ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 173 การไล่ล่าของสัตว์อสูร

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 173  การไล่ล่าของสัตว์อสูร



        มิติประดิษฐ์เคลื่อนที่ตามหลังโกเลมหินไปอย่างช้าๆ พร้อมกับเปิดระบบตรวจสอบพื้นที่รอบข้างไปด้วย


        จริงๆ จินสามารถบอกให้โกเลมหินเร่งความเร็วขึ้นได้ เพียงแต่ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ตนคุ้นเคยนัก หากประมาทเพียงนิดเดียว อันตรายที่ซุ่มซ่อนรออยู่อาจจะโผล่มาเผชิญหน้ากับเขาเมื่อไหร่ก็ได้


        อีกเหตุผลก็คือ พลังงานในอากาศของมิติแห่งนี้นั้นหนาแน่นกว่าบนโลกมนุษย์มาก มันกลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางการตรวจจับสิ่งต่างๆ ของมิติประดิษฐ์ การตรวจสอบรัศมีรอบด้านจึงทำได้ช้ามากและมีระยะที่ไม่ไกลนัก การเดินทางด้วยความเร็วที่มากเกินไปจะทำให้จินไม่อาจสำรวจภูมิประเทศโดยรอบทั้งหมด


        มิติประดิษฐ์เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ โดยมีโกเลมตัวโตที่สูงถึงสามเมตรเป็นกองหน้า ในมือแบกแท่นศิลา เดินพุ่งตรงไปอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด


        จินส่งข้อมูลแผนที่ที่ได้จากหน้าจอแสดงภาพเข้าไปยังระบบประมวลผล จากนั้นจึงให้ระบบตรวจสอบพื้นที่แล้วส่งข้อมูลมาเปรียบเทียบกับแผนที่ว่าตอนนี้ตนเองกำลังเดินทางมาไกลถึงไหนแล้ว เป็นการบันทึกฐานข้อมูลใหม่ของโลกที่ไม่รู้จักแห่งนี้ไปในตัว


        โกเลมหินย่ำเท้าเดินออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งออกนอกเขตซากปรักหักพัง ตอนนี้เองจินจึงเริ่มแน่ใจแล้วว่าพวกเขาอยู่ตรงจุดไหนของแผนที่ แต่ชายหนุ่มก็ยังต้องการจะเทียบอัตราส่วนของแผนที่ต่อไป


        มีแต่จะต้องเคลื่อนที่ไปให้ถึงตำแหน่งสัญลักษณ์อื่นๆ เท่านั้น จินจึงจะคำนวณระยะทางได้อย่างแม่นยำ


        ทั้งโกเลมหินที่เดินนำหน้าและจินที่อยู่ภายในมิติประดิษฐ์ก็ยังเคลื่อนตัวต่อไปเรื่อยๆ


        ในที่สุดโกเลมหินก็เดินทางมาถึงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ มองออกไปไกลลิบๆ เป็นแนวไม้ขึ้นเรียงซ้อนกัน ดูเหมือนว่าถัดจากทุ่งหญ้าขนาดใหญ่นี้จะเป็นพื้นที่ป่า


        เนื่องจากแนวป่าอยู่ค่อนข้างไกลมากทีเดียวจินจึงไม่ค่อยแน่ชัดกับรายละเอียดของมันมากนัก ไม่ทราบว่าลักษณะป่าแห่งนี้เป็นอย่างไร มีความหนาแน่นของพืชไม้นานาพันธุ์แค่ไหน รวมถึงมีสิ่งชีวิตอะไรอยู่บ้าง


        แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นป่า ซึ่งเป็นศูนย์รวมของสรรพชีวิต ความอันตรายของมันน่าจะไม่เบาเลยทีเดียว


        ดูอย่างป่าตะวันตกของเมืองปากัสที่ครอบครัวตระกูลพีไรซ์เคยอาศัยอยู่ ขนาดว่ามันเป็นเพียงป่าที่อยู่บนโลกมนุษย์ ไม่ได้มีพลังงานในอากาศหนาแน่นเหมือนเช่นโลกนี้ ยังเพาะสร้างเหล่าสัตว์อสูรทรงพลังขึ้นมามากมาย มีแม้กระทั่งสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าจินในปัจจุบัน


        ร่างวิญญาณโปร่งแสงยืนมองภาพเบื้องหน้านิ่งๆ เขาไม่อยากจะนึกเลยว่า เขตป่าภายในโลกนี้จะมีสิ่งมีชีวิตที่แสนน่ากลัวรูปแบบใดซ่อนตัวอยู่


        จินเปิดประตูมิติ ก่อนจะเรียกโกเลมหินกลับเข้ามา


        ตอนนี้จินได้ข้อมูลหลายอย่างมากพอสมควร เขาคิดว่าตนเองน่าจะเข้าใกล้พื้นที่การล่าตามสัญลักษณ์ที่ระบุบนแผนที่ที่ได้มาจากซากโบราณสถานแล้ว การมีโกเลมคอยนำทางไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก และยังอาจจะเป็นโทษมากกว่าเสียด้วย


        โกเลมหินนั้นห้าวหาญ โดดเด่นเรื่องพละกำลังและความทนทาน แต่อ่อนด้านความคล่องตัว หากมันบังเอิญไปเจอเข้ากับศัตรู แน่นอนว่ามันก็พร้อมต่อสู้อย่างไม่เกรงกลัว


        เพียงแต่ว่าความแข็งแกร่งของโกเลมหินเทียบได้กับอเวกระดับเก้าเท่านั้น หากนี่คือโลกมนุษย์ มันค่อนข้างแข็งแกร่งมากทีเดียว แต่กับโลกต่างมิติ...จินไม่แน่ใจนัก


        หากเจอเข้ากับศัตรูที่ทรงพลัง ทางเลือกของจินมีเพียงสองอย่าง นั่นคือปล่อยให้โกเลมเผชิญหน้ากับศัตรูด้วยตนเอง หรือไม่จินก็จำเป็นจะต้องเปิดประตูมิติเพื่อดึงโกเลมหินกลับเข้ามา ไม่เช่นนั้นโกเลมหินคงกลายเป็นซากไม่ต่างไปจากซากโบราณสถานนั่น


        แต่ทางเลือกหลังแน่นอนว่ามันจะเปิดเผยการมีอยู่ของจินและมิติประดิษฐ์ หากเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งมากจริงๆ การให้มันรับรู้ว่าจินแอบอยู่ภายในมิติความว่างเปล่าอาจจะไม่ใช่เรื่องปลอดภัยนัก


        บนโลกมนุษย์ไม่มีใครทำอะไรจินได้แน่นอนตราบเท่าที่ซ่อนตัวอยู่ภายในมิติความว่างเปล่า...แต่กับโลกต่างมิตินั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งทรงพลังล้วนมีวิธีการอันหลากหลายที่พร้อมจะเล่นงานแม้จินจะแอบซ่อนตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ในความว่างเปล่าก็ตาม


        ฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ในต่างมิติ สิ่งที่จินจะต้องท่องจำให้ขึ้นใจก็คือ ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด!


        อย่างเมื่อสักครู่ หลังจากโกเลมหินเข้ามาในมิติประดิษฐ์เรียบร้อย จินก็รีบปิดประตูมิติไล่หลังทันที จากนั้นจึงจอดมิติประดิษฐ์นิ่งๆ เพื่อตรวจดูสถานการณ์โดยรอบ ว่าความผันผวนที่เกิดในชั้นบรรยากาศได้ไปกระตุ้นนักล่าที่ไหนให้จับจ้องมองมาหรือไม่


        เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ จนจินแน่ใจแล้วว่าน่าจะปลอดภัยจึงขับเคลื่อนมิติประดิษฐ์ให้มุ่งหน้าต่อไป


        …


        บรู๊ววว


        เสียงหอนดังก้อง ก่อนจะมีเสียงหอนประสานรับกันมาเป็นทอดๆ จากในป่า


        จินที่เคลื่อนที่มาถึงบริเวณชายป่ารีบหยุดมิติประดิษฐ์ไม่ให้เดินหน้าต่อไปทันที ก่อนจะมองทุกสิ่งผ่านหน้าจอแสดงผล ที่กำลังแสดงการตรวจจับพื้นที่รัศมีโดยรอบ


        รัศมีการตรวจสอบค่อยๆ กว้างออกเรื่อยๆ จนแผ่ขยายเข้าไปด้านในป่า สภาพป่าเมื่อมองจากด้านนอกนั้นค่อนข้างโปร่ง แต่จินเข้าใจว่านี่เป็นเพียงพื้นที่รอบนอกเท่านั้น หากตรงลึกเข้าไปด้านในอาจจะแตกต่างไปจากตอนนี้


        เขาเฝ้ารออย่างสงบจนกระทั่งเห็นจุดแสงบางอย่างบนหน้าจอแสดงผล เหมือนว่ามันกำลังมุ่งหน้าเข้ามาทางที่มิติประดิษฐ์อยู่


        เท่านั้นยังไม่พอ เพียงชั่วอึดใจจุดแสงจำนวนมากก็กะพริบถี่ ทั้งยังมุ่งหน้าตามจุดแสงแรกมาไม่ห่าง จุดแสงจำนวนมากพุ่งตัวมาในแนวระนาบ ก่อนจุดแสงที่อยู่ขอบริมจะค่อยๆ ตีวงโค้งเข้าหาจุดแสงที่อยู่ตรงกลาง


        ปัง ปัง ฝึบ


        จินละสายตาจากหน้าจอแสดงผลก่อนจะหันไปมองหน้าจอแสดงภาพด้านนอก ต้นไม้ที่ชายป่าโค่นล้มลงทีละต้น มีการเคลื่อนไหวบางอย่างมาจากภายใน จนท้ายที่สุด ต้นไม้สองต้นที่อยู่ด้านนอกสุดของชายป่าก็ล้มลงด้วยแรงกระแทกจากเจ้าของการเคลื่อนไหวที่พุ่งตัวออกมาโดยไม่สนใจสิ่งกีดขวาง


        สัตว์อสูรร่างยักษ์ลำตัวเต็มไปด้วยขนฟูฟ่องกระโจนออกมาจากชายป่าเป็นผลสำเร็จ ขนาดตัวของมันแทบไม่ต่างไปจากโกเลมหินที่จินครอบครองเลย ออกจะใหญ่กว่านิดนึงเสียด้วยซ้ำ


        ถ้าให้เปรียบเทียบสิ่งมีชีวิตนี้คงจะคล้ายหมีในสมัยที่จินยังคงมีชีวิตอยู่มากที่สุด เพียงแต่ขนาดตัวของมันใหญ่กว่ามาก และกลิ่นอายที่มันปลดปล่อยออกมาก็น่าหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง หากเป็นมนุษย์ธรรมดามาพบเข้าคงเป็นลมล้มพับไปแล้ว


        สัตว์อสูรร่างใหญ่วิ่งสี่ขาเต็มกำลังของมัน ขนสีน้ำตาลลู่ไปตามลม ศีรษะสอดส่ายไปเหมือนกำลังมองหาทางหนีทีไล่


        ฝุบ ฝุบ ฝุบ


        ไม่นานความเคลื่อนไหวอื่นๆ ก็ตามออกมาจากชายป่า เป็นกลุ่มสัตว์อสูรที่วิ่งตามออกมาอย่างหิวกระหาย รูปร่างของพวกมันเพรียวกว่าสัตว์อสูรตัวแรกอย่างยิ่ง แต่ถึงขนาดตัวของมันจะเล็กกว่าอย่างไร ก็ยังนับว่าใหญ่มากอยู่ดี


        จากมุมมองของจินพวกมันคล้ายกับหมาป่าบนโลกมนุษย์สมัยก่อนอย่างยิ่ง แต่ขนาดตัวของพวกมันนั้นกลับน่ากลัวยิ่งกว่า ความยาวลำตัวน่าจะยาวมากกว่าสองเมตร ขนสีขาวดำแนบไปกับลำตัว


        จินมองดูลักษณะพื้นฐานของสัตว์อสูรเหล่านี้ พบว่ามันช่างคล้ายคลึงกับสัตว์อสูรบนโลกมนุษย์อย่างมาก เขาเริ่มคาดเดาว่าบางทีลักษณะพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้อาจจะคล้ายคลึงกับที่อยู่บนโลกมนุษย์ก็เป็นได้...ถ้าเป็นเช่นนั้นการประเมินสิ่งต่างๆ ของเขาก็อาจจะทำได้ง่ายดายขึ้น


        แน่นอนว่าข้อมูลเท่าที่เห็นตอนนี้อาจจะไม่สามารถฟันธงอะไรได้ จินจำเป็นต้องสำรวจมิติแห่งนี้ให้มากขึ้นอีก


        สัตว์อสูรเพรียวลมกลุ่มแรกออกมา กลุ่มต่อไปก็พุ่งตามมาติดๆ พริบตาเดียวบริเวณชายป่าก็มีสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายหมาป่ามากกว่าสิบตัวกำลังวิ่งไล่เหยื่อของมัน


        เมื่อกลายเป็นพื้นที่โล่งไร้ซึ่งอุปสรรค เหล่าสัตว์อสูรนักล่าก็พุ่งตัวเข้าหาสัตว์อสูรขนน้ำตาลที่กำลังวิ่งหนีด้วยความรวดเร็ว ระยะห่างระหว่างกันลดลงเรื่อยๆ จนในที่สุดสัตว์อสูรขนสีน้ำตาลก็ตกอยู่ในวงล้อมของนักล่าทั้งฝูง


        โฮกกก


        สัตว์อสูรขนสีน้ำตาลหยุดวิ่ง หันมองไปรอบตัว พบว่าตนเองไม่มีทางให้หนีแล้ว ถอยหลังไปที่ไหนก็เจอแต่ทางตัน จึงส่งเสียงขู่คำรามออกไป


        จริงๆ แล้วจินคิดว่าสัตว์อสูรขนสีน้ำตาลที่อยู่กลางวงล้อมนั้นก็ไม่ได้อ่อนแอ ดูจากความเร็วและพละกำลัง อย่างน้อยๆ มันน่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับที่แปด


        แต่สัตว์อสูรระดับที่แปดกลับต้องวิ่งหัวซุกหัวซุนเช่นนี้...นี่สินะ โลกต่างมิติ


        จินมองฉากตรงหน้าเงียบๆ ประเมินสัตว์อสูรทุกตัวที่กำลังจดๆ จ้องๆ กันอยู่ สัตว์อสูรร่างเพรียวค่อยๆ ตีวงล้อมเข้าหาจุดกึ่งกลาง ในขณะที่สัตว์อสูรร่างใหญ่ขนสีน้ำตาลยังขู่คำรามไม่เลิก


        สัตว์อสูรทุกตัวที่อยู่ตรงนี้ไม่มีตัวใดเลยที่อ่อนแอไปกว่าสัตว์อสูรระดับเจ็ด และสัตว์อสูรร่างเพรียวบางตัวอาจจะเป็นสัตว์อสูรระดับแปดด้วยซ้ำไป


        ร่างวิญญาณโปร่งแสงขมวดคิ้วเข้าหากัน นี่เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกที่เขาเจอในมิติแห่งนี้แต่มันกลับแข็งแกร่งมากขนาดนี้แล้ว และต้องเข้าใจก่อนว่าตรงบริเวณนี้เป็นเพียงชายป่า เป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างอ่อนแอเพราะสภาพแวดล้อมขาดความอุดมสมบูรณ์


        หากเดินเข้าไปในป่า ชายหนุ่มเองก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง


        ขณะที่จินคิดอยู่กับตัวเอง การต่อสู้ระหว่างนักล่าและผู้ถูกล่าก็เริ่มขึ้น ทุกครั้งที่สัตว์อสูรร่างเพรียวถูกโจมตี มันจะหลบฉากออกจากตำแหน่งเดิมและให้พรรคพวกของมันเข้ามาโจมตีแทนทันที


        ฝูงสัตว์อสูรร่างเพรียวไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก แต่สัตว์อสูรขนสีน้ำตาลเต็มไปด้วยบาดแผลเต็มตัว ยิ่งเวลาผ่านไป การตอบสนองของมันก็ยิ่งช้าลงเท่านั้น


        ในที่สุดร่างขนาดใหญ่ก็ล้มลงกับพื้น ไม่สามารถทนพิษบาดแผลได้อีกต่อไป ดวงตาของมันค่อยๆ หรี่แคบ ความหวังในการมีชีวิตค่อยๆ มอดดับไป


        จินมองดูสัตว์อสูรฝ่ายชนะกำลังรุมทึ้งร่างของผู้พ่ายแพ้ด้วยแววตาเฉยเมย นี่คือกฎแห่งป่า สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งเสมอ


        ซากศพสัตว์อสูรขนสีน้ำตาลค่อยๆ ถูกฉีกเนื้อออกไป แต่จินไม่สนใจ สัตว์อสูรพวกนี้อ่อนแอและด้อยสติปัญญาจนเกินไป ไม่คุ้มค่ากับการสูญเสียแผ่นยันต์ที่มีอยู่ใบเดียวของเขา


        วิญญาณชายหนุ่มจ้องมองไปที่แนวป่าเบื้องหน้าก่อนจะส่ายศีรษะ สถานที่แห่งนี้อันตรายเกินไป สัตว์อสูรที่อ่อนแอที่สุดยังเป็นสัตว์อสูรระดับเจ็ด หากมุ่งหน้าเข้าไปไม่ใช่ว่าสัตว์อสูรระดับสิบจะเดินกันยั้วเยี้ยอยู่เต็มป่าหรอกหรือ?


        ร่างวิญญาณเอื้อมมือไปแตะลูกแก้วทรงกลมก่อนจะบังคับมิติประดิษฐ์ให้เปลี่ยนทิศทาง ยังมีพื้นที่อีกมากที่เขายังไม่ได้สำรวจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางมายังมิติแห่งนี้ ควรจะทำความเข้าใจทุกอย่างให้ได้มากที่สุด หากที่อื่นไม่มีสิ่งที่เขาตามหา เขาจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง


        จินมองแนวป่าทอดยาวอีกครั้งก่อนจะสั่งการให้มิติประดิษฐ์เคลื่อนตัวออกไป

คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน