บทที่ 50 หน่วนเป่าบีบคั้นบิดา
“น้องสาว เจ้ากำลังบอกว่าที่บ้านนางไม่มีใครตายอย่างนั้นหรือ” เซียวจี้หลางแสดงสีหน้าเจ็บปวด ทำให้หน่วนเป่าหัวเราะไม่หยุด
หน่วนเป่าพยักหน้าหงึกหงัก เพราะกลัวว่าพี่สี่จะไม่เห็น
เซียวจ้งหลางและคนอื่น ๆ มองหน้ากัน พวกเขาล้วนมีความคิดที่ต่างกันออกไป
“ต้องเป็นลุงรองแน่ ๆ ที่คิดพาคนเข้ามาในบ้าน” หลิวเกิ่นเซิงเอ่ยเสียงแผ่ว
เซียวเฉินหลางยังไม่ทันได้พูดอะไร หน่วนเป่าก็ตอบกลับ “เรื่องนี้เขาไม่รู้”
“แล้วสตรีคนนั้นต้องการอะไรจากเขาล่ะ ตอนนี้ครอบครัวของเขาก็ไม่ได้มีเงินมากมาย” หลิวเกิ่นเซิงยังไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้
“ประมาณสิบตำลึงกระมังที่ถูกซ่อนเอาไว้” หน่วนเป่าหัวชะโงกหน้าเข้าไป ทำเอาเซียวจ้งหลางขบขันแทบแย่
หลิวเกิ่นเซิงหันกลับมา “อ้า! หน่วนเป่า เจ้าทำให้ข้าตกใจจะตายอยู่แล้ว โอ๊ย! ไม่ใช่สิ เจ้ารู้ได้อย่างไร…”
หน่วนเป่าจะพูดได้ไหมว่านางสนใจบ้านเก่าเป็นพิเศษ ส่วนหลิวเกิ่นเซิงเองก็เข้าใจผิดคิดว่าหน่วนเป่ารู้ทุกอย่าง
ทั้งสองคนเงียบไปแบบเข้าใจซึ่งกันและกัน และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
“พี่กลับไปบอกตั้นปู่หลี่เจิ้งว่าเซียวหย่งเหวินพาคนนอกเข้ามา เรื่องนี้อย่าให้ได้ยินไปถึงหูบ้านเก่าสกุลเซียวเชียว”
ขณะที่พวกเขาใกล้จะถึงบ้าน หน่วนเป่าก็สั่งให้หลิวเกิ่นเซิงกลับไปรายงานเรื่องนี้
หลิวเกิ่นเซิงรู้ว่าช่วงนี้ปู่ของเขากำลังทำการใหญ่ ดังนั้นเขาจึงรีบกลับบ้านทันทีพอได้ยินแบบนั้น
ทางด้านท่านหมอฟางก็อยู่กับฉีสือเยี่ยนตลอดทั้งวัน ทุกอย่างเป็นเป็นปกติดีอย่างที่หน่วนเป่าพูด
........
ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด มีเงาคนพาดผ่านข้ามกำแพง
คนผู้นั้นกระโดดลงมาเบา ๆ แล้วหายลับไปในความมืด
หน่วนเป่าพลิกตัวนอนหงาย หมาป่าขาวผู้มีคุณธรรมค้ำชูผลักเสี่ยวลิ่วเข้าไปด้านใน
เช้าวันรุ่งขึ้น ควันลอยโขมงโฉงเฉงออกมาจากห้องครัว หน่วนเป่าตื่นแต่เช้าติดตามเซียวหย่งฝูขึ้นรถม้าไปรับพี่ใหญ่ของนาง เซียวหยวนหลาง
ระหว่างทางไม่ได้มีผู้อพยพมากนัก และไม่มีศพนอนเกลื่อนอยู่ริมถนน
แต่ข้าวบนที่นาทั้งสองฝั่งกลับมีวัชพืชเติบโต ทำให้เกิดความรู้สึกว่าที่ดินผืนนั้นดูรกร้างขึ้น
“เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนที่พวกเราไปเรียน ยังเห็นคนนอนตายอยู่ริมถนนอยู่เลย ทำไมวันนี้ไม่มีแล้ว” เซียวจ้งหลางพูดด้วยน้ำเสียงเจือสงสาร
หน่วนเป่าไม่ได้พูดอะไรออกมา ส่วนหลีซู่นั้นรู้ว่าตนเองลืมตัวเสียกิริยาต่อหน้าฉีสือเยี่ยน แค่มองดูก็รู้แล้วว่าฝ่าบาทเป็นคนที่ใส่ใจชาวประชา
พอพระองค์เห็นศพที่นอนเกลื่อนกลาดริมถนนก็รีบสั่งให้คนมาจัดการ
ด้วยฐานะของเจ้าเมืองอิ้งซาน แน่นอนว่าผลลัพธ์คงทำออกมาได้ไม่เหมือนกัน
หลังจากไปรับเซียวหยวนหลางมาแล้ว พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังร้านขายผักดองกัน
ขณะที่เซียวหย่งฝูย้ายขวดก็ถามลูกจ้างในร้านไปด้วย “จู้จือ เจ้าอยากกลับไปหาแม่บ้างหรือไม่”
จู้จือยิ้มอย่างไร้เดียงสาพลางหยิบลูกกวาดออกมาให้หน่วนเป่า “ท่านลุง อีกไม่กี่วันข้าจะกลับไป พรุ่งนี้มีชุมนุมที่ตลาด”
หน่วนเป่าที่มีขนมอยู่เต็มปาก ตอบแทนด้วยการหยิบเนื้อแห้งจำนวนหนึ่งออกมาจากถุงผ้าปักลายมังกรทองตัวน้อย
“พี่จู้จือ ของที่อาสะใภ้ทำมา” นางยื่นเนื้อแห้งให้เขาแล้วหยิบผ้ายันต์สามเหลี่ยมออกมา “อาสะใภ้บอกว่าให้พี่สวมไว้และอย่าทำหายล่ะ”
จู้จือยิ้มและรับยันต์มาสวมไว้ที่คอ “บอกแม่ข้าว่า ข้าอยู่ที่นี่สบายดีมาก ทั้งยังได้เรียนรู้ตัวอักษรมากมาย ขอให้นางดูแลตัวเองให้ดีด้วย”
ทุกวันหลังจากปิดร้านแล้ว เขาจะนำเงินไปส่งให้เซียวหยวนหลางที่สำนักศึกษา และเซียวหยวนหลางก็จะสอนคำศัพท์ให้เขาอีกด้วย
ตอนนี้จู้จือสามารถอ่านตัวหนังสือได้แล้วหนึ่งพันตัว
“พี่จู้จือปีหน้าไปสอบถงเซิงได้แล้ว” หน่วนเป่าปรบมือ แต่ใครจะรู้ว่าจู้จือรีบปฏิเสธ
“แบบนั้นไม่ได้ ข้าไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนั้นหรอก” พูดจบก็อุ้มหน่วนเป่าขึ้นรถแล้วรีบวิ่งกลับไปที่ร้าน
ระหว่างทางกลับ เซียวจ้งหลางยังถามพี่ใหญ่ของเขา “จู้จือสอบถงเซิงพอมีแววบ้างไหมนะ”
เซียวหยวนหลางกอดหน่วนเป่าหลังจากที่ไม่ได้เจอน้องสาวมานาน “ตอนนี้เขาแค่อ่านออกเท่านั้น และยังไม่ได้เรียนอย่างเป็นระบบ ยิ่งกว่านั้นเด็กคนนี้ไม่ได้มีความมั่นใจในตนเอง ความตั้งใจในการสอบเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน”
หน่วนเป่านอนบนตักของพี่ใหญ่และขอให้เขาลูบพุงของนาง
นางหัวเราะคิกคักอย่างสบายใจ ทันใดนั้นรถก็หยุดชะงักกะทันหันจนเกือบจะทำให้หน่วนเป่าหน้าคะมำถลาออกไป
โชคดีที่สายตาอันปราดเปรียวและมืออันว่องไวของเซียวหยวนหลางคว้าไว้ได้ทัน
น้องของเขาเกือบจะร่วงลงไปแล้ว เซียวหยวนหลางเปิดม่านดูด้วยท่าทางไม่ค่อยสู้ดี “ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้น หน่วนเป่าเกือบจะลอยออกไปแล้ว”
น่าเสียดายที่น้องสาวของเขาไม่กลัว ทั้งยังลากเสียงยาวอย่างนึกสนุก “เกือบจะลอยยย~ ออกไปแล้ว”
เซียวหย่งฝูหันกลับมามองสองพี่น้องและชี้ไปข้างหน้า “มีหญิงชราล้มลงกะทันหัน ถ้าพ่อไม่รีบหยุดม้าไว้คงได้เหยียบนางเข้าให้แล้ว”
พี่น้องต่างเงยหน้าขึ้นมองดู ที่แท้มีหญิงชราคนหนึ่งนอนอยู่กลางถนน ด้านหลังมีหญิงตั้งครรภ์ไล่ตามมา
“ท่านแม่ เป็นอะไรมากหรือไม่” สีหน้าของสตรีคนนั้นขาวซีดด้วยความตกใจ
เซียวหย่งฝูตอนแรกคิดว่าตัวเองจะเจอกับคนที่แสร้งเป็นโดนรถม้าชนเพื่อเรียกค่าชดเชย และกำลังคิดว่าจะต้องจ่ายเงินเท่าไรถึงจะไล่พวกนางไปได้
แต่ไม่คิดว่าหน่วนเป่าจะดึงแขนเสื้อแล้วกระซิบ “ตั้นพ่อ ช่วยนางเถอะ ไม่เช่นนั้นเด็กคงไม่รอดแล้ว”
ทุกคนในสกุลเซียวเป็นคนใจดี พอพวกเขาได้ยินคำว่าเด็ก ในใจพลันรู้สึกเป็นกังวล
แต่เซียวหย่งฝูไม่ลืมว่าเมื่อวานนี้เซียวหย่งเหวินพาใครกลับมา ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านมากขนาดไหน ถ้าวันนี้เขาพาคนกลับไปอีก ภรรยาของเขาโกรธขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร
เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ก็เกิดลังเล
หน่วนเป่าไหนเลยจะรู้ว่าพ่อผู้ซื่อสัตย์ของนางกำลังคิดไม่ตก สุดท้ายแล้วเขาก็ให้เซียวหยวนหลางเป็นคนอุ้มหน่วนเป่าลงไป
“ตั้นน้า ตั้นเป็นอะไรมากหรือไม่” หน่วนเป่าสอบถามพลางกะพริบตาปริบ ๆ
จางซื่อเรียกแม่สามีแล้วไม่เห็นมีวี่แววที่นางจะตื่น ก็เกิดความวิตกกังวล แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีเจ้าก้อนแป้งตัวเล็กผิวอมชมพูคนนี้ลงมาจากรถม้า แต่แทนที่จะถามถึงคนที่นอนอยู่ แต่กลับไถ่ถามถึงนาง
นางอดทนต่อความลำบากยากแค้น ต้องทนต่อคำด่าทอและวาจากระทบกระเทียบของแม่สามี นางล้วนแต่ต้องยืนหยัดอดทนต่อไป
ตอนนี้นางกลับให้ความสนใจกับเจ้าก้อนแป้งจนสูญเสียการควบคุมตนเอง
นางอยากจะเช็ดน้ำตาและอยากสัมผัสเจ้าก้อนแป้ง แต่แล้วก็หยุดชะงักลง “เด็กน้อย น้าไม่เป็นไร พวกเจ้ารีบขึ้นรถไปเถอะ”
นางไม่อยากให้แม่สามีตื่นขึ้นมาแล้วดึงคนอื่นมาพัวพันด้วย นางไม่คิดว่าแม่สามีของตัวเองจะมาเป็นลม พอเห็นรถม้าของเซียวหย่งฝูแล่นมาแต่ไกลจึงตั้งใจที่จะหลอกต้มตุ๋นพวกเขา
หน่วนเป่าเห็นว่าปากของนางแตกมีเลือดไหลซึม นางจึงหยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมาจากถุงผ้า “ตั้นน้า ดื่มน้ำก่อนเถอะ”
น้ำในนั้นผสมเข้ากับน้ำทิพย์ หลังจากดื่มไปแล้ว จางซื่อจะรู้สึกดีขึ้นมา แม้แต่ท้องของนางก็รู้สึกดีขึ้น
หน่วนเป่ามองดูนางกินน้ำแล้วหยิบเนื้อแห้งออกมา “ตั้นน้ากินซะ”
เนื้อแห้งนี้แตกต่างจากเนื้อที่มอบให้จู้จือไปเมื่อครู่ เพราะมันแช่ไว้ในน้ำทิพย์ จึงส่งกลิ่นหอมโชย
ลู่ซื่อที่แสร้งเป็นลมก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย แน่นอนว่าหน่วนเป่ารู้ดีว่านางไม่ได้เป็นลม
แต่กลับไม่มีใครสนใจนางสักคน แม้แต่ลูกสะใภ้ที่แสร้งทำเป็นกตัญญูอยู่เสมอก็ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะทิ้งเนื้อแห้งนี้ไว้ให้นางกิน
เมื่อรู้ว่าตัวเองนอนอยู่แบบนี้คงไม่ได้อะไร นางจึงแสร้งทำเป็นตื่นขึ้นมา “โอ๊ย...ข้าเจ็บเหลือเกิน”
แต่จางซื่อเพิ่งกัดคำสุดท้ายลงไป นางมองอยู่ตั้งนาน แต่ก็เหลือไว้เพียงกลิ่นอบอวลอยู่รอบ ๆ
“พวกเจ้ามาชนข้า ถ้าไม่จ่ายค่าชดเชย ข้าจะตายให้พวกเจ้าดู” ลู่ซื่อเริ่มการแสดงของนางทันทีหลังจากที่นางไม่ได้กินเนื้อ
“พวกเราอยู่ไกลจากเจ้ามาก เจ้าเองก็เห็น” เซียวหยวนหลางไม่ยอมให้ใครมาหลอกง่าย ๆ เขาจึงโต้กลับทันที
หน่วนเป่ายังขยี้เข้าไปอีกหนึ่งดอก “ตั้นล้มเร็วเกินไปแล้ว ดูสิ ห่างตั้งไกลแหน่ะ!”
เมื่อลู่ซื่อได้ยินจึงลุกขึ้นมอง เอิ่ม นางล้มตัวนอนเร็วไปจริง ๆ ด้วย
จากนั้นนางก็ชี้ไปที่หน่วนเป่าและสาปแช่ง “เจ้าเด็กคนนี้พูดจาไร้สาระอะไร”
จางซื่อที่เพิ่งเห็นว่าครอบครัวนี้ลงมาโดยไม่แม้แต่จะสนใจตน และยืนห่างออกไป มีเพียงเจ้าตัวเล็กที่เดินเข้ามาสอบถาม
นางถึงได้รู้ว่าพวกเราได้เจอคนใจดีเข้าให้แล้ว
ทันทีที่แม่สามีอ้าปาก นางก็ชี้มือไปที่หน่วนเป่า “ท่านแม่ พวกเขาไม่ได้ชนท่านเลย ท่านหยุดสร้างปัญหาได้แล้ว พวกเราใกล้จะถึงแล้ว รีบไปหาสามีข้ากันเถอะ”
ลู่ซื่อเริ่มโกรธ ลุกขึ้นจากพื้นแล้วตบจางซื่อไปสองที
“นังหนอนบ่อนไส้ ข้า... โอ๊ย” นางอยากจะเตะจางซื่อเข้าที่ท้อง แต่เซียวหยวนหลางดึงนางออกมา
“ตั้นน้า อย่าร้องเลย หน่วนเป่าจะพาตั้นกลับบ้าน”
……………………………………………………………………………………………………………
พิเศษ อ่านที่ www.bookfet.com คุ้มกว่าแค่ 99.-
อ่านเหมาได้เกือบทุกเรื่องของ Onlybook
เซียวหย่งฝูอยากจะคุกเข่าให้ลูกสาวของตัวเองจริง ๆ นี่เจ้าอยากจะให้พ่อตายเร็วขึ้นหรืออย่างไร?