การถ่ายทำหยุดพักสองอาทิตย์ฉันอยากจะเปิดร้านใจแทบขาด แต่ไม่กล้าแตะของที่คนในกองทิ้งไว้ในร้านจนเต็ม ขณะกำลังนั่งเบื่อไม่รู้จะกินอะไรที่ร้านเจ๊กุลแกก็ทักขึ้น
“ไปเที่ยวเขาใหญ่กันเถอะชา...”
ในตอนนั้นฉันได้แค่ยิ้มไม่ได้ตอบรับอะไรแต่มันกลายเป็ว่าฉันตกลงรับปากจะไป ทริปนี้เลยเกิดขึ้นแบบที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว
ทริปเที่ยวเขาใหญ่เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายเรานั่งรถตู้คันเก่งของสามีพี่ปอย มุ่งหน้าฝ่าเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นสู่ขุนเขาใช้เวลาเดินทางเกือบสี่ชั่วโมงแวะพักข้างทางไปตลอดสายบรรยากาศสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็ทิวทัศน์สีเขียวขจีอากาศเริ่มเย็นลงจนััได้ถึงลมหนาวที่พัดโชยมาปะทะผิวหน้า
พอเดินทางมาถึงรีสอร์ตที่พัก บรรยากาศรอบตัวก็เต็มไปด้วยธรรมชาติและขุนเขาที่สวยงามน่าประทับใจแต่ว่าหลังจากพวกเราเก็บกระเป๋าเข้าห้องพักเรียบร้อย เจ๊กุลกับลูกสาวกลับขอตัวปลีกตัวไปทำธุระที่อื่นแบบด่วนจี๋ทิ้งให้แก๊งพวกเราสี่คน ได้แก่ วันดา เรย์ นายดิน และฉันเคว้งคว้างอยู่กันตามลำพัง
พวกเราเลยชวนกันเดินลัดเลาะไปหาข้าวมื้อเที่ยงทานกันที่ร้านอาหารบรรยากาศดีใกล้ๆรีสอร์ต ระหว่างที่พวกเรากำลังเดินย่อยอาหารชมวิวทิวทัศน์ธรรมชาติอยู่นั้น จู่ๆวันดากับเรย์ก็แยกตัวเดินหายไปจากกลุ่มอย่างไร้ร่องรอยฉันหันรีหันขวางด้วยความงุนงงก่อนหันไปสะกิดถามนายดิน
“นี่... วันดากับเรย์หายไปไหนก็ไม่รู้”
“หือ? ว่าไงนะ!”
นายดินทำท่าทางใเกินเบอร์ยังไม่ทันที่ฉันจะตั้งตัว เขาก็คว้าหมับที่แขนฉันแล้วลากพรวดไปตามหาทั้งคู่ทันทีเขาพาฉันเดินลัดเลาะไปยังจุดชมวิวต่างๆ จนกระทั่งมาสะดุดตาคู่ชายหญิงค
หนึ่ง ทั้งสองนั่งอยู่บนม้านั่งใต้ร่มไม้ใหญ่ แต่แทนที่จะเดินเข้าไปทักนายดินกลับลากตัวฉันพุ่งหลบเข้าไปในห้องเก็บอุปกรณ์สวนหลังเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยคราดจอบ เสียม และไม้กวาดเก่าๆ เต็มห้อง
“นายจะพาฉันเข้ามาในนี้ทำไมเนี่ย”
ฉันเริ่มโวยวายนายดินเอามือปิดปากฉันไม่ให้พูดเสียงดัง
“เงียบหน่อยสิคุณเดี๋ยวเขาก็รู้ตัวหมด สถานการณ์แบบนี้ ต้องกำลังสารภาพรักกันอยู่แน่ๆ”
ฉันตาลุกโพลงจะสารภาพรักกันงั้นเหรอ...วันดากับเรย์ คู่ที่ไม่เข้ากันแบบสุดๆฉันเริ่มลุ้นตัวโกง อยากรู้ว่าใครจะเป็คนสารภาพก่อนกันแน่
นายดินทำตัวลับๆ ล่อๆเอาตาไปแนบส่องช่องว่างระหว่างผนังไม้กับหลังคาร้านฉันอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้างเลยพยายามเขย่งปลายเท้าชะโงกหน้าส่องดูตามแต่เพราะส่วนสูงอันน้อยนิดทำให้มองไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง แล้วก็เหลือบไปเห็นถังพลาสติกคว่ำอยู่แถวนั้น เลยไปหยิบขึ้นมาเหยียบเพื่อเพิ่มความสูงทว่าถังเ้ากรรมดันโคลงเคลงโยกเยกไปมาทำท่าจะล้มนายดินเห็นเข้าจึงรีบคว้าหมับเข้าที่หัวไหล่ฉันเพื่อช่วยพยุง
ฉันใช้มือเกาะขอบหน้าต่างเพ่งสายตามองลอดผ่านช่องแคบออกไปเห็นภาพของเรย์กับวันดากำลังนั่งคุยกันด้วยท่าทีจริงจัง บรรยากาศน่าลุ้นระทึกนายดินตื่นเต้นจนออกแรงเขย่าตัวฉันโยกไปมา ส่วนฉันก็เผลอเอามือทั้งสองข้างกำเกาะกุมมือนายดินที่จับไหล่ฉันไว้แน่นเพราะเห็นเรย์เริ่มขยับเข้าไปใกล้วันดามากขึ้น
“จูบเลย!จูบเลยเว้ยเรย์!”
นายดินลุ้นจนตัวโก่งส่วนฉันก็เอาแต่จ้องและลุ้นตามไปด้วย
แต่เรย์กลับเอื้อมมือไปกุมมือวันดาขึ้นมาััเบาๆส่วนวันดาก็เขินอายก้มหน้าลงซบไหล่ของเรย์แทน ทำให้เราทั้งคู่เสียอารมณ์
“โด่...อะไรอืดอาดยืดยาดไม่ทันใจ แบบนี้เมื่อไหร่จะได้นางมา”
นายดินโวยวายขัดใจฉันฟังแล้วรู้สึกขัดใจ
“นี่นาย!เรย์เขาสุภาพให้เกียรติผู้หญิงต่างหาก อย่าเอานิสัยส่วนตัวมาเป็เกณฑ์ได้ม่ะ”
พูดไม่ทันขาดคำ... เรย์ค่อยๆ ยกมือขึ้นจับใบหน้าของวันดาขึ้นมาแล้วบรรจงมอบจูบแ่เบาท่ามกลางสายหมอกจางๆ ภาพที่เห็นนั้น ทำให้ฉันหน้าแดงก่ำ ไม่รู้เพราะบรรยากาศ อากาศหรือเพราะอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องทึบฉันใจเต้นแรงมากตอนที่หันมาเห็นนายดินยืนอยู่ด้านหลัง นายดินยืนมองฉันนิ่งไม่มีคำพูด แต่แค่นั้นก็ทำใจสั่น หวั่นไหวเสียมากมาย
“อะไร?” ฉันถามขึ้น
“เปล่า...”
“แล้วจ้องฉันทำไม?”
“ก็อยากจ้อง...ไม่ได้เหรอ...”
“ไม่ได้”
“ขอร้องสิ...ถ้าไม่อยากให้ผมมอง”
ฉันไม่อยากเถียงต่อเพราะหน้ามันแดงฟ้องว่ากำลังอาย ฉันเดินไปที่ประตูตั้งใจจะออกไป แต่ก็โดนคว้าแขนไว้เสียก่อน
นายดินยังคงยืนจ้องหน้าฉันเหมือนเดิมเหมือนจะอยากพูดอะไรแต่ไม่กล้า หรืออาจจะรอให้ฉันเป็ฝ่ายพูดออกมาก่อนแต่ฉันไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ เหมือนเขาจะรู้ว่าขืนอยู่แบบนี้ต่อไปก็ไม่ได้อะไรเขาจึงเริ่มขยับเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้น
“ชา.....ผม.....”
แค่สองคำนี้...ก็ทำให้ฉันเตลิดไปไกลแล้วฉันสะบัดมือแล้วรีบวิ่งออกจากห้องเก็บของนั้นทันทีฉันไม่อยากได้ยินสิ่งที่เขากำลังจะพูด เพราะถ้าเป็การบอกรักฉันก็ยังไม่พร้อมจะฟัง แต่ถ้าเป็เื่ไร้สาระเช่นการชวนทะเลาะฉันก็คงผิดหวังจนทำใจไม่ได้ ดังนั้น ไม่ฟังเสียดีกว่า หนีไปให้ไกลก่อนที่ความใกล้..จะทำลายความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันมา
หลังจากเหตุการณ์ชวนระทึกในห้องเก็บของเมื่อบ่าย นายดินก็ตัวติดกันตลอดเวลาทั้งปั่นจักรยาน ท่องเที่ยวเดินเล่นชมสวนดอกไม้เมืองหนาว และแวะจิบกาแฟอุ่นๆคุยเล่นเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งตกเย็น วันดากับเรย์ก็ตามมาสมทบที่โรงแรม พวกเราไปกินมื้อค่ำด้วยกัน ก่อนแยกย้ายเข้าห้องพักผ่อน
แต่พอกลับมาถึงห้องวันดากลับเดินออกไปยืนคุยโทรศัพท์กะหนุงกะหนิงอยู่ที่ระเบียงห้องต่อ ฉันล้มตัวลงนอนดูทีวีฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อยรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อยจนชั่งใจอยู่พักใหญ่ว่าจะกดปิดไฟนอนมืดๆ ไปเลยดีไหมหรือควรจะรอสักพักหน้าจอโทรศัพท์ก็ขึ้นเตือนว่ามีข้อความเข้ามา
ดิน :เรย์คุยโทรศัพท์กับวันดาโคตรนาน
ชา : รู้แล้ว...เห็นอยู่ที่ระเบียง
ดิน : สลับห้องกันมั้ย...เดี๋ยวผมไปนอนที่ห้องกับคุณและให้วันดามานอนกับเรย์
ชา : ฝันไปเถอะ...ไอ้ลามก
หลังจากนั้นบทสนทนาแชทระหว่างเราก็ดำเนินยาวนานต่อเนื่องข้ามไปอีกเป็ชั่วโมงอย่างไม่น่าเชื่อจนกระทั่งหนังตาเริ่มหย่อนเพราะความง่วง แต่เหลือบมองออกไปที่ระเบียงยัยวันดาก็ยังคงยืนหัวเราะคิกคักถือโทรศัพท์แนบหูคุยกับแฟนหนุ่มไม่เลิกราอย่างกับว่าอยู่ห่างไกลกันทั้งที่จริงแล้วห้องก็อยู่ตรงข้ามกันนี่เอง
ฉันตัดสินใจพิมพ์บอกลาส่งท้ายไปหานายดินว่ากำลังจะเข้านอนแล้วและกดปิดหน้าจอโทรศัพท์ตัดการเชื่อมต่อไม่อยากให้ใครมารบกวนเวลาพักผ่อนอีกตั้งใจว่าจะหลับตาลงนอนจริงๆ จังๆ เสียที
ชา : ฉันง่วงแล้วนอนก่อนนะ
ดิน : ฝันดีครับ...ชา
ข้อความนั้นทำให้ฉันแทบกรี๊ดชา...นายเรียกด้วยชื่องั้นเหรอ? แปลกดีแท้ มือฉันนิ่งอยู่ที่แป้นพิมพ์นานมากไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปดีหรือไม่สุดท้ายก็ปิดโทรศัพท์ไปโดยให้ข้อความที่เขาส่งมานั้นเป็การสนทนาประโยคสุดท้ายของคืนนี้
พอปิดโทรศัพท์ลงเื่ความสัมพันธ์ของวันดากับเรย์ก็วิ่งเข้ามาในหัวทันที ทำไมนะ...ทั้งที่ทั้งคู่ก็ทำงานที่เดียวกันมาตั้งนานแต่ทำไมความสัมพันธ์ของเด็กสองคนนั้นถึงเพิ่งมาลงตัวในจังหวะนี้? ทำไมพวกเขาถึงเพิ่งมารักกันในเวลานี้ได้นะ? หรือว่านี่แหละที่เรียกว่า "จังหวะและเวลาของชีวิต” แบบที่นายดินเคยพูดไว้?...แล้วตัวฉันล่ะ? ถึงเวลาและจังหวะของชีวิตฉันรึยัง......
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*