เป่า
เมื่อเห็นหลี่เอ้อร์เป่าเข้าไปในบ้าน สองพี่น้องคิดว่าวันนี้อาจจะเสียเที่ยว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของหลี่เอ้อร์เป่าดังมาจากในบ้าน
“ไอ้สารเลว! ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วว่าจะส่งคนมาให้คืนนี้หรอกรึ? แล้วคนอยู่ไหน?”
นี่เป็นเสียงที่ไม่คุ้นเคย หานชีเยวี่ยแน่ใจว่าเธอไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน สีหน้าของหานเซี่ยงหยางเปลี่ยนไปในทันที เขามองหานชีเยวี่ยด้วยความกังวล
“ชีเยวี่ย เธอกลับบ้านไปก่อน เชื่อฟังพี่”
เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องของหลี่เอ้อร์เป่าคนเดียว ยังมีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อีกฝ่ายกล้าลงมือกับคนในชุมชนกลางดึกแบบนี้ แสดงว่าไม่เกรงกลัวอะไรเลยสินะ?
“ไว้ชีวิตผมด้วย! ผมจะรีบส่งคนไปให้คืนนี้ อย่าตี อย่าตีผมเลย!”
นี่คือเสียงของหลี่เอ้อร์เป่าที่อ้อนวอนขอชีวิต
ต่อมาก็ได้ยินเสียงของตู้ซิ่วอิงอ้อนวอนขอชีวิตเช่นกัน
“เราจะส่งคนไปให้แน่นอน ก่อนฝังศพเราจะส่งไปให้แน่ ถ้าพวกคุณทำร้ายเอ้อร์เป่าจนพิการ เราคงไม่มีทางส่งคนไปให้พวกคุณได้แล้ว”
“พวกแกคิดว่าฉันโง่รึ? ตอนนี้คนเป็นๆ ก็ไม่เห็น ศพก็ไม่เห็น พวกแกจะเอาอะไรไปส่ง?”
“ในชุมชนยังมีผู้หญิงคนอื่นอีก พวกเราจะหาวิธีเอง”
“อย่าลืมเรื่องชะตา วันเดือนปีเกิดล่ะ ถ้าไม่เหมาะสมกันล่ะก็รอบคอบกันด้วย”
อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับข้อเสนอของตู้ซิ่วอิงและหลี่เอ้อร์เป่า
“วางใจเถอะ รับรองว่าตรงกัน วันเดือนปีเกิดตรงกับวันที่สิบแปดเดือนหนึ่งพอดี”
หานชีเยวี่ย “…”
วันเดือนปีเกิดนี้ทำไมถึงเหมือนกับของเธอ? ตาเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจ มองไปที่หานเซี่ยงหยาง ส่วนหานเซี่ยงหยางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รีบดึงมือหานชีเยวี่ยแล้ววิ่งกลับบ้านทันที
“พี่ใหญ่คะ รอก่อน รอก่อน!”
หลังจากที่ทั้งสองพี่น้องวิ่งออกมาได้ไกลพอสมควร หานชีเยวี่ยก็ดึงหานเซี่ยงหยางให้หยุด
“พวกมันหมายหัวน้องแล้ว” หานเซี่ยงหยางพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“พี่ใหญ่ ใช่แล้ว คนที่พวกมันหมายหัวน่าจะเป็นหนู แต่ก็อาจจะไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว หนูจำได้ว่าหลี่ซางซางก็เกิดวันที่สิบแปดเดือนหนึ่งเหมือนกัน หล่อนอายุมากกว่าหนูหนึ่งปี”
แม้ว่าหานชีเยวี่ยจะไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงต้องการคนเกิดวันที่สิบแปดเดือนหนึ่ง แต่ในชุมชน คนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอก็มีแค่เธอและหลี่ซางซางเท่านั้น
ดังนั้น คืนนี้ หลี่เอ้อร์เป่าและตู้ซิ่วอิงต้องเลือกคนใดคนหนึ่งระหว่างเธอกับหลี่ซางซางอย่างแน่นอน หลี่ซางซางกลับบ้านไปแล้ว และน่าจะตกใจกลัว คงไม่กล้าออกมาอีก หลี่เอ้อร์เป่าเฝ้าอยู่แถวโรงเรียน น่าจะรู้ว่าหานชีเยวี่ยอยู่ที่นั่น ดังนั้นคืนนี้ หลี่เอ้อร์เป่าคงจะยังคงรอเธออยู่
เมื่อเห็นแววตาเป็นประกายของน้องสาว หานเซี่ยงหยางก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
“อย่าคิดอะไรแผลงๆ ตอนนี้พี่จะพาน้องกลับบ้าน จากที่ได้ยิน พวกมันพูดว่าถ้าผ่านคืนนี้ไปได้ก็จะปลอดภัย”
“พี่ใหญ่ ถ้าไม่กำจัดปีศาจร้าย ก็จะไม่มีวันปลอดภัยได้จริงๆ หรอก”
ไม่ใช่ว่าหานชีเยวี่ยอยากเอาตัวเองไปเสี่ยง แต่ตั้งแต่ที่เธอช่วยจ้าวหงหลิว เธอก็เข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้แล้ว
ตอนนี้ ถ้าเธอไม่จัดการหลี่เอ้อร์เป่า ในอนาคตเธอก็จะต้องถูกหลี่เอ้อร์เป่าแก้แค้นอย่างแน่นอน
ในที่สุด หานเซี่ยงหยางก็จำเป็นต้องยอมตกลงกับแผนของหานชีเยวี่ย แต่แผนนี้ จะมีแค่เขาและหานชีเยวี่ยสองคนคงไม่ได้ เขาตัดสินใจที่จะเรียกพี่น้องคนอื่นๆ มาช่วยด้วย
พี่น้องรวมใจ พลังดุจมีดคมปั่นโลหะ
เมื่อหานชีเยวี่ยและหานเซี่ยงหยางกลับไปที่โรงเรียน หานลู่หยางก็รีบเข้ามาถามว่า “พวกเธอไปไหนกันมา? ทำไมถึงกลับมาช้าจัง?”
หานชีเยวี่ยมองไปรอบๆ ก็พบว่าคนในห้องเรียนไปกันเกือบจะหมดแล้ว เหลือเพียงพี่น้องตระกูลหาน ฉู่เจี้ยนกั๋ว เผิงเจิ้นเฉิง และอีกสองสามคนเท่านั้น
“พี่หก มีเรื่องหนึ่งที่ต้องให้พี่ช่วย” หานชีเยวี่ยเข้าไปใกล้หานลู่หยางแล้วเล่าแผนของเธอให้ฟัง
แต่หลังจากที่หานลู่หยางฟังจบ เขาก็ไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาด
“ไม่ได้ มันอันตรายเกินไป”
“พี่หก ไม่เป็นไรหรอก หนูดูแลตัวเองไม่ให้บาดเจ็บได้ค่ะ”
หานชีเยวี่ยรับรอง แต่หานลู่หยางไม่เชื่อ กลับไปต่อว่าหานเซี่ยงหยางแทน
“พี่ใหญ่ พี่ปล่อยให้น้องเล็กทำอะไรตามใจแบบนี้ได้ยังไง? พี่รู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน?”
“น้องเล็กพูดก็มีเหตุผล ถ้าไม่กำจัดต้นตอของปัญหา เราก็ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา ฉันรู้ว่าการทำแบบนี้มีความเสี่ยง แต่มันมีวิธีที่ดีกว่านี้ไหม?”
หานเซี่ยงหยางรู้สึกไม่สบายใจ ถ้าหากว่าเขามีทางเลือกอื่น เขาคงไม่ยอมให้น้องสาวเสี่ยงอันตรายแบบนี้แน่
แต่ว่ามันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา
ตอนนี้ฉู่เจี้ยนกั๋วก็วางหนังสือลงแล้วเดินเข้ามาพูดว่า “ทำตามที่ชีเยวี่ยว่าเถอะ พวกเรามีกันตั้งหลายคน ยังจะจับปีศาจร้ายไม่ได้เชียวหรือ?”
หานลู่หยางโกรธกับคำพูดของฉู่เจี้ยนกั๋ว “ก็เพราะไม่ใช่น้องสาวนาย นายถึงพูดได้ง่ายๆ แบบนี้ไง!”
“พี่หก ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ” หานชีเยวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ชีเยวี่ย!”
ในที่สุดหานลู่หยางก็พ่ายแพ้ให้กับสายตาของหานชีเยวี่ย
“ก็ได้ ฉันจะฟังเธอ!”
เชิงอรรถ
[1] จะเป็นขโมยพันวันก็พอว่าได้ แต่จะให้ระวังขโมยอยู่ทุกวันนั้นเป็นไปไม่ได้ 有千日做贼,没有千日防贼ใช้เปรียบเปรยว่า แม้ฝ่ายหนึ่งจะมีเล่ห์กลแค่ไหน แต่เราก็ไม่อาจระวังได้ตลอดเวลา เป็นการสื่อถึงความยากลำบากในการป้องกันเหตุร้ายหรือกลลวงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้