กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 72 สมรภูมิแห่งความตาย

         มนุษย์ผู้ที่ถูกฝูงหมาป่าเท้าอัคคีไล่ล่านั้นหาใช่ใครที่ไหน  เขาคือลูเซียส มัลเลอร์ผู้ที่ทำข้อตกลงสัญญาพันธมิตรกับแอเรียสนั่นเอง ยามเมื่อฝูงหมาป่าเท้าอัคคีเคลื่อนที่เข้ามาใกล้แอเรียสก็มั่นใจได้กว่าเจ็ดส่วนแล้วว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของฝูงหมาป่าเท้าอัคคีจะต้องเป็นลูเซียสอย่างแน่นอน จากลักษณะท่าทางรวมถึงพลังเวทของลูเซียสทำให้แอเรียสแยกแยะเขาออกจากนักเวทคนอื่นๆอีกเก้าคนอย่างไม่ยากเย็นนัก 

     

        แอเรียสซุ่มดูการต่อสู้ของลูเซียสมาสักครู่หนึ่งแล้ว เขาคิดว่าทายาทแห่งตระกูลมัลเลอร์ผู้นี้จะต้องมีไพ่ตายบางอย่างซ่อนเอาไว้อยู่ในมืออย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนการคาดเดาของแอเรียสจะผิดพลาดเมื่อเขาเห็นท่าทางอันแสนสิ้นหวังของลูเซียสเมื่อครู่นี้ ในที่สุดแอเรียสก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

     

          ลูเซียสลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงงและสับสน ภายในใจเต็มไปด้วยความยินดีเมื่อพบว่าผู้ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือแอเรียสผู้นั้น ในบรรดานักเวททั้งสิบคนที่เข้ามาในดินแดนแห่งนี้แอเรียสนับเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด  และการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้ก็นับได้ว่าเป็นความหวังได้มากที่สุดสำหรับเขา 

     

        แต่ทันใดนั้นลูเซียสเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง  สายตาของเขาเหลือบไปเห็นศพของหมาป่าเท้าอัคคีตัวหนึ่งที่ตอนนี้มันเหลือเพียงร่างที่ไร้หัวของมันเท่านั้น  เขาพยายามเพ่งสายตามองไปยังศพของหมาป่าเท้าอัคคีตัวนั้นด้วยความไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตัวเอง  หมาป่าเท้าอัคคีตัวที่พึ่งตกตายไปนั้นมันเป็นถึงสัตว์อสูรระดับสูงซึ่งไม่น่าจะถูกสังหารในชั่วพริบตาเช่นนี้  ลูเซียสเองก็ไม่ทันรับรู้ด้วยซ้ำว่าหมาป่าเท้าอัคคีตัวนี้ถูกสังหารไปตั้งแต่เมื่อไหร่  มันเป็นช่วงเวลาเพียงแค่เขาหลับตาลงไม่กี่วินาทีเท่านั้น 

     

        ในที่แห่งนี้นอกจากเขาแล้วก็มีเพียงแอเรียสเท่านั้นที่จะลงมือกับหมาป่าเท้าอัคคีได้  ซึ่งการสังหารหมาป่าเท้าอัคคีตัวนั้นย่อมไม่ใช่ฝีมือของเขาอย่างแน่นอน ลูเซียสหันสายตาไปมองที่เด็กหนุ่มที่กำลังยิ้มเล็กๆหันหน้ามามองเขาด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างจะเป็นมิตร รอยยิ้มของเด็กหนุ่มผู้นี้ช่างไม่เหมือนกับผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายที่ถูกรุมล้อมไปด้วยฝูงสัตว์อสูรเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่ดูคล้ายเขากำลังสนุกสนานเสียมากกว่า ในมือของเขากำดาบยาวเล่มหนึ่งเอาไว้อย่างน่าเกรงขาม  หยดเลือดของหมาป่าเท้าอัคคีที่โชคร้ายตัวนั้นยังคงหยดลงมาจากใบดาบอย่างช้าๆ ไม่ต้องคาดเดาก็สามารถให้คำตอบได้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คือมัจจุราชที่สังหารสัตว์อสูรตัวนั้นลง 

     

          ลูเซียสเกือบที่จะละทิ้งความหวังที่จะมีชีวิตรอดไปแล้ว  แต่การปรากฏตัวของเด็กหนุ่มตรงหน้าก็ทำให้ประกายความหวังภายในจิตใจของเขาส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้ง   จิตใจของเขาที่จมดิ่งสู่ห่วงเหวลึกค่อยๆถูกดึงกลับมาในสภาวะอารมณ์ที่ปกติอีกครั้ง

     

         “นี่เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง “

     

        ลูเซียสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ด้วยพิษของบาดแผลมันจึงทำให้น้ำเสียงของเขาค่อนข้างที่จะสั่นเครือ  ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่เกิดจากกรงเล็บของหมาป่าเท้าอัคคีตัวนั้นยังคงรู้สึกอยู่ไม่จางหายไปไหน โลหิตจำนวนไม่น้อยไหนรินออกมาจากบาดแผลอย่างไม่มีหยุด  การถูกโจมตีจากสัตว์อสูรระดับสูงที่มีพลังเกือบจะเข้าสู่ระดับปีศาจนับว่าเป็นสิ่งที่สาหัสนักสำหรับนักเวทระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่หนึ่ง

     

         “ เรื่องนั้นค่อยคุยกันหลังจากที่ข้าจัดการเก็บกวาดเจ้าพวกนี้จนหมดก็แล้วกัน  ตอนนี้เก็บแรงของเจ้าเอาไว้ตั้งคำถามทีหลังเถอะ  รีบกินนี่เข้าไปแล้วก็อยู่นิ่งๆซะ “

     

          แอเรียสไม่ได้ตอบคำถามของลูเซียสแต่กลับโยนเม็ดยาสีเหลืองนวลเม็ดหนึ่งให้กับลูเซียสแทน มันคือเม็ดยาอาบจันทราเม็ดยาระดับสูงที่แอเรียสปรุงขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง ในแหวนมิติของแอเรียสยังคงมีเม็ดยาอาบจันทราอยู่อีกหลายร้อยเม็ด   

     

         “ นี่มัน…เม็ดยาระดับสูงไม่ใช่รึอย่างไร  แค๊กๆๆ !!  หากกลับออกไปเมื่อไหร่ข้าจะนำเงินมาชดใช้ค่ายานี่ให้กับเจ้า  “

     

         ลูเซียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง เพียงพูดออกมาไม่กี่คำเขาก็ไอออกมาพร้อมกับโลหิตสีแดงสด  ดูเหมือนอาการบาดเจ็บภายในของเขาก็เข้าขั้นย่ำแย่เช่นกัน  เขามองดูเม็ดยาอาบจันทราที่อยู่ในมือด้วยความไม่อยากจะเชื่อในสายตาว่าแอเรียสจะโยนเม็ดยาระดับสูงมาให้กับเขาราวกับมันเป็นเพียงลูกกวาดเม็ดหนึ่งเท่านั้น เขาเองก็พอจะรู้ถึงมูลค่าของเม็ดยาระดับสูงว่ามันมีค่ามากเพียงใด 

     

         ภายในใจของลูเซียสเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งต่อการกระทำของแอเรียส เพียงแค่แอเรียสยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิตเขาในครั้งนี้เขาก็รู้สึกว่าเป็นน้ำใจที่มากจนเกินพอแล้ว  เขาไม่คิดเลยว่าแอเรียสจะหยิบยื่นเม็ดยาระดับสูงให้กับเขาโดยแทบจะไม่สนใจมูลค่าของมันเช่นนี้ 

     

         “ เจ้าช่วยรีบๆหยุดพูดแล้วกลืนมันลงไปสักทีเถอะ  ข้าไม่ได้ขยันมาขุดหลุมฝังศพบ่อยๆนะ  ..เจ้าพวกหมาขี้เรื้อนนี่ก็ยืนรออยู่นิ่งๆไม่เป็นรึอย่างไรกัน!  ไม่เห็นรึว่าคนเขากำลังคุยกันอยู่“

     

         ยังไม่ทันที่แอเรียสจะทันได้พูดจบหมาป่าเท้าอัคคีสองตัวก็กระโจนเข้าโจมตีเขาในทันที แอเรียสสบถออกมาด้วยความหงุดหงิดพร้อมกับร่างของเขาที่เคลื่อนที่หลบการโจมตีประสานของหมาป่าเท้าอัคคีได้อย่างทันท่วงที แต่ทันทีที่เขาเคลื่อนที่หลบไปยังอีกทิศทางมันก็มีหมาป่าเท้าอัคคีอีกสองตัวที่รอคอยโจมตีเขาอยู่

     

          พรืดดดด !!

     

          เสียงของกรงเล็บอันคมกริบไปโจมตีแหวกอากาศไปยังร่างของแอเรียส แต่มันก็โจมตีโดนเพียงแค่อากาศที่ว่างเปล่านั้น  การเคลื่อนไหวของแอเรียสนั้นว่องไวกว่าหมาป่าเท้าอัคคีพวกนี้มากนัก พวกมันไม่สามารถเคลื่อนไหวตามความเร็วของแอเรียสได้เลยแม้แต่น้อย

     

          ฝูงหมาป่าเท้าอัคคีต่างรุมเข้าโจมตีแอเรียสจนแทบจะไม่มีเวลาให้เขาได้พักแม้แต่น้อย การต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับสูงสามตัวและระดับกลางอีกสามตัวนับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก การที่แอเรียสสามารถหลบหลีกทุกการโจมตีของฝูงหมาป่าเท้าอัคคีได้เช่นนี้ก็สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ที่เฝ้ามองดูเหตุการณ์อย่างลูเซียสจนมากเกินพอแล้ว 

     

         “ เห็นทีคงจะประมาทเจ้าพวกนี้ไม่ได้แล้วสินะ ครั้งนี้ข้าคงต้องพึ่งพาพลังของเจ้าแล้วล่ะสหายข้า “

     

          แอเรียสพูดออกมาอย่างแผ่วเบาพร้อมกับมองไปยังดาบอสูรมายาในมือของเขาด้วยรอยยิ้มเล็กๆ   ราวกับจิตวิญญาณของดาบอสูรมายาขานรับคำพูดของแอเรียส มันสั่นไหวออกมาเล็กๆอย่างยินดีที่จะได้ต่อสู้ในสมรภูมิร่วมกับแอเรียสอีกครั้ง ดาบอสูรมายาไม่ได้เป็นเพียงอาวุธเวททั่วไปแต่มันเป็นอาวุธที่มีจิตวิญญาณ มันเป็นดาบที่มีจิตสำนึกเป็นของตัวมันเองและมันจะยอมรับผู้เป็นนายของมันเพียงคนเดียวเท่านั้น  ตัวดาบค่อยๆแผ่รัศมีพลังอันแข็งแกร่งออกมา

     

        ราวกับหมาป่าเท้าอัคคีสัมผัสได้ถึงพลังที่แผ่ออกมาจากดาบอสูรมายา พวกมันที่กำลังเตรียมพร้อมที่จะเข้ามาโจมตีแอเรียสกลับหยุดชะงักลงไป  ขาของพวกมันกลับก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว  แม้แต่ลูเซียสที่นอนเจ็บอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองดาบอสูรมายาที่อยู่ในมือของแอเรียสด้วยความตกตะลึง

     

        “ นั่นมันอาวุธเวทระดับสูง!! “

     

         ลูเซียสพูดออกมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตัวเอง อายุเพียงสิบหกปีแต่กลับครอบครองอาวุธเวทระดับสูง  มันไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเหตุใดแอเรียสถึงได้มีของล้ำค่าเช่นนี้อยู่ในมือ สิ่งที่พอจะคิดได้ก็คงเป็นเพราะฟาร์ฮานได้มอบสิ่งนี้ให้กับแอเรียสเป็นแน่  อาวุธระดับสูงในมือของแอเรียสอาจจะเรียกได้ว่าสมบัติประจำตระกูลเลยก็ว่าได้ 

     

          “ ตระกูลสการ์เชียต้องตั้งความหวังไว้กับเขามากถึงเพียงใดกันจึงได้มอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้กับเขา“

     

         ลูเซียสคาดเดาได้เพียงว่าดาบในมือของแอเรียสเป็นสิ่งที่ได้รับมอบมากจากตระกูลสการ์เชียเท่านั้น มันคงไม่อาจจะคิดได้เป็นแน่ว่าดาบเล่มนี้เป็นดาบที่เคยผ่านตาของมันมาก่อนเมื่อครั้งที่มันเข้าร่วมประมูลที่โรงประมูลสายหมอก แต่ในตอนนั้นดาบเล่มนี้เป็นเพียงแค่เศษเหล็กสนิมแขระเล่มหนึ่งเท่านั้น

     

         ท่ามกลางสมรภูมิแห่งความตาย แอเรียสยืนเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่าเท้าอัคคีที่ตอนนี้กำลังจ้องมองมายังเขาด้วยสายตากระหายเลือด   แต่ด้วยรัศมีที่แผ่ออกมาจากดาบอสูรมายามันกลับให้ฝูงหมาป่าเท้าอัคคีหยุดชะงักลงอย่างช่วยไม่ได้  ความรู้สึกที่โกรธแค้นต่อศัตรูที่สังหารพวกพ้องบอกกับมันว่าให้สังหารเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าซะ  แต่สัญชาตญาณบางอย่างกลับบอกให้มันหนีไปให้พ้นจากที่แห่งนี้

     

        หนึ่งคนหนึ่งดาบดวงจิตของทั้งสองประสานกันราวกับเป็นหนึ่งเดียว  แอเรียสปลดปล่อยพลังเวทภายในร่างออกมา  เส้นสายฟ้านับพันส่องประกายอันน่าเกรงขามออกมารอบกายของแอเรียส พลังเวทระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่สองถูกปลดปล่อยออกมากดดันฝูงหมาป่าเท้าอัคคีที่ยืนอยู่รอบๆ  ดาบอสูรมายาเปล่งรัศมีสีดำมืดออกมาราวกับมันเป็นผู้นำสานแห่งความตายที่พร้อมจะพรากทุกชีวิตที่ขวางหน้าของมัน  จิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ออกมารอบๆร่างของแอเรียสในเวลานี้ไม่อาจจะแยกแยะได้เลยว่ามันมาจากแอเรียสหรือดาบอสูรมายาที่กำลังแผ่กลิ่นไอกระหายเลือดนี้ออกมา

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน