โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 52 วาสนาได้พานพบอีกครา(2)

            “เรื่องนั้นยังมิได้ตัดสินใจ เจ้าออกไปก่อนเถอะ”ฝ่าบาทกล่าวพลางโบกมือให้จวิ้นอ๋อง เขาทำความเคารพพร้อมกับถอนตัวไปอย่างหวาดหวั่นปิดประตูลงอย่างเรียบร้อย

            ภายในห้องจึงตกอยู่ในความเงียบสงบแต่ไม่นานฝ่าบาทก็หันไปถามองครักษ์ด้านข้าง

            “ช่วงนี้ในเมืองมีเรื่องผิดปกติอันใดหรือไม่”

            เหล่าบุรุษต่างมองหน้ากันซ้ายทีขวาทีแล้วก็เป็นจิวหรงที่ตอบออกไป

            “พวกเรายังมิได้รับรายงานเรื่องผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”

            “เอแต่จะว่าไปมีเรื่องหนึ่งที่กระหม่อมมิแน่ใจว่าจะเรียกว่าผิดปกติได้หรือไม่”เจียวหย่งท่าทางเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก

            ฝ่าบาทปรายสายตาไปหาเขาทันที‘เรื่องอันใดหรือ’

            “เอ่อ เดิมทีเมืองเหอผิงเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่เมื่อไม่นานมานี้กลับมีข่าวว่าร้านขายยาร้านหนึ่งมียาวิเศษวางขายมากมายผู้คนจากทุกสารทิศจึงหลั่งไหลกันไปที่นั่นพ่ะย่ะค่ะ”

            สีหน้าของฝ่าบาทกำลังครุ่นคิดบางอย่าง'อืม จะเรียกว่าแปลกก็ได้อยู่หรอกแต่มิรู้ว่าแปลกตรงส่วนใดกัน'

            “เจียวหย่ง เจ้าไปสืบเรื่องนี้ให้ละเอียด”

            “พ่ะย่ะค่ะ” เขารับคำสั่งแล้วออกจากห้องไป

     

            ...............................

            ยามเช้าของวันต่อมา

            เฟิงฮวาออกมาเดินสำรวจตลาดตัวคนเดียวตามปกติด้วยฐานะทางการเงินที่มั่งคั่งในขณะนี้นางมิได้แต่งกายด้วยชุดจอมยุทธ์หญิงอีกต่อไปแล้วเปลี่ยนมาสวมชุดของสตรีตระกูลคหบดีดังเช่นวันวาน

            สิ่งที่เหมือนเดิมคือนางยังคงสวมผ้าคลุมหน้าโปร่งบางเอาไว้แม้กระนั้นก็ยังเห็นเค้าลางของความงดงามบนใบหน้ามิตกหล่น

            เสี่ยวจูชอบบ่นกับนางว่าตลาดตอนเช้าก็เหมือนๆเดิมในทุกๆวันเหตุใดคุณหนูของนางจึงต้องออกไปเดินด้วยตัวเองก็มิรู้

            เฟิงฮวาได้แต่ส่งยิ้มตอบกลับไป'เป็นเพราะว่าเรื่องบางเรื่องต้องมาเห็นด้วยตามาได้ยินกับหูตัวเองเท่านั้น จะทำการค้าก็ต้องดูสภาพแวดล้อมดูผู้คนและที่สำคัญดูคู่แข่งน่ะสิ'

     

            บนถนนสายหนึ่งที่ผู้คนไม่แออัดมากเฟิงฮวากำลังเดินซื้อของอย่างสบายอารมณ์ แต่ชั่วขณะนั้นสายตาดันไปเห็นบุรุษคุ้นตาผู้หนึ่งยืนอยู่ห่างออกไปประมาณสิบจั้ง

            นางรีบเก็บสายตากลับมาหันหน้าไปมองทางอื่นทันที ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็วหากตอนนี้มีใครสักคนบังเอิญเข้ามาใกล้นางคงจะพบว่าหัวใจของนางเต้นเร็วและแรงอย่างมิเคยเป็นมาก่อน‘แย่แล้ว…นั่นมันมู่เหยียนนี่นา เหตุใดถึงมาโผล่ที่นี่ได้เล่า’ถ้าเจ้านั่นเห็นข้าละก็ เกรงว่ากิจการค้าขายของข้าอาจจะมิราบรื่นดังเดิมเสียแล้ว

            คิดแล้วก็พยายามตั้งสติเอาไว้นางต้องหาลู่ทางหลบออกไปจากที่นี่เสียก่อนโชคดีที่ว่าคนอย่างนางได้สำรวจเส้นทางของเมืองนี้จนชำนาญเป็นอย่างดีเผื่อว่าจะต้องเจอเหตุการณ์มิคาดฝันดังเช่นตอนนี้

            พริบตานางก็หมุนตัวออกไปยังซอยแคบๆด้านข้างหลบจากถนนสายหลักมาได้อย่างรวดเร็ว

            แต่...

            เหมือนฟ้าดินกลั่นแกล้งนางเสียจริงหนีเสือที่ประตูหน้าดันมาเจอหมาป่าที่ประตูหลังเสียได้

            เงาร่างทะมึนของบุรุษท่านหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้านางห่างไปไม่ถึงหนึ่งจั้งโดยมิต้องบอกเลยว่าเป็นผู้ใด ในเมื่อกลิ่นอายของเขาชัดเจนถึงเพียงนี้

            เฟิงฮวาได้แต่คิดในใจว่า‘นี่ จะซวยซ้ำซวยซ้อนอะไรขนาดนี้นะ’

            ขาของนางพลันแข็งค้างขึ้นมาดื้อๆกำลังภายในสายหนึ่งกดดันมาที่นางโดยมิอาจหลบหลีกได้เลยบังคับให้นางต้องเผชิญหน้ากับเขา

            ‘เจ้าคิดหนีอย่างนั้นหรือ’

     

            เฟิงฮวาถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือกกัดฟันพูดออกไปอย่างใจเย็น “เอ่อ…ฝ่าบาท…ไม่เจอกันนานเลย…”

     

            ฝ่าบาทค่อยๆเดินเข้ามาหานาง

            เดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

            จากนั้นเขาก็คว้าตัวนางมากดไว้กับกำแพงในซอยแคบแห่งนั้นมิให้ขยับเขยื้อน จ้องสายตาดำขลับไปยังสตรีเบื้องหน้าของเขา 'เจ้านี่...สมควรตายยิ่งนัก'

     

            มิมีคำพูดใดเอื้อนเอ่ยออกมาจากปากเขาอีก

            และมิรอให้นางได้พูดอันใดเช่นกัน

     

            มือหนาของบุรุษท่านนั้นฉีกทึ้งผ้าคลุมหน้าออกไปอย่างรุนแรงริมฝีปากของของเขาบดเบียดริมฝีปากของนางโดยไม่ให้เหลือช่องว่าง ไม่เหลือโอกาสให้นางได้หายใจอีก 

            ‘นี่เจ้าเฉิง…’ เฟิงฮวาเบิกตาโตโดยมิทันตั้งตัวในตอนแรกก็พยายามขัดขืนสู้แรงบุรุษท่านนี้แต่การจู่โจมของเขาทำให้นางทำได้แค่อ่อนระทวยไปตามการเคลื่อนไหวเท่านั้น

            เฟิงฮวาเผลอตัวตอบรับเขาโดยธรรมชาติปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัดสลับไปมา ดูดดื่มความหวานอย่างเคลิบเคลิ้มมือสองข้างต่างฝ่ายต่างประคองกอดกัน...

     

            ‘ข้าเคยคิดว่าถ้าได้เจอท่านอีกครั้งระหว่างพวกเราจะเป็นเช่นไร…ภาพที่เกิดขึ้นในหัวมีมากมาย แต่ในนั้นมิได้มีภาพเช่นนี้เลย’

     

            อารมณ์เร่าร้อนที่มากขึ้นของฝ่าบาททำให้มือของเขาเลื่อนไปสัมผัสหน้าอกของนางออกแรงบีบขยำผ่านเสื้อผ้าอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็สอดผ่านสาบเสื้อเข้าไปด้านในจังหวะนั้นเฟิงฮวาหยุดชะงัก พร้อมกับยกมือมาห้ามการกระทำของฝ่าบาทไว้ ‘นี่ท่านเฉิง ตรงนี้มันออกจะประเจิดประเจ้อไปสักหน่อยกระมัง’

            ใบหน้าของทั้งคู่ถอยออกมามองสบตากัน

            สายตาปรารถนาของฝ่าบาทยังมิมีวี่แววว่าจะสงบลงได้ง่ายๆ

     

            เฟิงฮวาหันหน้ามองสำรวจไปโดยรอบเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเขาเดิมทีซอยนี้จะมีคนเดินผ่านไปผ่านมาอยู่บ้าง แต่เวลานี้กลับร้างผู้คนอย่างผิดปกตินางหันกลับมามองฝ่าบาท ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย ‘ฝีมือท่านหรือ’

            ฝ่าบาทเหยียดยิ้มให้นางเป็นเชิงว่า‘แน่นอนอยู่แล้ว’

            “แต่นี่มันข้างนอก ทำแบบนี้มิเหมาะสม”

            “อืม อย่างนั้นก็ ไปที่ห้องเจ้าก็ได้”

            โอยยย…เฟิงฮวากลอกตามองบนใส่เขามิต้องเดาเลยว่าในหัวฝ่าบาทท่านนี้คิดอันใดอยู่ นางจึงเปลี่ยนมาถามเรื่องอื่นแทน“ท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ คงมิใช่ว่ามาเที่ยวเล่นหรอกนะ”

            “มาตามหาคนคนนึง แต่ยังไม่พบ...โชคดีที่ข้าได้พบเจ้าแทน”ดวงตาแฝงรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนของเขาปรากฏขึ้น

     

            ‘หากมีวาสนาแม้ห่างกันพันลี้ ยังได้พบหน้า’

     

            แต่ว่า…

            อันที่จริงเขาควรจะต้องโกรธนางสิถึงจะถูกนางทิ้งเขาไว้ แล้วหนีไปแบบนั้นได้อย่างไร นางทำได้อย่างไร

            เขาต้องทนทุกข์เป็นเดือนๆกว่าจะค่อยๆดีขึ้น ถึงกระนั้นก็ยังคงคิดถึงนางทุกคืนก่อนจะเข้านอนคิดถึงอ้อมกอดนาง คิดถึงกลิ่นกายของนาง สิ่งนั้นทำให้เขาแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว

            พอได้มาเจอนางเห็นนางเป็นเช่นนี้ ที่ผ่านมาคงจะสุขสบายดีมิได้เดือดร้อนอันใดสินะว่าแล้วมันก็น่าโมโหยิ่งนัก

            เฟิงฮวาขณะนี้เริ่มสับสนกับฝ่าบาทแล้วเมื่อครู่ยังยิ้มอยู่ดีดี เหตุใดตอนนี้เปลี่ยนเป็นหน้าบึ้งเสียแล้วละ

            “เอ่อ…เช่นนั้นหรือ ท่านมาตามหาใครกัน”

    คล้ายกับเรื่องโฉมงามสามลิขิต ที่คุณอ่าน