“สวัสดีครับ ผมชื่อ ไตรภพ วีรเดชสกุล หรือเรียกผมสั้นๆ ว่าหินก็ได้ครับ” หินเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
หลังจากที่หินเอ่ยแนะนำตัวเองออกไป ทุกคนภายในห้องต้องใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งถึงจะสามารถเรียกสติของตนเองกลับมาได้
“เอ่อ...คุณหิน คุณดูไม่เหมือนอย่างที่พวกเราคิดเอาไว้เลย” ในที่สุดก็มีชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา พวกเขาต่างวาดภาพหินไว้ต่างๆ นานา แต่ที่เห็นตรงหน้านั้นไม่ได้อยู่ในความคิดของพวกเขาแม้แต่น้อย
หินเพียงยิ้มขึ้นแต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป
“ดูภายนอกแล้ว คุณยังดูเหมือน..ดูเหมือนแค่นักศึกษาคนหนึ่ง” ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยความไม่มั่นใจนัก แต่ไม่ว่าจะยังไงทุกคนภายในห้องต่างเห็นด้วยกับคำพูดที่ชายคนนี้เอ่ย
“ใช่ครับ ตอนนี้ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่” หินเอ่ยขึ้น
“ห๊ะ!?” หลายคนภายในห้องอุทานขึ้นด้วยความลืมตัว
“คุณหิน ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่?” ชายคนเดิมเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“19 ปีครับ”
“...” เมื่อได้ยินคำตอบ หลายคนถึงกับอึ้งจนอ้าปากค้าง
19 ปี….อายุแค่ 19 ปีเท่านั้น!! แต่กลับสามารถก่อตั้ง DrawkCab ขึ้นมาได้ DrawkCab คืออะไร? DrawkCab คือองค์กรลึกลับที่สุดในโลกองค์กรหนึ่ง ผู้คนมากมายต่างอยากเข้าร่วมกับองค์กรนี้
เพียงแต่องค์กรลึกลับนี้กลับมีวิธีการในการคัดเลือกสมาชิกที่แปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด ไม่มีใครทราบว่าวิธีไหนที่องค์กรใช้ในการคัดเลือก แต่สิ่งที่การันตีได้อย่างหนึ่งก็คือ ใครก็ตามที่ได้เป็นสมาชิกขององค์กรนี้ได้นั้น หมายความว่าเขาคนนั้นเป็นคนดีอย่างแน่นอน
ดังนั้นหลายๆ ครั้งที่สมาชิกของ DrawkCab ลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้อื่น พวกเขาจะได้รับการต้อนรับและปฏิบัติเป็นอย่างดี นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมาชิกของ DrawkCab รู้สึกดีและภาคภูมิใจ แต่จะมีซักกี่คนที่ได้รับรู้เช่นพวกเขาว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังองค์กรลึกลับนี้ก็คือเด็กหนุ่มที่อายุแค่เพียง 19 ปีคนนี้
“คุณหิน ไม่ใช่ว่าคุณกำลังเรียนอยู่ปีหนึ่งหรอกใช่ไหม?” ครั้งนี้เป็น ดร.วิลสันเอ่ยถามขึ้นมา ทั้งๆ ที่เป็นคนถามแต่น้ำเสียงของเขากลับดูไม่มั่นใจแม้แต่น้อย
“ผมกำลังเรียนอยู่ปีหนึ่ง สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ครับ” หินตอบกลับไป
ตอนนี้ยิ่งได้ฟังคำตอบของหินมากเท่าไหร่ พวกเขายิ่งอึ้งและประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้น ด้วยระดับความสามารถของหินเขาไม่จำเป็นต้องเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ ระดับความสามารถของหินในตอนนี้ถ้ามีมหาลัยชื่อดังรู้เข้าคงแย่งกันยื่นปริญญากิตติมศักดิ์ให้ด้วยความยินดี
แต่ถึงยังไงพวกเขาก็รู้ว่าหินต้องมีเหตุผลของตัวเองอย่างแน่นอนและพวกเขาก็รู้ว่าไม่ควรที่จะถามถึงเหตุผลออกไปเพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของหิน
“มิน่าล่ะ...ถึงไม่มีใครสามารถเจาะเข้าระบบของคุณได้” เสียงหนึ่งดังขึ้นมา มันทำให้ทุกคนภายในห้องนึกตามทันที
ทันทีที่เว็บไซต์ BlackBox เปิดตัว องค์กรและรัฐบาลทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่แฮ็กเกอร์ฝีมือดีต่างพยายามที่จะแฮ็ก เจาะเข้าระบบของเว็บไซต์แต่กลับไม่มีใครสามารถทำได้สำเร็จ นั่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ลึกลับนี้มีความสามารถมากขนาดไหน
‘เก่งด้านคอมพิวเตอร์แล้วมันเกี่ยวกับวัคซีนรักษามะเร็งได้ยังไง?’ หลายคนมองไปที่หินด้วยสายตาไม่เข้าใจ
“คุณเรียนวิศวะคอมฯ แต่กลับสามารถคิดค้นวัคซีนรักษามะเร็งขึ้นมาได้ หรือว่า...คุณจะมีทีมวิจัยเป็นของตัวเอง?” ดร.วิลสันเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
หลายๆ คนภายในห้องต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ ดร.วิลสันพูด ถ้าเป็นอย่างที่ว่า นั่นย่อมสมเหตุสมผลแล้ว อัจฉริยะโดยปกตินั้นมักจะเก่งด้านใดด้านหนึ่งอย่างสุดโต่ง การที่หินจะเป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์พร้อมกับเป็นอัจฉริยะด้านวิทยาศาสตร์มันย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะบอกว่าหินมีทีมวิจัยที่ทำงานให้เขานั่นย่อมเป็นอะไรที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
หินส่ายหน้าปฏิเสธออกไปก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงปกติ
“ผมทำทุกอย่างด้วยตัวของผมเองคนเดียว”
‘กับอีก 1 AI’ เขาไม่ได้โกหก เขาทำแค่คนเดียวจริงๆ ส่วนเดวิดมันไม่ใช่คนมันคือ AI
“...” ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ทุกสายตาภายในห้องต่างมองไปที่หินประหนึ่งคนโง่งม เมื่อสักครู่เขาพึ่งบอกว่าทำทุกอย่าง ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว…พวกเขาไม่ได้หูฝาดไปใช่หรือไม่?
นอกจากเก่งด้านคอมพิวเตอร์แล้วเขายังเก่งด้านวิทยาศาสตร์อีกด้วย ถ้าหากจะบอกว่าเป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ แต่พอจะมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง ก็อาจจะไม่แปลกเท่าไหร่นัก แต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับมีความสามารถสุดโต่งทั้งสองสาย
ขณะที่ฝั่งหนึ่งยุ่งเกี่ยวกับสารเคมีและการวิจัย อีกฝั่งหนึ่งกลับเป็นการเขียนโค้ด ดูแลระบบและพัฒนาอัลกอริทึม ทั้งสองอย่างนี้มันแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ตอนนี้พวกเขารู้สึกว่าหลักเหตุและผลไม่สามารถใช้อธิบายเกี่ยวกับตัวตนของหินได้ สิ่งที่พวกเขานึกได้ตอนนี้ก็คือ พวกเขาได้พบกับยอดคนเข้าแล้ว เด็กหนุ่มตรงหน้าพวกเขาคืออัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ
“คุณพอจะบอกเราได้ไหมว่า ใช้วิธีไหนในการคัดเลือกคนเข้าเป็นสมาชิกขององค์กร” สมิธเอ่ยถามขึ้นมา
สิ้นเสียงของสมิธทุกคนต่างมองไปที่หินด้วยสายตาคาดหวัง พวกเขาอยากรู้จริงๆ ว่าหินใช้วิธีการไหนในการคัดเลือกคนดีๆ เข้าองค์กร ไม่ใช่แค่พวกเขาที่สนใจใคร่รู้ แต่ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
บนโลกนี้ยังไม่มีเครื่องมือใดที่สามารถใช้วัดค่าความดีความชั่วได้ อย่างน้อยๆ ในตอนนี้ก็ยังไม่มี แล้ว DrawkCab ใช้วิธีไหนในการคัดเลือกคนเข้าร่วมกับองค์กร
หลายๆ คนที่เป็นสมาชิกของ DrawkCab นั้นเคยติดคุกหรือทำความผิดมาก่อน แต่กลับผ่านเงื่อนไขสามารถเป็นสมาชิกของ DrawkCab ได้ แต่บางคนที่เป็นถึงผู้นำศาสนาหรือแม้กระทั่งผู้ที่เป็นคนดีในสายตาชาวโลก กลับไม่ถูกยอมรับให้กลายเป็นสมาชิกของ DrawkCab
แน่นอนว่า ทุกคนที่มาสมัครเป็นสมาชิกของ DrawkCab นั้นจะถูกสืบประวัติย้อนทั้งหมดโดยเดวิด เดวิดสามารถเข้าถึงแทบทุกอย่างบนโลก อินเทอร์เน็ต กล้องวงจรปิด อีเมล ข้อความ โทรศัพท์ ประวัติการใช้งานต่างๆ
เดวิดเป็นปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่มีระบบประมวลผลขั้นยอด อย่างน้อยๆ ในโลกเก่าของหินเดวิดเป็น AI รุ่นที่สุดยอดที่สุดแล้ว เดวิดสามารถประมวลผลข้อมูลได้มากถึงเป็นล้านๆ ครั้งต่อวินาที นอกจากนั้นเดวิดยังมีระบบตรรกศาสตร์ขั้นสูงที่คล้ายคลึงกับมนุษย์เป็นอย่างมาก เดวิดจึงสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจการกระทำของบุคคลได้
ด้วยเหตุนี้ต่อให้มีผู้คนมากมายจากทั่วทุกมุมโลกสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของ DrawkCab เดวิดก็สามารถประมวลผลได้อย่างไม่ยากเย็น อีกทั้งด้วยระบบตรรกศาสตร์ขั้นสูงทำให้เดวิดสามารถวิเคราะห์นิสัยและเจตนาของผู้สมัครได้อย่างแม่นยำ
แน่นอนว่าหินไม่มีทางบอกเรื่องนี้ออกไป
“ผมจะถือว่านี่เป็นคำถามสุดท้ายเกี่ยวกับผม พวกคุณอยากจะเปลี่ยนคำถามรึเปล่า?” หินตั้งเงื่อนไขขึ้นมา ไม่อย่างนั้นเขาคงจะโดนถามตลอดทั้งวันแน่ๆ ส่วนที่หินให้โอกาสพวกเขาเปลี่ยนคำถามเพราะเขาไม่มีทางบอกคำตอบของคำถามนี้อย่างแน่นอน
ทั้ง 11 คนภายในห้องต่างหันไปคุยกันอยู่ครู่ก่อนที่ทั้งหมดจะยืนยันกับหินว่าไม่ต้องการเปลี่ยนคำถามอย่างแน่นอน ไม่มีใครที่ไม่อยากรู้ว่าหินใช้อะไร ใช้วิธีการไหนในการคัดเลือกสมาชิกของ DrawkCab ไม่เว้นแม้กระทั่ง ดร.ภัทร ที่รอฟังด้วยความตั้งใจ
“วิธีนั้นก็คือ…”
‘ก็คือ…?’ ทุกคนภายในห้องต่างก็ลุ้นไปกับคำตอบของหิน
“เป็นความลับครับ” หินเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“...”
ถ้าถามว่าตอนนี้ทุกคนภายในห้องรู้สึกยังไงลองนึกภาพว่า พวกเขากำลังอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้งและร้อนระอุ พวกเขารู้สึกกระหายน้ำเป็นอย่างมาก ทันใดนั้นนั่นเองได้มีคนคนหนึ่งยื่นขวดน้ำมาให้เขาทำให้พวกเขาดีใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อพวกเขาเปิดฝาขวดออกเพื่อดื่มน้ำกลับกลายเป็นว่าภายในขวดนั้นว่างเปล่า…พร้อมกันชายคนนั้นก็เอ่ยขึ้นมาว่า ‘เอ้า น้ำหมดเหรอเนี่ย...’
‘เพื่อ!? เพื่อ!? เพื่อ!? เพื่ออะไร!?’ ตอนนี้พวกเขาทั้งห้องต่างรู้สึกอยากจะบีบคอไอ้เด็กหนุ่มตรงหน้าจริงๆ
“พวกคุณคงไม่คิดว่าผมจะตอบคำถามนี้จริงๆ ใช่ไหม?”
“...” ความเงียบเป็นคำตอบได้อย่างดีว่าพวกเขาคิด
“ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากตอบ แต่เรื่องแบบนี้มันควรจะเป็นความลับ ผมหวังว่าพวกคุณจะเข้าใจ”
หลายๆ คนภายในห้องต่างรู้สึกผิดและถอนหายใจออกมาเบาๆ พวกเขารู้ว่าหินหมายถึงอะไร เรื่องแบบนี้มันสมควรจะเป็นความลับถูกแล้ว เพียงแต่พวกเขาผิดเองที่ไปถามเรื่องแบบนี้กับหิน เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นครอบงำสติแท้ๆ
หินก็ไม่ได้โทษพวกเขา นี่มันไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใด เขาก็เป็นนักวิทยาศาสตร์เหมือนกันย่อมรู้ดีว่านิสัยโดยทั่วไปของนักวิทยาศาสตร์คืออะไร มันคือ ‘ความอยากรู้อยากเห็น’
อยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง? ถ้าทำแบบนี้มันจะได้อะไร? มันพิสูจน์ได้หรือไม่ ด้วยวิธีการใด? เป็นเพราะความอยากรู้นี้จึงทำให้เกิดการทดลองการวิจัยขึ้นมา นั่นจึงทำให้พวกเขาถูกเรียกว่านักวิทยาศาสตร์
“พวกคุณไม่ต้องรู้สึกผิดกัน ผมไม่ได้กล่าวโทษพวกคุณสักหน่อย เวลาผมมีไม่มากดังนั้นผมจะเข้าเรื่องเลยละกัน” เมื่อหินเอ่ยขึ้นทุกคนภายในห้องต่างรีบรวบรวมสติตนเองแล้วตั้งใจรอฟังสิ่งที่หินจะเอ่ย
“ผมอยากให้พวกคุณทุกคนในห้องช่วยมาเป็นกำลังหลักในการผลิตของผม เนื่องด้วยกำลังการผลิตของผมคนเดียวในปัจจุบัน ผมไม่สามารถผลิตมันให้เพียงพอต่อความต้องการของคนทั่วโลกได้ สาเหตุที่ผมคัดเลือกพวกคุณมาจากทุกทวีปเพื่อที่จะให้ง่ายต่อการกระจายของในทวีปนั้นๆ ”
ทุกคนต่างพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่หินเอ่ย พวกเขารู้ว่าหินสามารถผลิตวัคซีนรักษามะเร็งได้เพียง 5,000 หลอดต่อวันเท่านั้น ที่พวกเขารู้กัน
เพราะBlackBox จะเปิดให้สุ่มวัคซีนเพียงแค่ 5,000 หลอดต่อวัน ซึ่งนั่นไม่มีทางเพียงพอต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งทั่วโลกที่มีมากถึง 20 ล้านคน
ส่วนการคัดเลือกพวกเขามาจากทุกทวีปนั้นจะเป็นการช่วยให้การกระจายของนั้นทั่วถึงทุกคนบนโลกได้ง่ายขึ้น ดังนั้นตั้งแต่แรกที่พวกเขาเจอกันจึงไม่แปลกใจแม้แต่น้อยเพราะพอจะเดาสาเหตุพวกนี้ออกได้
“ส่วนนี่คือรายชื่อสิ่งที่ผมต้องการให้พวกคุณช่วยผมผลิตมันออกมา” หินเอ่ยต่อก่อนจะให้ ดร.ภัทรฉายสไลด์โชว์รายชื่อออกมาบนหน้าจอโปรเจคเตอร์
“!!!” ถ้าคางของมนุษย์สามารถยื่นจนตกไปถึงพื้นได้ ตอนนี้คงจะได้ยินเสียงคางของคนทั้งห้องตกกระทบพื้นเป็นแน่แท้ มันไม่แปลกนักที่ทุกคนในห้องต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อได้เห็นรายชื่อรายการที่หินต้องการจะผลิต ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันพวกเขาไม่มีทางผลิตสิ่งของตามรายชื่อที่พวกเขาได้เห็นอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังจะบอกพวกเขาว่า ต้องการให้พวกเขาช่วยผลิตมันออกมา หรือว่า...เขาสามารถผลิตมันออกมาได้สำเร็จแล้ว!!?? ทุกคนในห้องต่างตั้งคำถามขึ้นมาในใจด้วยความตกตะลึง-------------------------------
ขอโทษที่ลงช้าครับ อย่าโกรธ W นะ
ขอสารภาพความผิดว่าไปเจอนิยายเรื่องหนึ่งที่สนุกมาก (ตั้ง 1500 กว่าหน้า) ทำให้ติดงอมแงมจึงเป็นสาเหตุให้แต่งตอนนี้ได้ล่าช้า