5
งานมงคลสมรส
จวนสกุลหาน ยามเหม่า[1]
สุดท้าย...ข้าก็ต้องเข้าพิธีวิวาห์จริงๆหรือนี่
อิงมี่เอ๋ย เ้ามิน่าเลย…ดูท่าไอ้คุณชายนั่นคงแค้นข้ามากกับคำพูดในวันนั้นส่งคนไปพูดไปขอความกรุณาอย่างไร เขาก็มีแต่ตอบกลับมาแบบเดิม
‘นางกล้ามากที่นางพูดกับข้าในวันนั้นสตรีทั่วทั้งพิภพมิเคยมีผู้ใดแสดงกิริยาเช่นนาง ฝากไปบอกนางด้วยให้ตายยังไงข้าก็มิมีทางถอนหมั้น’ แล้วก็ทำเช่นนั้นจริงๆจนมาถึงวันนี้วันที่นางต้องเข้าพิธีสมรสกับเขา
ข้าไม่อยากแต่งเลย มารดามันเถอะ! ได้ข่าวมาว่าเมื่อวานเขายังมีแก่ใจไปเยือนหอโคมเขียวอีกข้าชักเกรงเสียแล้วว่าหากเข้าพิธีแต่งงานเสร็จเมื่อใด เขาจะรับอนุเข้ามาเป็สิบๆคน
อิงมี่ทั้งเซ็งและก็ง่วงด้วย วันนี้นางถูกปลุกขึ้นมาั้แ่ยามอิ๋น[2]เพื่อมาแต่งหน้าแต่งตัวแล้วไปคำนับฟ้าดิน รวมถึงบรรพบุรุษจากนั้นก็ไปร่วมโต๊ะกับครอบครัวที่เรือนเคียงภูผา
น่าอึดอัดเสียจริง!
นางต้องมานั่งมองอาหารบนโต๊ะแล้วจะเขมือบทันทีไม่ได้จะตักข้าวกินเองก็ยังทำมิได้เพราะตามธรรมเนียมแล้วเ้าสาวต้องให้มารดาป้อนเท่านั้นแต่เพราะมารดาของนางล่วงลับไปแล้วจึงมีแม่รองกับแม่สามป้อนให้แทน
ฮึ่ย…ของชอบของข้าเหล่าอาหารมงคล ทั้งปลากะพงนึ่ง ขนมกุ้ยช่าย เป็ดพะโล้ ไก่ต้มน้ำปลา
อิงมี่คนนี้จะทนไม่ไหวแล้ว หยิบตะเกียบมาคีบเองได้หรือไม่!?
“ค่อยๆ เคี้ยวสิลูก” แม่สามพูดหลังจากที่นางเล่นเคี้ยวๆสองคำกลืนแล้วอ้าปากรอรับอาหารอีก
“ใช่ เดี๋ยวต้องแต่งหน้าใหม่นะลูกอีกอย่างแม่ป้อนไม่ทัน” แม่รองเอ่ยขึ้นบ้าง
“เ้าค่ะ…” อิงมี่จึงต้องค่อยๆลดความเร็วในการเคี้ยวลงจนอาหารหมดแล้วนางก็ถูกเรียกให้เดินไปปักปิ่นพร้อมกับใส่ผ้าคลุมหน้าสีแดง
“ฮือ…เสี่ยวฮวามินึกเลยว่าจะมีวันนี้”สาวใช้คนสนิทพูดพลางปาดน้ำตาที่ไหลออกมาด้วยความปลื้มปิติหลังจากปักปิ่นเงินปิ่นทองให้เ้านายของตนเสร็จ คุณหนูของนางจะได้ออกเรือนแล้ว
“โธ่เสี่ยวฮวา ร้องไห้เป็เด็กน้อยไปได้” อิงมี่ยิ้มแล้วส่ายหน้าเบาๆ ภายในใจยังนึกกังวลอยู่อีกเื่…การเข้าหอ…แต่ก็ไม่มีเวลาได้คิดนานนักเพราะท่านพ่อของตนเดินเข้ามาเสียก่อน
“อิงมี่ ไปขึ้นเกี้ยวได้แล้ว ใส่ผ้าคลุมด้วย”ผ้าคลุมที่ว่าคือผ้าคลุมหน้าเ้าสาวที่ต้องรอให้เ้าบ่าวเป็คนเปิดซึ่งอิงมี่รำคาญมากกก จึงแอบถอดออก…หานหลี่หลุนไม่พูดเปล่าคว้าข้อมือของบุตรสาวแล้วลากนำไป
“เ้าค่ะ” นางจำใจรับคำ
ยังไงก็ไม่มีทางเลือกสินะ…ภายนอกบ้านหญิงสาวพบอนุทั้งสองคน พี่ชายใหญ่ และพี่ชายรองอยู่กันครบฝ่ายอนุทั้งสองเมื่อเห็นนางมาก็พากันกรูเข้าไปหานาง แล้วพากันอวยพร
“ขอให้เ้ามีความสุข มีบุตรสืบสกุลไวๆ” โดยเฉพาะแม่รองที่พูดไปน้ำตาไหลไป
“ไม่เอาน่าแม่ๆทั้งสองเดี๋ยวข้าก็ร้องตามหรอกเ้าค่ะ” อิงมี่พูดพลางเริ่มน้ำตาคลอมิใช่ว่าซาบซึ้งกับคำอวยพรดอก
แต่ซาบซึ้งกับการกระทำของพวกแม่ๆ ต่างหากที่ทำด้วยใจจริงหาได้เสแสร้งแต่อย่างใด
หากเป็บ้านอื่นอนุคงคิดแต่เื่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกีดกันคนที่ไม่ใช่บุตรของตน หรือกลั่นแกล้ง แต่จวนนางไม่เคยมีเื่เช่นนี้เลยแถมแม่รองกับแม่สามเพราะทั้งคู่ไม่มีลูกสาวและได้เลี้ยงนางั้แ่วัยเยาว์จึงรักนางมากเหมือนลูกแท้ๆ ทั้งพี่ใหญ่พี่รองก็เข้ากับนางได้ดี
เอ๊ะ! แค่พี่รองคนเดียวหรือเปล่าเพราะพี่ใหญ่ก็มิค่อยจะปราศรัยกับใครอยู่แล้ว นางเริ่มไม่แน่ใจซะแล้วสิ
เอาเถอะ แต่เื่เหล่านี้นับว่าเป็เื่ที่อิงมี่ประทับใจที่สุดพออนุทั้งสองอวยพรหนำใจแล้วิเทียนพี่ใหญ่แสนเ็าก็เดินเข้ามาหาและกล่าวแสดงความยินดีด้วยก่อนจะเดินไปประจำที่หน้าขบวนเ้าสาว ส่วนหานิซานจอมทะเล้นก็ยังไม่วายเดินเข้ามาแซวก่อนจะยื่นมือมายีหัวอิงมี่ด้วยความเอ็นดู
“ท่านพี่! เดี๋ยวทรงผมข้าก็ยุ่งหมดหรอกเ้าค่ะ!!”
“เ้าก็ไม่ชอบทรงนี้อยู่แล้วมิใช่รึ?”
“ก็เพราะไม่ชอบนั่นแหละเ้าค่ะ! ข้าจึงคร้านจะไปนั่งเป็ตุ๊กตาให้เขาจัดคืน” ทรงผมอะไรก็ไม่รู้ไหนจะมีเครื่องประดับอะไรต่อมิอะไรมากมายบนหัวนางอีก! อิงมี่รู้สึกอึดอัดยิ่งนัก!
“แล้วเมื่อไรพวกพี่จะออกเรือนหรือเ้าคะ?” นางถามหานิซาน ฝ่ายนั้นก็ตอบกวนตามประสา
“เมื่อนั้นแหละ” สองพี่น้องหัวเราะกันคิกคักก่อนที่หลี่หลุนจะเดินมาพา(ควรเรียกว่า ‘ลาก’ มากกว่า)อิงมี่ไปนั่งในเกี้ยวสีแดง อันเป็สีมงคล และถูกบ่าวแปดคนหามไปยังจวนของสกุลเซี่ยโดยมีหานิเทียนเป็คนนำขบวน ตามทางมีการโปรยดอกไม้ต้อนรับทุกคนดูมีความสุขและยินดีกับคุณหนูจอมแก่นของตระกูลหานที่ได้ออกเรือนเสียที
แต่หญิงสาวหลายคนก็แอบริษยาอยู่เหมือนกันเมื่อรู้ว่าเ้าบ่าวคือแม่ทัพเฟยหงที่พวกนางโปรดปราน ยกฐานะให้เป็สามีแห่งแคว้นอย่างไรก็ตามบรรยากาศภายนอกเกี้ยวเต็มไปด้วยความสุข
…ตัดภาพมาภายในเกี้ยว ที่มีหญิงสาวรูปร่างอรชรสมส่วน ดวงหน้าถูกแต่งแต้มให้มีสวยเสน่ห์มากขึ้น แต่…ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงชาดนั้นกำลังเผยอลงพร้อมกับดวงตาคมที่ฉายแววเบื่อหน่าย
ใช่ก็นางเบื่อ!อิงมี่หรือว่าที่เ้าสาวกำลังนั่งหน้าบึ้งพลางเอามือวางไว้ข้างหน้าต่างที่ถูกปิดเอาไว้ทำให้นางไม่รู้ว่าถึงไหนแล้ว ในหัวก็มีแต่เื่ให้คิดเต็มไปหมด
‘ทำอย่างไรถึงไม่ต้องเข้าหอๆๆๆๆ’ แต่ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรเป็ชิ้นเป็อัน เกี้ยวก็หยุดแล้วก็มีเสียงแม่สื่อเรียก
ถึงแล้วหรือ!? เวลาช่างผ่านไปเร็วยิ่ง!
อิงมี่จึงจำต้องลุกออกไปจากเกี้ยวอย่างเสียมิได้เพียงก้าวแรกที่นางเดินออกมา ก็ทำให้สายตาทุกคนจับจ้องไปที่นาง บ้างก็พากันแอบซุบซิบถึงหญิงสาวในชุดสีแดงขลิบทองปักเป็ลายนกกระเรียนยาวลากพื้นกับชายกระโปรงที่ถูกตกแต่งด้วยดอกเหมยสดสีขาว
เดินยากเสียจริง อิงมี่คิดในใจ
พอเดินไปสักพักก็มีมือหนาของว่าที่เ้าบ่าวยื่นมาให้นางจับจากนั้นก็จูงนางเดินเข้างานพิธีวินาทีนั้นอิงมี่แทบอยากจะชักมือออกยิ่งด้วยความรังเกียจ
มือคู่นี้สินะที่จูงหญิงสาวหลายคนเข้าโรงเตี๊ยมแต่ทำไม่ได้จึงต้องจำยอม ทว่าเมื่อได้ทีนางก็แอบเอาเล็บจิกลงไปในฝ่ามือของเขา
…ก็ไม่มากนักหรอก แค่สองสามรอยเอง
เฟยหงสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็แอบพูดในใจว่า ‘ฝากไว้ก่อนเถอะ’ จากนั้นแม่สื่อก็นำทั้งคู่ไปที่โต๊ะบูชาฟ้าดิน
“บ่าวสาวคำนับฟ้าดิน…” สิ้นเสียงครั้งที่หนึ่ง
“บ่าวสาวคำนับบิดามารดา…” สิ้นเสียงครั้งที่สอง
“บ่าวสาวคำนับกันและกัน” สิ้นเสียงครั้งที่สามทั้งคู่ก็หันหน้ามาคำนับให้กัน ตอนเงยหน้าขึ้นมาอิงมี่เห็นเฟยหงแอบยิ้มเยาะให้นางก็ทำให้หงุดหงิดใจยิ่งนัก แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้
“ส่งตัวเ้าสาวเข้าเรือนหอได้” แม่สื่อประกาศอีกครั้ง
ฮึ่ม…มีเสียงถอนหายใจเบาๆด้วยความหงุดหงิดออกมาจากตัวเ้าสาว ซึ่งมีแต่เฟยหงได้ยินคนเดียวเขาแอบยิ้มอยู่ในใจ
‘ท้าทายข้านักต้องเจอแบบนี้ จะปราบให้หายดื้อเลย’แล้วอยู่ๆ เขาก็จินตนาการไปถึงตอนที่เขากำลังร่วมรักกับนางพลันหน้าก็ค่อยๆ แดงขึ้น
‘นี่ข้าคิดอะไรอยู่เนี่ย’ เฟยหงสะบัดหน้าไล่ความคิดนั้นออกไป
‘แล้วทำไมข้าถึงต้องรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าด้วยเสียชื่อพยัคฆ์หมด’ พลางหันหน้ามามองรอบๆ ตัว เ้าสาวของเขา…นางคงไปรอที่เรือนหอแล้ว พอก้มลงมองมือตัวเองก็พบแผลที่นางฝากรอยไว้ถึงสามรอย
‘ฝากไว้ก่อนเถอะ’
…ภายในเรือนหอ ของใช้เกือบทุกอย่างเป็สีแดงหมดในห้องมีโต๊ะไม้อยู่ตัวหนึ่งที่มีทั้งอาหารและสุราชั้นดีวางไว้ถัดไปมีเตียงไม้ฉลุเป็ลายสวยงาม พร้อมกับมีกลีบกุหลาบถูกโปรยไว้เต็มเตียง
หลังจากอิงมี่ถูกพาตัวมาที่นี่ ทั้งพ่อของนางแม่รองแม่สามกับพ่อแม่ของเซี่ยเฟยหงก็เข้ามาพูดคุยให้คำแนะนำกับนางในการปรนนิบัติเ้าบ่าวแน่นอนว่าอิงมี่มิได้ใส่ใจฟังเลยแม้แต่น้อย ด้วยเอาแต่ใช้ความคิดเื่อื่นอยู่พอรู้ตัวอีกทีทุกคนก็พูดจบและจะออกไปแล้ว โดยก่อนออกไป หานหลี่หลุนยังหันมาย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามถอดผ้าคลุมหน้าออกจนกว่าสามีจะเข้ามาเด็ดขาด!!
อิงมี่รอจนในห้องเหลือเพียงนางกับเสี่ยวฮวาแล้วร่างบางก็เดินไปที่โต๊ะอาหาร ตามคำเชิญชวนจากกลิ่นอาหารที่โชยเข้านาสิก
“ข้าจะกินอะไรก่อนดีน้า” อิงมี่พูดก่อนจ้องมองอาหารที่น่ายั่วยวนใจทั้งหลายก่อนจะถอดผ้าคลุมออก แต่ก็มีเสี่ยวฮวามาห้ามเอาไว้
“ฮูหยินไม่ได้นะเ้าคะต้องรอท่านแม่ทัพกลับมาก่อนเ้าค่ะ” เสี่ยวฮวาพูดพลางพยายามยื้อแย่งเนื้อไก่ชิ้นโตที่อยู่ในมือเ้านายของตนแต่ก็ไม่เป็ผล
“ข้าหิวแล้ว อย่ามาห้ามข้าเลยเสี่ยวฮวาแล้วก็อย่ามาเรียกข้าว่าฮูหยินด้วย เรียกข้าคุณหนูแบบเดิมเถิด” อิงมี่พูดแล้วทำสายตาอ้อนวอน ทำให้เสี่ยวฮวาลำบากใจมากถ้านางทำตามที่คุณหนูบอก นางต้องถูกลงโทษแน่ เหมือนอิงมี่จะเดาความคิดอีกฝ่ายออกจึงบอกไปว่า
“ข้าจะเป็คนรับประกันโทษให้เ้าเองอีกอย่างในเรือนนี้เป็เรือนปิดมิมีใครรู้หรอกว่าข้างในทำอะไรกันข้าหิวแล้วได้โปรดเถิดเสี่ยวฮวา อ้อ...เ้ามากินด้วยกันก็ได้นะ”
ไม่พูดเปล่า ยัดเกี๊ยวใส่ปากเสี่ยวฮวาด้วย
“อะ...อื้อ” เสี่ยวฮวารีบเคี้ยวเกี๊ยวชิ้นนั้นแล้วกลืนลงไปจะว่าไปเกี๊ยวนั่นอร่อยมากเลยทีเดียว
“จะ...เ้าค่ะ...คุณหนู” แล้วเสี่ยวฮวาก็จะเดินออกไป
“เดี๋ยว!” อิงมี่เรียกเสี่ยวฮวากลับมาก่อนจะเอาเนื้อเป็ดพะโล้กับขนมจีบอีกสองสามชิ้นส่งให้
“ข้ารู้ว่าเ้าก็หิวเหมือนกัน” เสี่ยวฮวายื่นมือมารับอาหารจากนั้นก็น้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ
“ขอบคุณมากเ้าค่ะ” นี่ก็เป็อีกความประทับใจที่ทำให้นางจงรักภักดีต่อคุณหนูอิงมี่ไม่เสื่อมคลายถึงคุณหนูของนางจะดื้อรั้นทำอะไรพิเรนทร์เพียงใด คุณหนูก็มีน้ำใจให้กับทุกคนแม้แต่บ่าวไพร่อย่างนาง…
เมื่อเสี่ยวฮวาเดินออกไปแล้ว อิงมี่ก็กลับมาจัดการกับอาหารบนโต๊ะนางซัดพวกมันไปเสียเกินครึ่ง เหลือแต่ละอย่างไว้เล็กน้อยพอให้เ้าบ่าวได้มีโอกาสลิ้มรสมัน กับสุรามงคลที่นางเล่นซัดไปเสียหมดขวดเหลือเพียงแค่หยดเดียวอยู่บนฝาขวดเท่านั้น!!!
นี่ถ้าไม่เกรงใจเ้าบ่าวนางคงซัดเรียบทั้งโต๊ะแล้วอิงมี่คิดเข้าข้างตัวเองในใจ หลังจากกินอิ่มแล้วหนังตาก็เริ่มหย่อนอิงมี่กำลังจะลุกไปนอนที่เตียง
แต่แล้วนางก็เพิ่งนึกได้ว่ามีเื่ต้องคิด…และนางก็คิดออกแล้วจะทำอย่างไรถึงจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเขา...
เสียใจด้วยท่านสามีในนามของข้าท่านไม่มีสิทธิ์ได้ตัวข้าหรอก หึๆๆ หลังจากนางจัดการอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ล้มตัวลงนอนทันที…
[1] ยามเหม่า=่เวลา 05.00 -06.59 น. โดยประมาณ
[2]ยามอิ๋น = ่เวลา 03.00 -04.59 น.โดยประมาณ