ตอนที่ 166 Gogle เข้ามาติดต่อสอบถาม
ซูซี่ผู้คร่ำหวอดด้านการเงินมามากกว่า 30 ปี ได้เอ่ยคำทักทายและแนะนำตัวด้วยความสุภาพและเต็มไปด้วยความมั่นใจ เธอทำงานแบบนี้มานานแล้ว เคยเจอดีลการซื้อขายระดับพันล้านเหรียญมาแล้วจนชิน
ดังนั้นจึงค่อนข้างที่จะรับมือกับการซื้อขายในครั้งนี้ได้อย่างสบายๆ แต่เพราะด้วยบริษัทการเงินของเธอกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ตอนนี้ไม่ค่อยมีผลงานมากนัก ทำให้ชื่อเสียงของบริษัทเริ่มตกลง ตัวของซูซี่เลยจำเป็นเข้ามาควบคุมดีลซื้อขายนี้ด้วยตัวเองอย่างที่เห็น
“สวัสดีครับ ผมชื่อพีทเป็นตัวแทนของบริษัท Rayzen Techฯ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เป็นพีทที่เป็นคนพูดคุยกับซูซี่ด้วยตัวเองและเสียงที่ดูหนุ่มแน่นของเขาก็ทำให้ซูซี่พลันประหลาดใจได้จริงๆ
‘เสียงดูหนุ่มมากจริงๆ อายุเท่าไรกันถึงได้มาจัดการงานระดับพันล้านเหรียญเช่นนี้’
ซูซี่เองก็อยากรู้ประวัติผู้ว่าจ้างของเธอเช่นเดียวกัน จริงๆ แล้วการซื้อขายดีลยักษ์ใหญ่แบบนี้ เจ้าของกิจการและบริษัทต้องส่งคนมาคุยด้วยตัวเองและว่าจ้างที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินมาเป็นผู้ช่วยถึงจะถูก
แต่ทว่าดีลการซื้อขายนี้กลับกลายเป็นว่าให้บริษัทของเธอออกหน้าอย่างเต็มที่และให้ success fee 1% และจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้เป็น 1.5-2% หากดีลทั้งหมดนั้นลุล่วง
ดังนั้นเธอเมื่อมองจากมูลค่าที่ได้ ซูซี่ก็ไม่คิดที่จะซักประวัติของลูกค้าเธออีก ถึงจะยังหนุ่มแล้วยังไง ขอแค่เธอได้เงินและเดินดีลให้เขาตามเป้าหมายก็พอแล้ว
“ที่คุณซูซี่โทรมาคงจะโทรมาเรื่องของบริษัท Nomia ที่มีบริษัท ไมโครซอฟต์กำลังเดินเรื่องเจรจาการซื้อขายเหมือนกับพวกเราใช่ไหมครับ?” พีทเป็นคนเปิดประโยคสนทนาและมันก็ทำให้ซูซี่ตกใจไปเล็กน้อยได้จริงๆ ไม่คิดว่าลูกค้าของเธอจะรู้เรื่องเช่นนี้ด้วย
เพราะขนาดตัวเธอเองที่เป็นคนวงในยังไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย จะมารู้ก็เมื่อได้มาถึงบริษัท Nomia แล้วนั่นเอง
“ใช่ค่ะ ตอนนี้สถานการณ์ไม่สู้ดี ไมโครซอฟต์เองก็ให้ความสนใจในบริษัท Nomia นี้อยู่ด้วยเหมือนกันและจากสภาพทางการเงินของพวกเขา มีความเป็นไปได้ว่าบริษัทของเขาพร้อมทุ่มเงินไปเป็นจำนวนมากเพื่อเข้าซื้อกิจการของ Nomia ทั้งหมด เท่าที่ฉันได้สืบทราบมาอาจจะสูงถึง 5 พันล้านเหรียญค่ะ” ซูซี่รายงานสถานการณ์อย่างเป็นมืออาชีพและยังคาดการณ์ราคาซื้อขายให้กับพีท เพื่อให้พีทรับมือและเตรียมเงินที่มีเอาไว้ให้พร้อมอีกด้วย
“5พันล้านเหรียญ~!” พีทเองก็ตกใจเหมือนกัน เมื่อได้ยินตัวเลขการประเมินในการซื้อขายครั้งนี้จากซูซี่
แต่ที่ทำให้เขาตกใจไม่ใช่ว่าตัวเลขมันสูงเกินไป แต่เพราะมันต่ำกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้มากนั่นเอง ในโลกก่อนของน้าผีบริษัท Nomia ถูกซื้อไปด้วยราคา 7 พันล้านเหรียญ แต่ทว่าในโลกนี้มันกลับตกลงเหลือ 5 พันล้านเหรียญเสียอย่างนั้น หายไปถึงสองล้านเหรียญเชียวนะ
“ไม่ต้องตกใจไปค่ะ ถึงตัวเลขนี้มันจะสูงไปบ้าง แต่เท่าที่ฉันได้รับรู้การเสนอราคาของไมโครซอฟต์หนแรก พวกเขาเสนอไปเพียงแค่ 3 พันล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งทางเราอาจจะพอสู้ไหว” ซูซี่ไม่รู้ คิดว่าพีทตกใจกับราคาที่สูงถึง 5 พันล้านเหรียญเพื่อแลกกับบริษัท Nomia ที่ใกล้จะล่มสลายและเหลือเพียงแต่ชื่อ
“ครับ คุณซูซี่ลองเข้าไปต่อรองกับพวกเขาตามราคาหนแรกที่ไมโครซอฟต์ยื่นมาก็ได้ครับ และบอกพวกเขาว่า ทางนี้จะรับช่วงต่อกิจการทั้งหมดเอาไว้โดยไม่มีข้อแม้ใด จะมีเพียงก็แต่แผนก R&D เท่านั้นที่จะโยกย้ายพนักงานที่อยากทำงานกับบริษัท Nomia ต่อไป มาทำงานที่ประเทศไทย นี้คือข้อกำหนดข้อเดียวของผม” โดยปกติแล้วการซื้อขายกิจการมีตั้งแต่ซื้อกิจการเพียงอย่างเดียว ไปจนถึงซื้อกิจการทั้งหมด
และในการซื้อก็มีแยกย่อยลงไปอีก อาจจะไม่รับพนักงานและผู้ดูแลในตำแหน่งต่างๆ ทั้งนี้ไม่นับรวมกับผู้บริหารที่ต้องถูกถอดออกยกชุดทั้งหมดอยู่แล้ว
ข้อเสนอของพีทนั้นถือว่าใจดีกับทาง Nomia มาก เพราะพีทจะซื้อทั้งกิจการและรับเอาพนักงานมาทั้งหมดด้วย จะมีก็แต่แผนก วิจัยและพัฒนาที่จะต้องยกทีมมาประเทศไทย ซึ่งในอนาคตพีทอาจจะต้องสร้างศูนย์กลางบริษัทขึ้นมาใหม่ที่ประเทศไทย
ส่วนฐานการผลิตที่ประเทศฟินแลนด์นั้น พีทจะซื้อเอาไว้ก่อนในช่วงแรก เพื่อดำเนินกิจการของเขาไปพลางๆ ก่อน ก่อนจะปรับขนาดเพื่อให้เป็นแค่ศูนย์การผลิตในพื้นที่ภาคยุโรปและอเมริกานั่นเอง เพื่อที่จะได้ลดต้นทุนการนำเข้าและส่งออก
สามารถทำราคาที่เหมาะสมและสมดุลกันระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศนั่นเอง
“ได้ค่ะ ฉันจะเข้าไปคุยกับพวกเขาและชี้แจงถึงข้อเรียกร้องให้เอง…ส่วนเรื่องการขายเกม Farmday ตอนนี้มีบริษัทมากมายได้ติดต่อเข้ามาสอบถามราคา ซึ่งทางเราได้กำหนดราคาขายเบื้องต้นตามที่คุณพีทกำหนดไว้แล้วที่ 2 พันล้านเหรียญ แต่จากการประเมินของฉันอาจจะมีเพียงไม่กี่บริษัทที่ยอมสู้ราคานี้ค่ะ” เกม Farmday ดูจะเป็นที่สนใจของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกมมากจริงๆ
หลังจากปล่อยข่าวว่าจะมีการขายเกม Farmday ออกไป เพียงไม่กี่ชั่วโมง…ทางด้านของบริษัทต่างๆ ก็โทรเข้ามาติดต่อเพื่อขอทราบราคาขายกันแล้ว
และถ้าผู้สนใจมากมายขนาดนี้ ดีไม่ดีราคาของเกมอาจจะสูงมากกว่าราคาที่ตั้งเอาไว้ที่ 2 พันล้านเหรียญก็ได้
พีทและซูซี่พูดคุยกันถึงเรื่องการขายกิจการอยู่สักพักหนึ่งและในชั่วขณะเดียวกันนั่นเอง ภัทรก็ได้เดินเข้ามาเคาะประตูด้วยสีหน้าที่แตกตื่น พลางหยิบยื่นโน้ตบุ๊กของตนเองที่ใช้เป็นตัวแทนของนักพัฒนา Rayzen ส่งให้กับพีท
“พีททางเอลริคจากบริษัท Gogle ได้ติดต่อมา…เขาสอบถามว่าเรื่องที่บริษัทของเราจะขายเกม Farmday เป็นจริงหรือไม่? ตอนนี้ทางเอลริคกำลังร้อนใจมาก ทางที่ดีนายควรพูดคุยกับพวกเขาถึงเรื่องนี้ให้กระจ่างจะดีกว่า เพราะทางเอลริคแจ้งมาว่า ตอนนี้ทางฝั่งผู้บริหารบางกลุ่มจากทาง Gogle เริ่มมองภาพลักษณ์ของพวกเราไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร ดูเหมือนบริษัทของพวกเราดูไม่เป็นมืออาชีพไปแล้ว” วันนี้ทางเอลริคจะเข้ามาที่บริษัท ส่วนทางผู้บริหารของทางบริษัท Gogle จะประชุมทางไกลผ่านการร่วมมือกันเกี่ยวกับแอปแปลภาษาที่จะร่วมงานกับบริษัท Rayzen ของพีท
ซึ่งจากข่าวที่เกม Farmday จะขายกิจการ ถึงตอนนี้จะรู้กันแค่ในวงการธุรกิจ แต่อีกไม่นานก็น่าจะปิดสื่อสำนักข่าวไม่อยู่แล้ว เมื่อนั่นอาจทำให้บริษัท Rayzen ของพีทอาจถูกมองในแง่ลบ หากวันข้างหน้าจะพัฒนาเกมใหม่ๆ ขึ้นมาอีกนั่นเอง
เป็นไปตามที่ภัทรได้บอกไว้ ตัวของเอลริคร้อนใจมากจริงๆ พอเอลริคและปีเตอร์ที่เป็นสองผู้ดูแลประจำประเทศไทยได้เดินทางมาถึงอาคารสำนักงานของพีท พวกเขาก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาดูเดือดร้อนกับปัญหานี้อยู่จริงๆ
“ทั้งสองคนไม่ต้องคิดมาก ยังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าจะเริ่มการประชุมระหว่างนี้ ผมอยากพาทั้งสองคนลงไปดูโปรเจกต์ใหม่ของผู้พัฒนา Rayzen ที่ทำร่วมกันกับผมสักหน่อยดีไหมครับ” พีทเห็นท่าทางเคร่งเครียดของเอลริคและปีเตอร์ ก็อยากให้พวกเขาผ่อนคลายลงสักหน่อย
จึงได้พาเอลริคและปีเตอร์ลงบันไดมาที่ชั้น 19 ซึ่งจะใช้ลิฟต์ก็ได้แต่ดูจากหุ่นและรูปร่างของทั้งสองคน พีทคิดว่าให้พวกเขาออกกำลังกายสักหน่อยจะดีกว่า
“อยู่ที่ประเทศไทยมาก็นานแล้ว ปรับตัวได้หรือยังครับ” พีทไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเอลริคมากเท่ากับวิเวียร์ พวกเขาเจอหน้ากันไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่ก็พอจะรู้ว่าก่อนที่เอลริคจะถูกส่งมาที่ประเทศไทย
ตัวของเอลริคถึงกับสิ้นหวังในชีวิตเลยทีเดียว เพราะคิดว่าตัวเองถูกเนรเทศมายังประเทศที่ยากจนและทุรกันดาร
ที่เอลริคคิดแบบนี้ก็เพราะสื่อโฆษณาที่นำเสนอออกมา ประเทศไทยขี่ช้างบ้างล่ะ บ้านทรงไทยดูเก่าๆ บรรยากาศโทนสีเหลืองหม่นๆ ดูเป็นอากาศที่สกปรก
แต่ทว่าภาพลักษณ์ที่เห็นผ่านสื่อนั้น ไม่ตรงกับที่เอลริคได้มาเจอเลย…ประเทศไทยไม่ได้ยากจนแบบที่สื่อต่างประเทศพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้เห็นแบบนั้น แม้จะยังมีจุดที่ยังไม่เจริญมากพอดั่งเช่นน้ำประปาดื่มไม่ได้ สายไฟฟ้าห้อยรุงรังเต็มเสาไฟไปหมด หรือการจราจรที่ติดขนัด
แต่กระนั้นก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ประเทศไทยดูดีกว่าประเทศอเมริกาของตัวเอง อนึ่งตรงที่ประเทศไทยเคารพการเป็นส่วนตัวของผู้อื่นเวลาอยู่ในที่สาธารณะ ไม่มีเสียงบีบแตรบนท้องถนน ไม่มีเสียงพูดคุยกันบนรถไฟฟ้า แถมคนไทยก็ยังอัธยาศัยดีมากๆ แม้ส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่จากรอยยิ้มที่พยายามสื่อแทนคำพูดมันก็มากพอทำให้เอลริค เริ่มหลงรักประเทศไทยจนไม่อยากจะกลับประเทศของตัวเองอีกแล้ว
โดยตอนนี้เอลริคที่พาครอบครัวมาด้วย ก็ได้ส่งลูกของเขาเข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติไปแล้ว ซึ่งลูกของเอลริคก็บอกว่า เรียนอยู่ที่นี่สนุกกว่าเรียนที่อเมริกา เพื่อนนานาชาติที่เรียนด้วยกันไม่มีการแบ่งแยกสีผิวหรือเชื้อชาติมากเท่ากับที่เก่า
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้เอลริคไม่คิดอยากจะกลับประเทศของตัวเองมากที่สุด เห็นจะเป็นเรื่องของอาหาร
ในตอนแรกเอลริคแทบจะกินอะไรไม่ได้เลย เพราะทุกอย่างล้วนมีกลิ่นฉุนและมีความเผ็ดที่เอลริคและครอบครัวกินได้แต่ข้าวผัดและพวกอาหารตะวันตก แต่พอลิ้นของเขาเริ่มปรับตัวได้แล้ว ที่นี่แหละงานใหญ่เลย
ภรรยาและเอลริคตระเวนกินอาหารไทย ที่ได้รับคำแนะนำว่าอร่อย จนตอนนี้น้ำหนักของพวกเขาเพิ่มขึ้นเกือบ 5-10 กิโลกรัมเข้าไปแล้ว
จึงไม่แปลกเลยที่พีทจะให้เอลริคและปีเตอร์ เดินลงบันไดลงมาชั้นที่ 19 เพื่อที่ให้พวกเขาได้ออกแรง ออกกำลังกายกันสักหน่อย
ชั้นที่ 19 ไม่ได้โล่งกว้าง ว่างเปล่าเหมือนกับชั้นที่ 20 ที่เป็นที่ทำงานของภัทรและพีท หากแต่ชั้นที่ 19 นี้กลับมีเด็กนักเรียนที่น่าจะอยู่ชั้นมัธยมปลายกำลังนั่งติวหนังสือกันอยู่จนเต็มชั้น 19
“นั้นพวกเขากำลังทำอะไร? นั้นไม่ใช่วิธีการทำ CPR หรอกเหรอ” เอลริคมองด้วยความทึ่ง เมื่อเห็นพลอยน้องสาวของพีท กำลังทำ CPR เพื่อฝึกสอนให้กับเพื่อนๆ ที่กำลังรายล้อมหุ่น CPR ที่พีทนำมาให้กับทุกคนได้เรียนรู้นั่นเอง
“เด็กคนนั้นคือน้องสาวผมเองครับ…ตอนนี้เธอกำลังเตรียมตัวเข้าสอบคณะแพทยศาสตร์ครับ” พีทบอกออกไป ก่อนจะพาเอลริคเข้าไปใกล้ๆ เพื่อได้ดูการสาธิตการทำ CPR ของกลุ่มเด็กๆ
“น้องสาวของคุณเก่งมาก นี้ไม่ต่างจากหมอเลย” เอลริคชื่นชมพลอยและเด็กคนอื่นๆ โดยที่ไม่หวงคำชมใดๆ เลย ก่อนที่เอลริคจะมองเข้าไปในห้องติวหนังสือเพื่อดูว่าโปรเจกต์ติวหนังสือที่พีทกับนักพัฒนา Rayzen ทำด้วยกันมันคืออะไร
และแน่นอนสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ “เชิญพวกคุณสองคนทดลองและทดสอบด้วยตัวเองดีกว่าครับ” พีททำการสมัครเข้าใช้งานโปรแกรมให้ทั้งสองคน
ก่อนจะเลือกหลักสูตรวิชาระดับสูงของปริญญาโทให้กับทั้งสองได้ลองทำ โดยตัวของเอลริคนั้นเรียนจบปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกาเชียวนะ การสอบระดับปริญญาโทคงไม่ต่างอะไรจากกินหมู
เฉกเช่นเดียวกับปีเตอร์แม้ตัวของปีเตอร์จะมีดีกรีที่ไม่โดดเด่นเท่าเอลริคผู้เป็นหัวหน้า แต่เขาคนนี้ก็จบปริญญาโทรจากมหาลัยชื่อดังของประเทศมาเหมือนกัน
ไม่เช่นนั้นทั้งสองคนคงไม่ได้เข้าทำงานให้กับบริษัท Gogle อย่างแน่นอน “พี่พีท ฝรั่งสองคนนั้นเป็นใครเหรอ? ดูท่าทางเอาจริงเอาจังกับการสอบไม่น้อยเลย” พลอย เบลล์และกลุ่มเด็กคนอื่นๆ ได้แอบกระซิบถาม
“เป็นพนักงานระดับสูงของบริษัท Gogle เห็นพวกเขาอยากรู้ว่าโปรแกรมติวหนังสือของพีททำงานยังไง พี่เลยให้พวกเขาลองทดสอบด้วยตัวเองเสียเลย” พีทยิ้มออกมา โดยมีเด็กนักเรียนที่ได้ยินว่าทั้งสองเป็นใครมาจากไหนต่างมองค้างด้วยความตะลึง
บริษัท Gogle เชียวนะ นี้คือบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับต้นของโลก ที่ทุกวันนี้เวลาพวกเขาจะหาข้อมูลหรือหาความรู้อะไร ก็มักจะใช้ Gogle เป็นตัวช่วยค้นหา…และบริษัทนี้ก็เป็นบริษัทที่พวกเขาบางคนที่ชอบด้านเทคโนโลยีใฝ่ฝันอยากจะเข้าทำงานด้วยเช่นกัน
เอลริคและปีเตอร์นั่งทำข้อสอบอยู่ด้านหลังของห้องติวหนังสือ พวกเขาสองคนตอนแรกก็ทำข้อสอบกันด้วยความสนุกสนาน เพราะมองว่าน่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ และคิดว่าความรู้ของตัวเองก็ไม่ใช่น้อยๆ
จึงทำข้อสอบแก้เบื่อ เพื่อรอเวลาประชุม แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 30 นาที ในที่สุดพวกเขาทั้งสองคนก็ทำข้อสอบกันเสร็จแล้ว พวกเขาสองคนมองหน้ากันด้วยสภาพที่ต่างคนต่างหมดแรง เพราะใช้สมองไปเยอะ
ข้อสอบไม่ได้ยาก เป็นสิ่งที่พวกเขาล้วนเคยเรียนมาสมัยปริญญาโทจริงๆ แต่ที่ทำให้มันยากก็เพราะพวกเขาลืมไปหมดแล้วนั่นเอง
เอลริคและปีเตอร์ได้กดลิฟต์ขึ้นไปบนชั้น 20 พวกเขาแทบจะไม่มีแรงเดินกันแล้ว จวบจนกระทั่งการประชุมระหว่างบริษัท Gogle และ Rayzen ได้เริ่มต้นขึ้น
ทันใดนั้นทางด้านหัวหน้าของเอลริคที่เป็นคนส่งตัวเอลริคมาประจำที่ประเทศไทยก็ได้เอ่ยทักเอลริคด้วยความคิดถึง “เอลริคคุณดูอ้วนขึ้นนะ ช่วงนี้ทำงานหนักไปหรือเปล่าดูหน้าตาโทรมๆ ยังไงหาเวลาไปออกกำลังกายบ้าง ดูอย่างเด็กหนุ่มคนนั้นสิ แข็งแรงดูกำยำกว่าพวกคุณเป็นไหนๆ” เด็กหนุ่มที่ว่าก็คือพีทนั่นเอง ผู้บริหารของบริษัท Gogle ได้รู้ประวัติของพีทมาบ้างแล้วว่าเขาคือลูกศิษย์ของนักพัฒนา Rayzen และจะเป็นคนเข้าร่วมประชุมแทนอีกฝ่าย
แต่กระนั้นจากคำพูดที่หัวหน้าของเอลริคพูดมา มันล้วนทิ่มแทงใจของเอลริคเสียเหลือเกิน…ก่อนหน้านี้ตัวเขาก็มีความสุขกันอยู่ๆ ดี แต่ที่มันทรุดโทรมลงไปแบบนี้ก็เพราะ โปรเจกต์ติวหนังสือของพีทและนักพัฒนา Rayzen ต่างหาก
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy