ฉันค่อยๆ ก้าวลงจากรถด้วยอาการขาสั่นพั่บๆเพราะกำลังตื่นตะลึงกับความอภิมหารวยของพ่อตัวเอง นอกจากธุรกิจสายการบินทรัพย์สินพันล้าน และบ้านใหญ่โตประหนึ่งคฤหาสน์แล้ว ยังมีเหล่าคนรับใช้อีกนับสิบที่ออกมายืนเรียงรายรอต้อนรับเ้านายกลับเข้าบ้าน
อีกครั้งที่มือของฉันไม่มีโอกาสได้ัักับประตูรถหรูเพราะถูกชายสูงวัยแต่งกายสุภาพเดินเข้ามาแย่งเปิด และเมื่อพวกเราลงไปยืนอยู่บนพื้นกลุ่มคนเ่าั้ต่างพากันก้มหัวให้อย่างนอบน้อม เล่นเอาฉันทำตัวไม่ถูกและเผลอโค้งตัวตอบรับด้วยท่าทางเงอะงะ
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ คุณผู้ชาย”
ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนลากจากพ่อหันมามองฉันพร้อมคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้เขาดูเป็คนสุภาพใจดีและมีออร่ากว่ากลุ่มคนด้านหลังฉันจึงเดาว่าเขาน่าจะเป็หัวหน้าพ่อบ้าน
“ยินดีต้อนรับครับ คุณหนูนิทาน”
รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อชื่อของฉันเป็ที่รู้จักที่นี่แสดงว่าพ่อน่าจะเกริ่นข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับฉันเอาไว้บ้างแล้ว
ฉันพยักหน้าพร้อมฉีกยิ้มแหยๆตอบรับด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่ชินกับการถูกปฏิบัติด้วยความสุภาพนอบน้อม ก่อนความสนใจของคุณลุงหัวหน้าพ่อบ้านจะถูกดึงกลับไปที่คุณพ่ออีกครั้ง
“2 คนนั้นอยู่ที่ไหน?”
คุณพ่อกล่าวถามพลางกวาดสายตาคล้ายกำลังมองหาอะไรบางอย่างแต่ยังไม่ทันที่คุณลุงจะได้เอ่ยตอบ เสียงของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นพร้อมผู้เป็เ้าของเสียงวิ่งลงมาจากขั้นบันได
“กลับมาแล้วเหรอคะ?”
เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับฉันพุ่งตรงเข้ามากอดคุณพ่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มก่อนผละออกมามองหน้ากัน ฉันยืนมองเหตุการณ์นั้นด้วยความสับสนงุนงงอยู่เงียบๆ
ดูจากรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ และการแต่งกายฉันมั่นใจว่าเธอต้องอยู่ในชนชั้นเ้านายของที่นี่ อีกทั้งความสนิทชิดเชื้อกับคุณพ่อของฉันขนาดนี้คงไม่น่าจะใช่ลูกสาวแม่บ้านแถวนี้อย่างแน่นอน
“แม่เราล่ะ?”
ฝ่ามือใหญ่ยกลูบกลุ่มผมสีดำสนิทของเด็กคนนั้นด้วยท่าทีอ่อนโยนจนฉันรู้สึกได้ถึงความรักความเอ็นดูที่ดูผิดปกติ
‘หลานสาวอย่างนั้นเหรอ?’
เธอคงเป็ลูกเครือญาติสักคนของคุณพ่อนั่นคือสิ่งที่ฉันคิด นี่ฉันมีลูกพี่ลูกน้องหน้าตาดีขนาดนี้เลยหรือไง
แม้เธอจะมีผมและั์ตาสีดำสนิททว่าเครื่องหน้ากลับออกทางยุโรป ไม่พ่อหรือแม่ของเธอคงเป็คนต่างชาติฉันเองก็อยากเป็ลูกครึ่งกับเขาบ้างเหมือนกัน
ขนตายาวงอนจนน่าอิจฉา ดวงตากลมโตประหนึ่งตุ๊กตา คิ้วเรียวได้รูปรับกับสันจมูกโด่งคมปากเป็กระจับโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ อายุแค่นี้ฉันเชื่อว่าคงไม่ได้สวยจากการศัลยกรรม
“คุณแม่กำลังเข้าครัวทำกับข้าวอยู่ค่ะวันนี้เราจะได้ทานอาหารจานพิเศษกัน”
เธอดูตื่นเต้นและคล้ายจะมีการโปรโมตอยู่กลายๆขณะกล่าวตอบ
“ว้าว~ วันนี้พายุจะเข้าบ้านเราไหมนะ?ฮ่าๆ”
“อย่าแซวสิคะ เดี๋ยวคุณแม่ก็เขินไม่ยอมเข้าครัวอีกหรอก”
“จ้าๆ”
ทั้งคู่พูดจาหยอกเย้าพร้อมหัวร่อต่อกระซิกกันไปมาบรรยากาศโดยรอบตลบอบอวลไปด้วยความสุขที่ฉันเข้าไม่ถึงความสนใจของทุกคนพุ่งตรงไปยังเด็กคนนั้น จนฉันเริ่มรู้สึกหงุดหงิดอย่างไร้สาเหตุเกิดความริษยาเล็กๆ ขึ้นภายในใจ
ก่อนหน้าที่หล่อนจะปรากฏตัวดาราเอกของงานนี้คือฉันแต่พอเธอมาฉันกลายเป็ตัวประกอบในพริบตาแม้กระทั่งคุณพ่อก็เอาแต่พูดจาเย้าหยอกกับเธอ คล้ายลืมว่าฉันก็มีตัวตนยืนอยู่ตรงนี้เช่นกัน
“อะฮึ่ม!”
เมื่อถูกเมินจนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ธาตุอากาศฉันจึงเรียกร้องความสนใจด้วยการกระแอมเบาๆ บทสนทนาพร้อมเสียงหัวเราะหยุดลงแต่แทนที่จะเป็คุณพ่อที่ต้องหันมาหาทว่ากลับเป็เด็กสาวจอมแย่งซีนปรี่เข้ามาหาฉันแทน
“นี่คงเป็พี่นิทานสินะคะ?”
เธอกล่าวถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มตื่นเต้นดีใจกวาดสายตามองฉันทั้งตัวั้แ่หัวจรดศีรษะ ฉันใและไม่ทันตั้งตัวจึงไม่รู้จะตอบโต้เธออย่างไรทำเพียงพยักหน้ารับน้อยๆ
“เอมิลี่ค่ะ หรือจะเรียกว่าเอมมี่ก็ได้ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ดีใจที่สุดเลยค่ะที่ได้เจอหน้าพี่นิทาน”
ปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าเธอดูดีเยี่ยม ไม่ถือตัวเป็มิตร และเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ขณะที่ฉันคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะกล่าวตอบเธอกลับด้วยคำว่าอะไรดีทำเพียงแค่ฝืนยิ้มแห้งๆ ทั้งที่ภายในใจอยากขมวดคิ้วใส่กับท่าทางแสนเฟรนลี่จนน่าหมั่นไส้นั่น
“เข้าไปในบ้านกันเถอะ สงสารพี่นิทานเธอเดินทางมาไกลคงอยากพักผ่อน”
คุณพ่อคงจะจับสังเกตสีหน้าฉันได้ ท่านคงพอรู้ว่าฉันไม่ชอบใจกับสถานการณ์ที่เป็อยู่ในตอนนี้จึงเดินนำพวกเราขึ้นบันไดเข้าไปในตัวบ้าน
เมื่อเข้ามาด้านในฉันจึงรู้ว่าสิ่งที่จินตนาการเอาไว้นั้นผิดถนัดคฤหาสน์หลังเบ้อเริ่มที่ควรจะมีผู้อาศัยจำนวนมากทว่ากลับเงียบสงบคล้ายอยู่กันเพียงไม่กี่คนคนซึ่งเดินผ่านไปมาให้เห็นเป็แม่บ้านแทบทั้งสิ้น
จนกระทั่งเรามาหยุดอยู่ในห้องโถงที่ฉันเดาว่าน่าจะเป็ห้องรับแขกเพราะเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เน้นประดับไม่ได้ใช้สอย มีเพียงชุดโซฟาหรูตรงกลางห้องสามตัวเท่านั้นที่น่าจะใช้งานได้จริง
“นั่งรอพ่ออยู่ตรงนี้สักเดี๋ยวนะ”
พ่อเดินหายเข้าไปอีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆโดยมีเอมมี่เดินตามติดไม่ห่างกาย ก็แค่หลานจำเป็ต้องติดแจขนาดนั้นด้วยเหรอฉันเป็ลูกสาวแท้ๆ ยังไม่ทำตัวแบบนั้น
ยิ่งรู้จักยิ่งน่าหมั่นไส้!
ฉันพ่นลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดพยายามหันดูนู่นนี่เพื่อให้ความขุ่นมัวในอารมณ์เบาบางจนสายตาไปสะดุดเข้ากับแม่บ้านสาวคนหนึ่ง กำลังเดินถือถาดซึ่ง้ามีแก้วเปล่าพร้อมเหยือกน้ำส้มเย็นเฉียบวางอยู่เข้ามาหาสังเกตได้จากไอน้ำที่เริ่มเกาะข้างภาชนะ
เธอทรุดกายคุกเข่าข้างโต๊ะกาแฟจัดแจงรินของเหลวในเหยือกใส่แก้วให้ และลุกเดินถอยออกไปเงียบๆ อย่างสุภาพ ฉันรู้สึกว่าคนที่นี่ดูไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นเื่ชาวบ้านเจียมเนื้อเจียมตัวและสุภาพนอบน้อม แตกต่างจากคนรับใช้ในบ้านของคุณหญิงผกาลิบลับ
ฉันเลิกสนใจแม่บ้านคนนั้น และหันมาหยิบแก้วน้ำส้มยกขึ้นกำลังจะดื่มเป็จังหวะที่เอมมี่ออกมาจากห้องที่เพิ่งเข้าไปพอดีพร้อมกับคุณพ่อและผู้หญิงต่างชาติวัยไล่เลี่ยกับท่านเธอคงเป็คนในหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้ที่ถูกกล่าวถึงแม่คงของเด็กน่าหมั่นไส้คนนั้นแน่ๆ
“ยินดีต้อนรับนะจ๊ะหนูนิทาน”
ตอนแรกมันเป็แค่การคาดเดาเอามั่วๆแต่ตอนนี้ฉันมั่นใจแล้วว่าคิดถูก ลูกถอดนิสัยมาจากแม่แบบเป๊ะๆ
เธอเดินดิ่งเข้ามาทรุดกายนั่งลงบนโซฟาข้างๆจนหัวเข่าของเราแทบจะเกยกัน พร้อมแสดงอาการตื่นเต้นดีใจเล่นเอาฉันวางแก้วน้ำส้มกลับที่เดิมแทบไม่ทัน
“เอ่อ ค่ะ”
ฉันอึกอักตอบกลับพร้อมขยับก้นถอยหลังหนีเล็กน้อยเธอยังมิวายขยับตามเข้ามาหา จำเป็ต้องทำตัวสนิทชิดเชื้อกับคนแปลกหน้า ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกขนาดนั้นด้วยหรือคนที่นี่เขามีวัฒนธรรมแบบนี้กันหรือไง
“หิวไหมจ๊ะ? น้าทำอาหารรอเราเยอะแยะเลยนะ”
เธอยังคงสวมบทบาทราชินีผู้มีแต่ความอ่อนโยนและรอยยิ้มแสดงความเป็ห่วงเป็ใยจนฉันเริ่มอึดอัด
“พี่นิทานโชคดีมากเลยนะคะปกติคุณแม่ไม่เคยลงมือทำอาหารให้ใครทานสักคน แม้แต่เอมมี่ยังไม่มีโอกาสเลยค่ะ”
ฝั่งขวาเป็แม่ฝั่งซ้ายดันเป็ลูกสาวของหล่อนอีกเอมมี่เองก็เข้ามาทิ้งกายนั่งขนาบข้างฉันในระยะประชิด ประหนึ่งตอนนี้ฉันเป็ไส้กรอกที่มีขนมปังสองอันประกบส่วนคุณพ่อของฉันเอาแต่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองเรา พวกเขามีความสุขกันส่วนฉันประหม่าจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
“อื้อ... อย่าพูดไปสิลูก แม่เขินนะ”
“ก็มันจริงนี่คะคุณแม่ เอมมี่น้อยใจได้ไหมคะเนี่ย?”
ระหว่างที่แม่ลูกงอนง้อกันข้ามหัวฉันไปมาเป็อีกครั้งที่คุณพ่อพาฉันออกจากบรรยากาศน่าอึดอัดหรือเขากำลังพาฉันเข้าสู่เื่ที่ทำให้รู้สึกแย่ขึ้นกว่าเดิมก็ไม่รู้
“นิทาน”
“คะ?”
ฉันตอบรับคำเรียกขานจากพ่อด้วยใบหน้าที่มีแต่ความสงสัยทำไมจู่ๆ สีหน้าพ่อถึงเปลี่ยนไป รอยยิ้มถูกแทนที่ด้วยความเคร่งขรึมแถมบรรยากาศยังชวนมาคุแปลกๆ
“พอดีพ่ออยากแนะนำให้รู้จักกับครอบครัวของเรา”
ก็แค่แนะนำให้รู้จักกันจำเป็ต้องทำสีหน้าท่าทางจริงจังขนาดนั้นด้วยเหรออย่างกับพาฉันไปทำความรู้จักกับคนสำคัญระดับประดับ
“อ๋อค่ะ ได้สิคะ พวกเขาอยู่ไหนเหรอ?”
ฉันกวาดสายตามองหาครอบครัวที่พ่อพูดถึงแต่กลับพบเพียงแค่เราสี่คนในห้องโถงนี้
ไหนล่ะครอบครัวคนอื่นๆ คงไม่ได้มีแค่หลานสาวกับคุณป้าหรือคุณน้าคนนี้หรอกใช่ไหม มันดูน้อยเกินไปนะสำหรับครอบครัวที่อาศัยกันอยู่ที่นี่
ฉันลากสายตากลับมามองหน้าคุณพ่ออีกครั้งอย่างเฝ้ารอคำตอบทว่าท่านไม่ได้ตอบคำถามที่ฉันสงสัยแต่เริ่มแนะนำบุคคลซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างให้ฉันรู้จักอีกครั้งแทน
“นั่นคือน้องสาวของลูกเธอชื่อเอมิลี่อันนี้ลูกคงรู้อยู่แล้ว”
น้องสาว? พ่อคงจะหมายถึงลูกพี่ลูกน้องกันตามที่ฉันเข้าใจมาั้แ่แรกสินะ
“ส่วนนั่น... เธอชื่อเอมิเรีย”
ยัยป้าฝรั่งคนนี้ชื่อคล้องจองกับลูกสาวเสียจริงมีเรียกผิดเรียกถูกกันบ้างหรือเปล่าเนี่ย แต่จะว่าไป...พวกเธอไม่ได้คล้ายกันแค่ชื่อ หน้าตายังเหมือนราวกับคนคนเดียวกันในเวอร์ชันต่างอายุแม่ลูกกันของแท้จริงๆ
ขณะตั้งใจฟังฉันรู้สึกกระหายน้ำมากตอนแรกที่ตั้งใจจะดื่มน้ำส้มทว่ากลับถูกคุณป้าเอมิเรียขัดขวางเลยต้องวางแก้วคืนที่เดิม แต่ตอนนี้ฉันทนไม่ไหวแล้วลำคอแห้งผากราวกับมีเศษทรายนับล้านอยู่ด้านในจึงเอื้อมหยิบแก้วขึ้นมาอีกครั้งหวังจิบ
แต่ดูเหมือนการดื่มน้ำส้มครั้งที่สองของฉันก็ดูท่าว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จอีกครั้ง มันหลุดหล่นออกจากมือตกลงสู่พื้น เมื่อคุณพ่อเอ่ยประโยคถัดมา
“เธอเป็ภรรยาของพ่อเอง”
“...!”