บทที่43 มังกรอมตะ
“ขอข้าลองหน่อย”
ประโยคสั้นๆ ที่ส่งออกมาจากวิญญาณดราโกเนียสผู้สิงสถิตอยู่ในลูกแก้วทะเลดาว ซึ่งนอนนิ่งอยู่ในคลังสมบัติเคลื่อนที่ของหญิงสาวหลังจากที่มันกล่าวจบ จู่ ๆ ดวงแก้วสีฟ้าขนาดเท่าลูกฟุตบอลกลับปรากฏขึ้นและลอยอยู่เหนือโต๊ะกลมซึ่งคั่นอยู่ระหว่างคนทั้งสองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
การปรากฏตัวของมันในลักษณะนี้ทำให้หญิงสาวเจ้าของใบหอกต้องเกิดความประหลาดใจเป็นอย่างมาก
จะไม่ให้มีนตกตะลึงได้อย่างไรเพราะความอิสระของดราโกเนียสที่ตัวเองสัมผัสได้อยู่นี้ มันเกินขอบเขตของคำว่า “สัตว์อสูรอัญเชิญฯ”มากไปแล้ว
แม้มีนจะไม่รู้ว่าสัตว์อสูรอัญเชิญตัวอื่น ๆ มีเงื่อนไขและข้อจำกัดเป็นอย่างไรแต่การเข้าออกมิติคลังสมบัติฯ ได้อย่างอิสระเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจเป็นอย่างยิ่งเพราะขนาดเจ้าปลาตีนน้อย ซึ่งเป็นสัตว์อสูรในพันธสัญญาฯ เมื่อหญิงสาวไม่ได้เรียก พวกมันก็จะไม่สามารถออกมาจากคลังสมบัติเคลื่อนที่ได้ตามอำเภอใจ...เหมือนเช่นที่ดราโกเนียสทำอยู่ในตอนนี้
โดยปกติแล้วแม้ว่าสัตว์อสูรอัญเชิญฯ จะสามารถรับรู้เรื่องราวภายนอกผ่านทางสายใยแห่งพันธสัญญาได้แต่หากพวกมันไม่ได้ถูกเรียกหรืออัญเชิญออกมา พวกมันจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อัญเชิญฯและไม่สามารถปรากฏตัวออกมาเองได้ เพราะในขณะที่มันสถิตอยู่ในลูกแก้วเวทมนตร์หรือแหวนเก็บสัตว์เลี้ยงพวกมันจะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับใหลจนกว่าจะถูกอัญเชิญออกมานั่นเองส่วนในกรณีของดราโกเนียสนั้น ค่อนข้างจะผิดวิสัยของสัตว์อสูรอัญเชิญมากเกินไปหน่อย
แต่กระนั้นท่าทีของหญิงสูงวัยซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้ามกลับไม่ได้รู้สึกว่าการปรากฏตัวของดราโกเนียสเช่นนี้ แปลกประหลาดหรือมีความผิดปกติแต่อย่างใดนางเพียงยกแก้วขึ้น และแสดงทีท่าเชิงอนุญาตในคำร้องขอจากอีกฝ่าย จากนั้นของเหลวสีฟ้าใสและเปลวไฟในแก้วก็เริ่มหมุนวนและบิดตัวเป็นเกลียวพร้อมกับลอยขึ้นมาเป็นเส้น ก่อนจะพุ่งเข้าไปในดวงวิญญาณสีฟ้า ซึ่งลอยอยู่เหนือโต๊ะอย่างต่อเนื่อง...จนกระทั่งหมดแก้ว
“โฮกกกกกก!!” เสียงคำรามของดราโกเนียสดังขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ กลับเป็นเสียงคำรามที่แฝงเอาไว้ด้วยความพึงพอใจหาใช่การขู่กรรโชกใด ๆ ไม่
“ยะ...ยอด!!ยอดเยี่ยม!!” ดราโกเนียสกล่าวชื่นชมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก่อนจะถามหญิงสูงวัยว่า “ข้า...ขอ...เจ้าเชี่ยว ๆ อะไรนี่...อีกสักแก้วได้ไหม?”
หญิงสูงวัยหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะตอบคำอีกฝ่ายอย่างยียวน “หึหึ เจ้าก็ถามนายของเจ้าเองสิ...”
“โฮกกกกกกก!!นาง ไม่ ใช่ นาย ข้า!!” ดราโกเนียสคำรามพร้อมกับกล่าวด้วยเสียงขุ่น
“ถ้างั้นฯก็เสียใจด้วยนะ ข้าคงจะสั่งมาให้เจ้าไม่ได้หรอก เพราะข้าไม่ชอบเลี้ยงใคร โดยเฉพาะมังกรอย่างเจ้าข้าไม่เลี้ยงให้เสียข้าวสุกหรอก และสเปเชียลดริ้งที่เจ้ากินไปเมื่อครู่...ก็เป็นนางที่เลี้ยงข้า”ป้ากล่าวกับดราโกเนียส ก่อนจะหันไปทางบาร์เทนเดอร์และยกชูนิ้วขึ้นมาเป็นความหมายว่าขอเหมือนเดิมอีกแก้วหนึ่ง…
มังกรก็ย่อมมีศักดิ์ศรีของมังกร ดราโกเนียสไม่กล่าวสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว ก่อนจะหายกลับเข้าไปในคลังสมบัติเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบ...
มีนที่นั่งเงียบดูการหยอกล้อระหว่างมนุษย์ป้าฯกับดวงวิญญาณมังกรขี้ยั๊วะอยู่นาน ก่อนจะกระแอมขึ้นมาเบา ๆ พร้อมเอ่ยถามในสิ่งที่ตนเองสงสัยต่อหญิงสูงวัยตรงหน้าทันที“เอ่อ...คุณป้าคะ? คือ หนูสงสัยว่า มังกรอมตะ คือใครหรือคะ?”
“มังกรอมตะหรือ?”หญิงสูงวัยทวนคำถามของอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าก็เกิดไม่ทันได้เห็นมันหรอกเพียงแต่รู้มาจากตำนานแถวบ้านข้า ซึ่งได้เล่าขานเอาไว้ว่ามันคือสิ่งมีชีวิตในเผ่าพันธุ์มังกรรุ่นแรก ๆที่องค์เทพีสร้างขึ้นมาจากพลังของพระองค์ พร้อมกับโลกใบนี้และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆเช่นเดียวกับวิญญาณมังกรของเจ้านั่นแหละ ตามตำนานของบ้านข้ายังกล่าวเอาไว้อีกว่า...”
ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคกลับมีเสียงคำรามจากดราโกเนียสแทรกดังขึ้น ก่อนจะต่อด้วยถ้อยคำที่ว่า “โฮกกกก!!นางไม่ใช่เจ้าของข้า!!”
หญิงสูงวัยเมื่อถูกแทรกขัดจังหวะ แต่กลับมิได้แยแสสนใจต่อเสียงขู่คำรามของวิญญาณมังกรแต่อย่างใดนางยังคงเล่าเรื่องราวต่อด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ “ตามตำนานของบ้านข้ากล่าวว่า มวลหมู่มังกรที่องค์เทพีสร้างยุคแรกนั้นมีจำนวนมากมายหลายสายพันธุ์ เพียงแต่สายพันธุ์ที่ทรงพลังจริง ๆ นั้นมีอยู่เพียงแค่ 10 สายพันธุ์ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นสายพันธุ์มังกรธาตุต่าง ๆแต่มีเพียง 1 สายพันธุ์เท่านั้น ซึ่งถือได้ว่า มีความแข็งแกร่ง พิสดารและทรงพลังเหนือมังกรใดๆ นั่นก็คือ มังกรอมตะ โดย...”
“นางโกหก!! เจ้านั่นมันเป็นมังกรนอกรีตต่างหาก มันมิได้แข็งแกร่งด้วยตัวของมันเองมันเพียงแค่มีทักษะที่ไม่สมควรมีอยู่ในโลก ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาต่างหากความจริงแล้วมังกรที่แข็งแกร่งที่สุดมีเพียงมังกรแห่งธาตุทั้ง 9 เท่านั้น เจ้านั่น...อันที่จริงมันไม่สมควรอยู่ในเผ่าพันธุ์มังกรเสียด้วยซ้ำ!!” ดราโกเนียสกล่าวแทรกด้วยเสียงอันทรงพลัง เพื่อหักล้างข้อมูลที่หญิงสูงวัยบอกออกมา
แต่ดูเหมือนว่ามนุษย์ป้าผู้นี้กลับทำเป็นไม่สนใจเสียงนกเสียงกาของดราโกเนียส นางบอกเล่าเรื่องราวต่ออย่างไม่สนใจในท่าทีของวิญญาณมังกรหิมะ“โดยมังกรอมตะนั้น เป็นสายพันธุ์มังกรที่มีทักษะสุดอันตรายอย่างที่เจ้านั่นว่านั่นแหละหลังจากที่องค์เทพีฯ เสด็จนิราศจากโลกนี้ไปไม่นาน (ประมาณ 10 ล้านปี)ก็เกิดสงครามในเผ่าพันธุ์มังกรขึ้น”
“อืม...หากจะเรียกว่าสงครามก็คงจะไม่ถูกนัก คงต้องเรียกว่า ‘มหกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ดูจะใกล้เคียงมากกว่า”
“มันเป็นการเข่นฆ่าและไล่ล่าทำลายล้างอยู่ฝ่ายเดียวโดยฝ่ายที่ไล่ล่านั้น ประกอบไปด้วยมังกรชั้นสูงอย่างมังกรธาตุทั้ง 9 นำโดยมังกรแห่งแสง มังกรทมิฬ มังกรวารี มังกรอัคคี มังกรวายุ มังกรอัสนี มังกรปฐพีมังกรวิญญาณ และเจ้า...มังกรหิมะ โดยพวกเจ้าทั้ง 9 สายพันธุ์ ต่างเกิดความอิจฉาริษยาและหวาดกลัวในความแข็งแกร่งทรงพลังของมังกรอมตะดังนั้นพวกเจ้าทั้ง 9 จึงรวมตัวกันยุยงปั่นป่วน รวมทั้งกล่าวหาว่าการคงอยู่ของเผ่าพันธุ์มังกรอมตะเป็นอันตรายและเป็นภัยคุกคามต่อเผ่าพันธุ์มังกรทั้งหมดจนทำให้สภามังกรมีมติเห็นชอบให้ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของมังกรอมตะ...ให้หมดสิ้นจากดินแดนมังกรทั้ง ๆ ที่...”
“โฮกกกกกกกกก!!เหลวไหล!! นางใส่ร้ายข้า!!” ดราโกเนียสเพียงตะโกนแย้งออกมาแค่นั้น แต่กลับไม่ได้กล่าวหรือให้ข้อมูลใดเพิ่มเติม
จากนั้นหญิงสูงวัยจึงบอกเล่าเรื่องราวให้หญิงสาวได้ฟังต่อโดยมีดราโกเนียสเป็นตัวแสดงนำในเรื่องราวครั้งนี้ “ทั้ง ๆที่มันกับเจ้าก็เคยเป็นสหายรักกันมาก่อน อีกทั้งมันยังเคยช่วยเหลือเจ้ามานับครั้งไม่ถ้วนอีกด้วยเจ้าไม่เพียงไม่คัดค้าน แต่กลับเห็นดีเห็นงาม แถมยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการดำเนินการตามมติของสภาฯในครั้งนั้นอีกด้วย”
“ข้า...”ดราโกเนียสกล่าวได้เพียงแค่นี้
“และถ้าจะให้ข้าเดา...การที่เจ้าถอนตัวจากเผ่าพันธุ์มังกรฯก็เพราะเจ้ารู้สึกผิดต่อบาปที่ได้กระทำไว้กับเพื่อนรักของเจ้า และการที่เจ้าได้มาเฝ้าสมบัติชิ้นนี้ขององค์เทพีฯก็เป็นเพราะว่า มันคือ หนึ่งในหน้าที่สำคัญของมังกรอมตะ ผู้คอยพิทักษ์ชิ้นส่วนของ {หอกเทพเจ้าทะเลดาว} เอาไว้อย่างลับ ๆ ใช่หรือไม่?และการที่เจ้าตัดสายสัมพันธ์มังกรพร้อมกับสลายร่างเนื้อทิ้งไป ก็เพื่ออำพรางซ่อนเร้นและซุกซ่อนสมบัติชิ้นนี้ให้รอดพ้นจากการตามหาของเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตชั้นสูง หรือก็คือ...เจ้าต้องการทำหน้าที่แทนเพื่อนรักของเจ้า...เป็นการชดเชยให้แก่มันใช่หรือไม่?”
“ข้า...” ดราโกเนียสอึกอักอยู่เล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงกล่าวออกมาว่า “เจ้ามีปาก อยากจะพูดอะไรก็พูดตำนานบ้านเจ้าก็เป็นเรื่องของคนบ้านเจ้า...ไม่เกี่ยวกับข้า!!”
“ส่วนเรื่องของข้า...ข้าจะทำหรือไม่ทำอันใดมันก็เรื่องของข้า!!” ดราโกเนียสกระแทกเสียงอย่างไม่สบอารมณ์
“งั้นรึ? ถ้าอย่างนั้น...ก็แล้วแต่เจ้า”หญิงสูงวัยกล่าวด้วยน้ำเสียงประชด
ขณะเดียวกันพนักงานเสิร์ฟก็ได้นำสเปเชียลดริ้งลาวามาให้บริการฯ
หญิงสูงวัยรับเครื่องดื่มจากบริกรหนุ่มพร้อมกับยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะยกแก้วในมือขึ้นดื่มอย่างละเมียดในท่าทีที่ชวนให้หมั่นไส้เล็กน้อย
“ฮึ่ม...”ดราโกเนียสส่งเสียงในลำคอเบา ๆ
หลังจากได้หยอกเย้าวิญญาณมังกรผู้หยิ่งในศักดิ์ศรีพอหอมปากหอมคอแล้วหญิงสูงวัยจึงวกมากล่าวอย่างเข้าประเด็นอีกครั้ง “มาต่อกันดีกว่า...หลังจากที่เผ่าพันธุ์มังกรอมตะถูกสภามังกรตัดสินให้เป็นตัวอันตรายและเป็นภัยคุกคามต่อเผ่าพันธุ์มังกรทั้งหมดแล้วจากดินแดนมังกรอมตะที่เคยสงบสุข ก็แปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นดั่งแดนนรกอเวจีสำหรับมังกรอมตะทั้งหลาย...”
“พวกมันถูกกองทัพมังกรซึ่งนำโดยมังกรแห่งธาตุทั้ง 9 เป็นแกนหลัก บุกจู่โจมทำลายชีวิตทำลายบ้านช่องจนพินาศย่อยยับไม่เหลือชิ้นดีแต่กระนั้นด้วยความเก่งฉกาจของราชามังกรอมตะ ก็ทำให้มันสามารถต้านทานการโจมตีจากกองทัพมังกรนับแสนได้นานถึง10 ปีเต็ม แต่อย่างไรก็ตาม น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ...ท้ายที่สุดเมื่อมันทราบว่า ตัวเองคงไม่อาจจะหยุดยั้งการโจมตีและการทำลายล้างจากฝ่ายตรงข้ามในครั้งนี้ได้มันจึงตัดสินใจนำสมาชิกร่วมสายพันธุ์จำนวนหนึ่ง ตีฝ่าวงล้อมของบรรดาสมาชิกสภามังกรฯจนสามารถหลบหนีไปได้...”
“เมื่อดินแดนมังกรอมตะถูกทำลายกองทัพมังกรของพวกเจ้าก็ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น พวกเจ้าต่างพยายามดิ้นรนสืบหาแหล่งกบดานของราชามังกรอมตะเพื่อไล่ล่าสังหารให้มันและพวกจนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ลงไป สภามังกรใช้เวลาในการค้นหาแหล่งที่ซ่อนตัวของมังกรอมตะเป็นเวลายาวนานร่วม10,000 ปี ก่อนจะพบว่า แท้จริงแล้วมังกรอมตะได้หลบหนีมากบดานอยู่ที่ดินแดนของมนุษย์ฯและสุดท้ายสงครามครั้งใหญ่ที่สุดในดินแดนมนุษย์ก็เกิดขึ้น ซึ่งผลจากสงครามครั้งนี้กลับทำให้ดินแดนของมนุษย์กว่า 7 ส่วนถูกทำลายจนจมหายไปในท้องทะเลอันกว้างใหญ่และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ดินแดนมนุษย์ในปัจจุบัน เหลือส่วนที่เป็นพื้นดินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับดินแดนมนุษย์ในอดีต...”
“สงครามมังกรที่เกิดขึ้นในดินแดนมนุษย์ครั้งนั้นได้ทำให้สมาชิกมังกรอมตะที่เหลืออยู่ถูกสังหารไปจนหมดสิ้นมีเพียงตัวราชามังกรอมตะเท่านั้นที่ยังคงหนีรอดไปได้ เมื่อราชามังกรอมตะสำนึกตัวว่าสาเหตุที่ทำให้ตัวมันและเผ่าพันธุ์ต้องมีชะตากรรมเช่นนี้ ก็เป็นเพราะความหวาดระแวงและความอิจฉาริษยาของผู้มีอำนาจในสภามังกรเป็นต้นเหตุฯมันไม่แม้แต่จะมองว่า ‘ทักษะอันสุดโกงของมัน’ ซึ่งองค์เทพีทรงประทานมาให้ จะเป็นชนวนเหตุของความพินาศฉิบหายของเผ่าพันธุ์ของมันแม้แต่น้อยเพราะถึงยังไงสำหรับมันแล้ว องค์เทพีฯ ก็มีพระคุณต่อเผ่าพันธุ์ของมันยิ่ง...กว่าสิ่งอื่นใด”
“และในวาระสุดท้ายของราชามังกรอมตะมันไม่ต้องการให้เผ่ามังกรฯ ได้รับรู้ถึงการมีตัวตนของพวกมันอีก ดังนั้นมันจึงทำการตัดสัมพันธ์มังกรและทำการลดระดับชั้นของเผ่าพันธุ์ตัวเองลง ก่อนจะสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่ขึ้นมาแทนที่เพื่อให้เผ่าพันธุ์ที่ว่านี้ สามารถรองรับและสานต่อพลังฯ รวมไปถึงทักษะเผ่าพันธุ์ที่ได้รับการประทานจากองค์เทพีให้คงอยู่...โดยปราศจากสายสัมพันธ์กับเผ่าพันธุ์มังกร”
“จากนั้นมันจึงหนีไปกบดานอยู่ในสถานที่หนึ่งซึ่งห่างไกลจากการตามล่าของเผ่ามังกรฯ และสถานที่แห่งนั้นก็คือ ใต้ทะเลลึกทางตะวันตกของทวีปแห่งน้ำในดินแดนมนุษย์นั่นเอง”
“ราชามังกรอมตะสร้างเมืองเมืองหนึ่งขึ้นมาด้วยเหตุผลที่สำคัญประการหนึ่ง เจ้ารู้ไหมว่าเพราะอะไร?” หญิงสูงวัยหันมาถามมีนที่นั่งฟังเรื่องราวของมังกรอมตะอย่างตั้งใจ
“สำหรับใช้เป็นสถานที่สำหรับเก็บรักษา{ด้ามหอกทะเลดาว} ใช่ไหมคะ?” มีนตอบคำถามของอีกฝ่ายได้ในทันที...จากข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่
“ฉลาดมาก”หญิงสูงวัยกล่าวชม ก่อนจะเปิดเผยเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งให้แก่หญิงสาว “ใช่...เพราะราชามังกรอมตะมีหน้าที่หนึ่งที่สำคัญฯ นั่นก็คือ ‘การพิทักษ์รักษา’ หนึ่งในชิ้นส่วนของหอกเทพเจ้าเอาไว้ ซึ่งชิ้นส่วนที่มันได้รับมอบมาก็คือชิ้นส่วนของ ‘ด้ามหอก’ แต่ทว่าชิ้นส่วน‘ลูกแก้ว’ ที่เจ้ามังกรหิมะตัวนี้เฝ้าอยู่...ข้าก็ไม่รู้ว่ามันไปเอามาจากไหน? แต่ถ้าจะให้ข้าเดา...ชิ้นส่วนของลูกแก้วลูกนี้ น่าจะอยู่ในดินแดนมารเพราะว่าชิ้นส่วนที่อยู่ในดินแดนเทพนั้นก็คือ ส่วนของ ‘ใบหอก’ ที่ข้าได้มอบให้แก่เจ้านั่นเอง...”
ไม่ได้มีเพียงแค่หญิงสาวเท่านั้นที่รู้สึกตื่นตะลึงจากข้อมูลที่ได้รับทราบมาจากหญิงสูงวัยฯ แม้แต่ตัวของดราโกเนียสเอง มันก็ตกใจไม่แพ้กัน
เพียงแต่...ข้อมูลที่ทำให้ทั้งคู่แตกตื่นจนพูดไม่ออกนั้นดูจะต่างกันเล็กน้อย
ในส่วนของดราโกเนียสมันตกใจที่อีกฝ่ายสามารถคาดเดาแหล่งที่มาของชิ้นส่วนหอกเทพเจ้าที่มันครอบครองอยู่ได้อย่างใกล้เคียง…
แต่สำหรับหญิงสาว‘ที่แท้...คุณป้าคนนี้ กับยัยป้ามหาภัย คือคนคนเดียวกันหรือเนี่ย...’
แม้จะสังเกตเห็นท่าทางอันตกใจของหญิงสาวแต่มนุษย์ป้าก็หาได้สนใจที่จะไต่ถามหรือบอกกล่าวอธิบายไขความกระจ่างให้แก่อีกฝ่ายแต่อย่างใดนางยังคงบอกเล่าเรื่องราวต่อไปอย่างต่อเนื่อง “หลังจากที่ราชามังกรอมตะสร้างวังจ้าวสมุทรเสร็จแล้วมันจึงให้กำเนิดสมาชิกรุ่นแรกของเผ่าพันธุ์ใหม่ที่สร้างขึ้นมาโดยทำการแบ่งวิญญาณที่เหลืออยู่ของมันเข้าไปในไข่จำนวน 12 ฟอง ส่วนตัวมันเองก็ใช้พลังที่เหลืออยู่เฮือกสุดท้ายถ่ายโอนสำนึกของมันสู่ไข่ทั้ง12 ฟองนั้นจนหมดสิ้น ก่อนที่สุดท้ายมันจะลาโลกนี้ไปอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับถ่ายโอนภารกิจของมันให้ลูกหลานได้รับช่วงต่อในนามเผ่าพันธุ์ใหม่และเผ่าพันธุ์ที่ว่า ก็คือ เผ่าพันธุ์ [แอกโซโลตล์] ของเจ้ายังไงล่ะ”
“เพียงแต่...สิ่งที่ราชามังกรอมตะคิดไม่ถึงหรืออาจจะนึกถึง แต่มันก็จะเผื่อใจยอมรับชะตากรรมเอาไว้แล้วก็คือ ในอนาคตลูกหลานของมัน...อาจต้องเผชิญเรื่องราวอันน่ารันทดเฉกเช่นตัวมันและเผ่าพันธุ์ของมันเคยประสบพบเจออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเรื่องราวหลังจากนั้น...ก็เป็นตามตำนานของเผ่าพันธุ์แอกโซโลตล์ที่เจ้ารู้มานั่นแหละ”
“เจ้าคิดว่า เรื่องนี้...ควรจะโทษใครดี?”ป้าถามมีนด้วยสีหน้าที่จริงจัง
ได้ยินเช่นนั้นมีนจึงหลับตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวตอบอีกฝ่ายตามความคิดของตน “หนูคิดว่าเรื่องนี้คงโทษใครไม่ได้หรอกค่ะ ทุกคนต่างก็มีเหตุผลในการกระทำของตัวเองกันทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นองค์เทพีฯ มังกรอมตะ สภามังกรฯ หรือแม้กระทั่งคนอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทุกคนล้วนมีบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกัน ทุกชีวิตล้วนแต่มีชะตากรรมที่จะต้องเผชิญฯความเท่าเทียมในสังคมนี้ ไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ในโลกใบนี้คนที่เข้มแข็งจะอยู่รอดผู้ที่อ่อนแอจะถูกธรรมชาติคัดออกไป...มันเป็นกฎของธรรมชาติค่ะ”
“แล้วความคิดเห็นของเจ้าเกี่ยวกับกฎธรรมชาติ...คือสิ่งใด?”หญิงสูงวัยถามความเห็นอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มอันเมตตา
“พลัง...คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้อยู่รอดในโลกใบนี้ได้ค่ะ”มีนตอบออกมาอย่างใสซื่อโดยแอบตีเนียนดึงเอาคำพูดที่เสมือนเป็นเอาหัวใจสำคัญของเกมนี้ ซึ่งผู้เป็นประธานบริษัทเกมฯได้กล่าวเอาไว้ในวันแถลงข่าวฯ ยกมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงและตอบคำถามเพราะถึงอย่างไรมีนก็คิดว่า บทสนทนาเหล่านี้ เป็นเพียงบทสนทนาที่จะปูทางไปสู่ภารกิจลับสำคัญๆ ได้ เพราะนี่...ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดบทสนทนาเกี่ยวกับเนื้อหาของเกมอันตึงเครียดจนนำตัวเองไปสู่การได้รับภารกิจฯ ซึ่งมากด้วยรางวัลตอบแทน
แต่มีนหารู้ไม่ว่าบทสนทนาในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การนำทางไปสู่ภารกิจอันโหดหินของตัวเองเท่านั้น แต่มันกลับเป็นสิ่งที่หญิงสูงวัยผู้นี้ใช้หลอกล่อมังกรหิมะบรรพกาลตัวหนึ่งให้เปลี่ยนมุมมองความคิด จนอีกฝ่ายยอมเปิดเผยความจริงที่ปิดบังซ่อนเอาไว้ออกมาเพียงแต่...ในเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ กลับไม่ได้ทำให้มังกรหิมะจากยุคบรรพกาลผู้นี้ เกิดความหวั่นไหวขึ้นมาแต่อย่างใด
หลังจากได้รับคำตอบจากหญิงสาวผู้อาวุโสจึงกล่าวออกมาอย่างผู้มีประสบการณ์พร้อมกับให้คำแนะนำหญิงสาวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในโลกใบนี้ไปด้วยในตัว “ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า‘พลัง’ สำคัญก็จริง แต่มันต้องมีอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสาเหตุที่ราชามังกรอมตะต้องมีจุดจบเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะตัวมันไร้พลังฯ เพียงแต่...มันยึดติดในกรอบความคิดและยึดมั่นในคุณธรรมมากจนเกินไปจึงทำให้แนวคิดและมุมมองในการใช้ชีวิตขาดความยืดหยุ่นและไม่เป็นตัวของตัวเอง จนนำไปสู่จุดจบอันน่าอดสูเช่นนั้น”
“กลับกัน หากข้าเป็นมัน...ข้าจะอาละวาดให้ถึงที่สุดด้วยพลังของตัวราชามังกรอมตะนั้น เพียงพอที่จะทำลายดินแดนมังกรอันยิ่งใหญ่ให้พินาศลงไปถึง1 ใน 3 แล้ว แต่สาเหตุที่มันไม่ทำ ก็เพราะมันคิดว่า เผ่าพันธุ์มังกรทั้งหมดเป็นสิ่งที่องค์เทพีฯทุ่มเทแรงการแรงใจสร้างขึ้นมาเช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์ของมัน ดังนั้นมันจึงไม่อาจหักใจทำลายสิ่งที่องค์เทพีสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของตัวเองได้”
“แต่หารู้ไม่ว่ามีเพียงแค่ตัวมันเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ ส่วนมังกรเผ่าพันธุ์อื่นนั้น วัน ๆ ก็เอาแต่แสวงหาพลังและอำนาจคอยแต่จะชิงดีชิงเด่นรบราฆ่าฟันกันเพียงเพราะผลประโยชน์ โดยไม่สนใจสิ่งอื่นใดแม้แต่น้อยด้วยความคิดที่ผิดแผกแตกต่างของเจ้าราชามังกรอมตะ จึงทำให้มันต้องตกอยู่ในห้วงชะตากรรมเช่นนั้น...อย่างไม่มีใครช่วยได้”
“นอกเสียจากมันจะตื่นรู้และยอมรับความเป็นจริงของโลกด้วยตัวของมันเองไม่เช่นนั้นมันและเผ่าพันธุ์ของมันก็จะต้องพบเจอกับเภทภัย อันเกิดจากความอิจฉาริษยาและความเห็นแก่ตัวของผู้อื่นเช่นนี้...อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น”
“ถึงแม้ว่าความผิดพลาดของมันและสมาชิกร่วมเผ่าพันธุ์ของมัน กลับสายเกินไปที่จะแก้ไข แต่อย่างน้อยๆ เรื่องราวของมันก็ถือได้ว่า ‘เป็นบทเรียน’ ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาฯ โดยเฉพาะตัวเจ้า ซึ่งถือครองเศษเสี้ยวแห่งพลังของมันอยู่เจ้าก็ลองนำเรื่องราวและชะตากรรมของมันไปพิเคราะห์ดู และใช้มันให้เกิดประโยชน์กับตัวเจ้าเองก็แล้วกันจะได้ไม่ต้องมานึกเสียใจในภายหลังอย่างใครบางคนอีก...” ป้าให้คำแนะนำหญิงสาวอย่างเรียบๆ แต่ก็ยังไม่วายที่จะแขวะผู้ฟังอีกคนหนึ่งไม่ได้
“โฮกกกกกกกกกก!!”
จากนั้นหญิงสูงวัยจึงหันไปมองที่บาร์ฯก่อนจะชูนิ้วขึ้นมาเป็นสัญญาณให้แก่บาร์เทนเดอร์หนุ่มอีกครั้ง เมื่อมีนเห็นเช่นนั้นจึงยกมือของตัวเองขึ้นทำท่าทางในทำนองเดียวกัน พร้อมกับร้องตะโกนออกไปด้วยว่า“ขอเหมือนกันอีกที่หนึ่งค่ะ”
หญิงสูงวัยเพียงยิ้มแต่ก็ไม่ได้คิดจะห้ามปรามอะไรหญิงสาว จากนั้นจึงหันมากล่าวเพื่อเข้าประเด็นสำคัญกับอีกฝ่ายต่อ “เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า”
“ของที่ข้าให้เจ้าไปเอามานั้น...ตอนนี้ข้าก็ได้รู้แล้วว่าเจ้าได้เอามันออกมาแล้ว ดังนั้นจึงถือว่า เจ้าผ่านภารกิจฯ และข้าก็ขอมอบรางวัลให้เจ้าเลยแล้วกัน”
“ผู้เล่นมนตราสำเร็จภารกิจ [ตามหาปิ่นปักผมที่หายไป 2] ได้รับรางวัล 100,000 เหรียญทอง คะแนนนักล่า 100,000 แต้ม และไอเทม {ดวงธาตุราชามังกรอมตะ} จำนวน 1 ชิ้นกรุณาตรวจสอบรายละเอียดด้วยค่ะ”
“ผู้เล่นมนตราสูญเสียเงิน 90,000 เหรียญทองให้แก่อเล็กซ์ตามเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายฯ ค่ะ”
“เจ้า!!” ดราโกเนียสส่งเสียงตะโกนออกมาด้วยความตกใจ เมื่อได้เห็นไอเทมที่เป็นของรางวัลฯซึ่งหญิงสูงวัยมอบให้แก่หญิงสาว ก่อนที่มันจะลอยออกมาจากคลังสมบัติอีกครั้งพร้อมกับตะโกนถามฝ่ายตรงข้ามด้วยความสงสัย “เจ้าถึงกับมีดวงธาตุของมันเก็บเอาไว้เจ้าเป็นใครกันแน่!!”
ส่วนหญิงสาวผู้ที่ได้รับของรางวัลเองก็รู้สึกอึ้งไม่น้อยอีกทั้งยังเกิดความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของหญิงสูงวัย หรือ “ยัยป้ามหาภัย”ที่ผู้เล่นต่างเรียกขานผู้นี้อยู่ด้วยเช่นกัน แต่กระนั้นหญิงสาวกลับไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถามเพราะเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาท
“ข้านะหรือ? เอาไงดีล่ะ เอาเป็นว่าบรรพชนของข้า เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดพลังแห่งองค์เทพีฯก็แล้วกัน อีกทั้งข้าก็ยังเป็นผู้มอบ (ขาย) {กริชสั้นทะเลดาว} ให้แม่หนูคนนี้เองกับมือยังไงล่ะ และนามของข้าคือ ‘มารีน’ ไม่รู้ว่า มังกรแก่หงำเหงือกอย่างเจ้า จะเคยได้ยินนามของข้ามาบ้างหรือเปล่า...”
“เทพีแห่งท้องทะเลและมหาสมุทร?” ดราโกเนียสถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความคาดหวังเพราะหากจะมีผู้ใดทราบเรื่องราวในภายหลังของราชามังกรอมตะผู้หายสาบสูญไปในท้องทะเลได้ทั้งหมดคนผู้นั้นก็ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการสืบทอดความทรงจำแห่งท้องทะเลมาด้วยนั่นเอง
“ใช่...ข้าก็คือท้องทะเล ท้องทะเลก็คือข้า ไม่มีสิ่งใดในท้องทะเลที่ข้าไม่รู้นั่นคงเพียงพอที่จะตอบคำถามถึงแหล่งที่มาของดวงธาตุฯ และชิ้นส่วนของหอกเทพเจ้าได้หรือยังล่ะ”มารีนกล่าวด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบประดุจท้องทะเลที่ไร้ซึ่งคลื่นลม
“แล้วนาง (มีน)เป็นอะไรกับเจ้า?”
“ก็ไม่ได้เป็นอะไรหรอกเพียงแค่ถูกชะตาเท่านั้น ไม่มีใดมากไปกว่านี้...” มารีนตอบอย่างขอไปที
“นางไม่ได้เป็นคนของเผ่าเทพมาก่อนรึ?”ดราโกเนียสถามต่อ
“นางเป็นเพียงมนุษย์ผู้ที่ได้รับพรจากองค์เทพีฯซึ่งมาจุติยังโลกใบนี้เท่านั้น ภารกิจของนาง คือการนำสันติสุขกลับคืนสู่โลกนี้ ตามเจตจำนงขององค์เทพียังไงล่ะ...”เทพีแห่งท้องทะเลก็ยังคงตอบคำอย่างเรียบเฉยดุดเดิม
“เฮอะ!!นี่...คงเป็นแผนของเผ่าเทพพวกเจ้าล่ะสิแผนการที่จะดึงเอาขุมกำลังต่าง ๆ มาเป็นพลังของเผ่าพันธุ์เจ้า โดยมีเป้าหมายคือชัยชนะในสงครามฯพร้อมกับขยายอำนาจแผ่อิทธิพลปกครองดินแดนทั้งหมดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว...” ดราโกเนียสที่พยายามผูกโยงเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ด้วยกันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเย็นชาและเย้ยหยัน
แต่มารีนหาได้ใส่ใจในคำกล่าวของวิญญาณมังกรตัวนี้ไม่เพียงแต่ไขความกระจ่างให้ดราโกเนียสเข้าใจด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย “ข้าก็เหมือนกับเจ้านั่นแหละที่หันหลังให้แก่เผ่าพันธุ์ของตนเองนานแล้ว บัดนี้ข้ามิได้เป็นฝ่ายของผู้ใดอีกใครจะชนะหรือแพ้ในสงครามฯ มันก็ไม่เกี่ยวกับข้า และข้ามารีนเทพีแห่งท้องทะเลมีหน้าที่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ การสานต่อเจตนารมณ์ขององค์เทพีฯ ในการนำสันติสุขมาสู่โลกใบนี้ให้ได้อีกครั้ง...”
“และการที่ข้าจะบรรลุหน้าที่ฯได้หรือไม่นั้น ‘นาง’ คือปัจจัยสำคัญ และนาง คือความหวังของข้าฯข้าได้ฝากฝังภาระและหน้าที่ของข้าเอาไว้ให้แก่นางผู้นี้...”
“และไม่ใช่เพียงแต่ตัวข้าเท่านั้นแม้แต่เทพแห่งปัญญาเองก็เช่นกัน หากเจ้าคิดว่า เจ้าต้องการทำตามเจตนารมณ์ขององค์เทพีอย่างที่ได้กล่าวมาอยู่ล่ะก็...เจ้าควรจะนำพลังของเจ้ามาเป็นพลังให้แก่นางเสียเถิด”
“โฮกกกก!!” แม้จะได้ยินคำกล่าวของมารีนอย่างชัดเจน แต่ดราโกเนียสกลับคำรามออกมาด้วยอารมณ์แห่งความรู้สึกอันต่อต้านขัดขืนและไม่ยอมสยบง่ายๆ อยู่ดี
มีนที่ได้นั่งฟังการสนทนาระหว่างเทพีแห่งท้องทะเลและมังกรหิมะมาพักใหญ่ก็พอจะจับใจความสำคัญของเรื่องราวและเนื้อหาของเกมได้บางส่วน แต่สาเหตุที่มีนยังนิ่งอึ้งอยู่ก็เพราะว่าข้อมูลเรื่องราวที่คนทั้งสองกล่าวมา แต่ละอย่างมันดูยิ่งใหญ่และเกินเอื้อมถึง สำหรับมนุษย์ตัวน้อยๆ อย่างตนเสียจริง
มีนไม่ทราบว่า ตัวเองตกเป็นความหวังของมารีนและชาวคณะฯไปตั้งแต่เมื่อไหร่? อีกทั้งป้ามารีนผู้นี้ ได้ฝากฝังภาระหน้าที่สำคัญให้แก่ตนในตอนไหน?ในเวลานี้ หญิงสาวทั้งมึนงงทั้งสับสนไปหมดแล้ว...
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พนักงานฯได้นำเครื่องดื่มที่สั่งไว้มาส่งพอดี
พนักงานเสิร์ฟยกแก้วใบหนึ่งมาวางบนโต๊ะตรงหน้ามารีนส่วนอีกแก้วหนึ่งก็ยกมาวางตรงหน้าหญิงสาว ผ่านหน้าดวงวิญญาณของดราโกเนียสที่ลอยอยู่ตรงกลางโต๊ะกลมไปอย่างฉิวเฉียด
หลังจากวางแก้วเครื่องดื่มเสร็จแล้วพนักงานหนุ่มคนนี้จึงเดินกลับไปยังเคาน์เตอร์บาร์ตามเดิม โดยไม่มีอาการแตกตื่นตกใจหรือแสดงอาการผิดปกติอันใดออกมาแม้แต่น้อย
“เอ๊ะ!! ไม่มีใครเห็นคุณดราโกเนียสหรือคะ?” มีนถามขึ้นมาลอย ๆหลังจากที่ได้เห็นท่าทีของพนักงานหนุ่ม ซึ่งยังคงให้บริการลูกค้าตามปกติคล้ายกับไม่เห็นว่า มีดวงไฟสีฟ้าขนาดเท่าลูกบอลลอยอยู่ตรงกลางโต๊ะที่มีเครื่องดื่มวางเอาไว้อยู่
“ไม่มี!! ในเมื่อข้าไม่อยากให้ใครเห็น ก็จะไม่มีใครได้เห็นข้าหรอก”ดราโกเนียสกล่าว
มีนได้ยินเช่นนั้นจึงคิดขึ้นมาเล่น ๆ ในใจอย่างเงียบเชียบ ‘ทำตัวยังกะผีเลยแฮะ...’
มารีน ซึ่งนั่งอยู่ด้านตรงข้ามเพียงเผยยิ้มบางๆ แต่กลับไม่กล่าวอะไรออกมา ก่อนจะยกแก้วของตนบนโต๊ะขึ้น และตั้งท่าทางคล้ายจะดื่มของเหลวที่อยู่ภายในแก้วลงไป
เอื๊อก!เสียงที่คล้ายกับคนกลืนน้ำลายลงคอ ดังขึ้นมาจากดวงวิญญาณของดราโกเนียส...ไม่นานมันก็หันมากล่าวกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยนลงหลายส่วนว่า “นังหนู!! ข้าขอกินเจ้าอะไรเชี่ยว ๆ นี่หน่อยได้ไหม?”
“สเปเชียล ดริ้งลาวา นี่เหรอคะ? ได้สิคะ หนูสั่งมา...ก็เพื่อให้คุณกินอยู่แล้วค่ะ” มีนตอบรับคำขออีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล
“อืม...” เสียงที่เปล่งออกมาจากดราโกเนียสแฝงไปด้วยความพึงพอใจอยู่หลายส่วนจนทำให้หญิงสาวทั้งสองต่างก็หันมาสบตากันอย่างมีเลศนัย
“ขอบใจ!!” ดราโกเนียสกล่าวคำขอบคุณหญิงสาวเพียงสั้น ๆ ก่อนที่ของเหลวสีฟ้าใสภายในแก้วจะบิดเป็นเกลียวลอยขึ้นมาและหายวับเข้าไปในวิญญาณทรงกลมสีฟ้าอย่างรวดเร็ว
“อ่าห์!!ชื่นใจ” ดราโกเนียสส่งเสียงชมเชยให้แก่รสชาติของเครื่องดื่มที่หายเข้าไปในร่างวิญญาณของมันอีกครั้ง
หลังจากปล่อยให้ดราโกเนียสได้ดื่มด่ำกับรสชาติของสเปเชียลดริ้งลาวาอยู่ครู่ใหญ่มารีนจึงเอ่ยถามเจ้าดวงวิญญาณสีฟ้าที่เบื้องหน้าอีกครั้ง “เจ้าคิดได้หรือยัง ตกลง...เจ้าจะมาเป็นพลังให้แก่แม่หนูนี่แล้วใช่ไหม?”
“ข้าขอคิดดูก่อน...”ดราโกเนียสตอบคำเทพีแห่งท้องทะเล ด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วรื่นหูขึ้นมาอีกหลายระดับ
............