กัวฮุ่ยเฟย บุตรสาวของกัวจื่อซิง และน้องสาวบุญธรรมของหม่าฮองเฮา
นับั้แ่หม่าฮองเฮาสิ้นพระชนม์ ในบรรดาพระสนมฝ่ายในของจูหยวนจาง ผู้ที่มีบารมีมากที่สุดย่อมเป็กัวฮุ่ยเฟยผู้นี้
ทันทีที่ได้รับคำสั่งเรียกตัว กัวฮุ่ยเฟยก็เร่งรีบมายังตำหนักเฉียนชิงอย่างรวดเร็ว เมื่อก้าวเท้าข้ามธรณีประตู นางก็เอ่ยขึ้นว่า “พี่เขย...”
ทว่าคำพูดยังไม่ทันจบประโยค นางก็เห็นบรรดาหลาน ๆ นั่งกันอยู่พร้อมหน้า รวมถึง 'เด็กน้อย' อีกสองคนด้วย
เมื่อเห็นว่าไม่เป็การสมควรที่จะเรียกเช่นเดิมต่อหน้าเด็ก ๆ นางจึงรีบเปลี่ยนคำทันที
“ฝ่าา หม่อมฉันมาแล้วเพคะ ดูเหมือนวันนี้ตำหนักเฉียนชิงจะดูคึกคักเป็พิเศษนะเพคะ”
จูอวิ่นเถิงมองตามสุ้มเสียงนั้น และรับรู้ได้ทันทีว่านางคือพระสนมกัวฮุ่ยเฟย
เขาแอบคิดในใจว่า ตาเฒ่าจูนี่ก็ร้ายใช่ย่อย รวบพี่รวบน้องมาไว้ในฮาเร็มด้วยกันหมด ยามคุยกันยังเรียกหา ‘พี่เขย-น้องเมีย’ ได้อย่างลื่นไหลไม่ขัดเขิน รสนิยมอันพราวเสน่ห์แบบนี้ทำเขาถึงกับต้องยอมสยบให้เลยทีเดียว
จูหยวนจางเองก็มีสีหน้าเก้อเขินเล็กน้อย เขาปรายตาตำหนิกัวฮุ่ยเฟยที่ไม่รู้จักดูสถานการณ์ก่อนจะพูด
“วันนี้ไม่ใช่เื่คึกคัก แต่ข้าแทบจะอกแตกตายอยู่แล้ว”
เขาเล่าถึงสิ่งที่นางหลี่ว์ทำให้กัวฮุ่ยเฟยฟังคร่าว ๆ
เมื่อกัวฮุ่ยเฟยได้ยินว่ามีความขัดแย้งเื่การชิงบัลลังก์มาเกี่ยวข้อง นางก็แสดงท่าทีสนใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็เลือกที่จะนิ่งเงียบไว้ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด
นางเป็สตรีฝ่ายใน ไม่ควรสอดแทรกเื่การเมือง ฟังไว้เล่น ๆ ก็พอแล้ว
“ที่ฝ่าาทรงเรียกหม่อมฉันมา เพื่อให้ดูแลหลิงเยว่และน้องสาวหรือเพคะ?”
กัวฮุ่ยเฟยเดาใจอีกฝ่ายออกอย่างรวดเร็ว ว่าเหตุใดตาเฒ่าจูถึงเรียกนางมาในยามนี้
“ถูกต้อง!”
จูหยวนจางกล่าวด้วยเสียงนิ่งขรึม “ข้าเองก็คาดไม่ถึงว่าตำหนักบูรพาจะกลายเป็เช่นนี้ไปได้ คงต้องขอฝากหลิงเยว่และน้อง ๆ ไว้ให้เ้าช่วยดูแล แต่อย่าได้รังแกพวกนางเชียว เด็กพวกนี้น่าเวทนามากพอแล้ว ข้ารู้สึกละอายใจต่อเปียวเอ๋อร์เหลือเกิน อีกอย่าง เ้าจงไปลงโทษนางหลี่ว์แทนข้าด้วย ให้นางได้รับรู้เสียบ้างว่าในวังหลังแห่งนี้ ใครคือคนคุมกฎ และให้สำเหนียกว่า ตำหนักบูรพาเป็ของคนสกุลจู หาใช่ของคนสกุลหลี่ว์!”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ตาเฒ่าจูก็แค่นเสียงหึออกมาด้วยความโกรธ
“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ”
กัวฮุ่ยเฟยหันไปทางจูหลิงเยว่และคนอื่น ๆ พลางแย้มยิ้มถามว่า “หลิงเยว่ ยังจำข้าได้หรือไม่?”
“เสด็จย่ากัว”
จูหลิงเยว่และน้อง ๆ ต่างเอ่ยตอบด้วยท่าทีสำรวมและเสียงเบาหวิว ชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกสงสารจับใจ
“ช่างเป็เด็กดีกันจริง ๆ !”
กัวฮุ่ยเฟยเองก็เอ็นดูเด็กสาวพวกนี้ไม่น้อย ทว่าพอนางชำเลืองมองไปที่พระราชนัดดาสามผู้ยังคงนั่งกินซาลาเปาอยู่นั้น นางก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
แม้แต่จูอวิ่นเหวินที่เป็หลานรักคนโปรด ยังไม่อาจหาญทำตัวตามสบายต่อหน้าฮ่องเต้ได้เท่านี้เลย ความสัมพันธ์ของสองปู่หลานคู่นี้น่าสนใจเกินคาด
นางรีบจดจำรายละเอียดที่สำคัญนี้ไว้ทันที
พอนึกถึงวีรกรรมเมื่อวาน กัวฮุ่ยเฟยก็เข้าใจได้ทันทีว่า อีกไม่ช้าขั้วอำนาจในวังต้องมีการสั่นคลอนแน่
“เสด็จย่ากัว” จูอวิ่นเถิงััได้ถึงสายตาที่มองมา “พี่หญิงและน้องหญิงของกระหม่อม คงต้องรบกวนฝากพระองค์ดูแลด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”
พวกนางเป็สตรี การไปอยู่เคียงข้างกัวฮุ่ยเฟยย่อมดีกว่าอยู่กับเขา อีกทั้งมีรับสั่งจากจูหยวนจางกำชับมา กัวฮุ่ยเฟยย่อมไม่กล้าทำเื่เลวร้ายกับพวกนางแน่
“พี่สาม!” เสี่ยวหลิงฮว่าเดินมากระตุกชายเสื้อเขาอย่างอาลัยอาวรณ์
“หลิงฮว่าเด็กดี”
จูอวิ่นเถิงลูบศีรษะนางแ่เบาเพื่อปลอบใจ “เสด็จย่ากัวเป็คนใจดี หากมีเวลา พี่จะไปเยี่ยมเ้าแน่นอน”
“ฝ่าาเพคะ อวิ่นเถิงช่างเป็พี่ชายที่ประเสริฐนัก” กัวฮุ่ยเฟยกล่าวชื่นชม
“นั่นมันแน่อยู่แล้ว!”
จูหยวนจางเมื่อได้เห็นว่าหลานสาวทั้งสี่ล้วนแต่พึ่งพิงและรักใคร่ในตัวจูอวิ่นเถิงมากเพียงใด เขาััได้ว่านี่สิคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ความผูกพันในสายเื’ อย่างแท้จริง
ต่างกับสิ่งที่จูอวิ่นเหวินพยายามแสดงออกมาอย่างลิบลับ
ช่องว่างระหว่างพี่น้องคู่นี้ปรากฏให้เห็นชัดเจนในทันที
“เอาล่ะ!” จูหยวนจางตบบ่าจูอวิ่นเถิงพลางเอ่ยต่อ “มัวแต่กินอยู่นั่น ได้เวลาไปเรียนแล้ว ตอนบ่ายข้าจะเรียกเ้ามาหาอีกที ส่วนหลิงเยว่ เ้าพาน้อง ๆ ตามเสด็จย่ากัวของเ้าไปเสีย”
“เพคะ”
จูหลิงเยว่ในฐานะพี่สาวคนโตย่อมรู้ความ น้องหญิงทั้งสามก็พยักหน้าตามอย่างว่างง่าย
พวกนางรู้ดีว่าต่อจากนี้ไม่ต้องทนอดอยากและจะไม่มีใครรังแกได้อีก
“เสด็จปู่พ่ะย่ะค่ะ หลานต้องไปเรียนที่ใดหรือ?” จูอวิ่นเถิงเอ่ยถาม
“หอตำราหลวง”
จูหยวนจางแค่นเสียงหึใส่ “เ้าคงไม่คิดจะโดดเรียนใช่ไหม? รีบไปเสียเดี๋ยวนี้เลยนะ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี”
หลานชายตัวแสบคนนี้เริ่มล้าหลังจูอวิ่นเหวินในเื่วิชาการเสียแล้ว เขาจึงต้องเคี่ยวเข็ญให้ตามทัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมอบ่ต่อราชบัลลังก์ในอนาคต
“หลานมิกล้า หลานจะรีบไปหอตำราหลวงเดี๋ยวนี้”
จูอวิ่นเถิงเช็ดปาก รับรู้ได้ทันทีว่าเื่การขอย้ายไปอยู่นอกวังในยามนี้ยังไม่อาจสำเร็จผลได้ คงต้องหาทางกันต่อไป
แต่การอาศัยอยู่ในตำหนักบูรพานั้นเสี่ยงเกินไป นางหลี่ว์ไม่ใช่นางพยาบาลใจดี ไม่รู้ว่าจะขุดหลุมวางกับดักอะไรอีก
“หม่อมฉันขอตัวพาพวกหลิงเยว่ไปก่อนนะเพคะ” กัวฮุ่ยเฟยถวายคำนับแล้วลากจากไป
เพียงไม่นาน ในตำหนักเฉียนชิงก็เหลือเพียงจูหยวนจางเพียงลำพัง
พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ แววตาของเขาก็กลับมาเย็นะเืดังเดิม ความรู้สึกที่มีต่อนางหลี่ว์ที่เคยไว้ใจได้ถูกสั่นคลอนเสียแล้ว
ในอดีต ตอนที่จูเปียวยังอยู่ เขาย่อมเลือกที่จะเชื่อมั่น แต่ยามที่ไร้จูเปียว ความลับบางอย่างก็เริ่มจะถูกเปิดโปง และนั่นย่อมไม่ใช่ลางดี
“ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ!” จี๋เสียงเรียกสติ “ผู้บัญชาการเจี่ยงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เขาเข้ามา”
เจี่ยงหวนก้าวเข้ามาถวายคำนับ พลางยื่นรายงานส่งให้ “ทูลฝ่าา นี่คือข่าวกรองที่มาจากจวนเหลียงกั๋วกงพ่ะย่ะค่ะ”
จี๋เสียงรับมาถวายถึงมือจูหยวนจางอย่างรู้งาน
ครั้นกางออกมาอ่าน จูหยวนจางก็แสยะยิ้มด้วยความชอบใจ “ดูเหมือนเฝิงเซิ่งที่เรียนรู้มามากหน่อย จะพอมีสมองอยู่บ้าง รู้ว่าควรปฏิบัติตัวเช่นไร”
จูหยวนจางอ่านเนื้อความจนจบแล้วถอนหายใจ “ข้าหวังว่าพวกเขาจะคิดสนับสนุนอวิ่นเถิงด้วยความจริงใจ แต่... ข้าก็จำเป็ต้องมอบบททดสอบอย่างเป็ทางการให้เ้าอวิ่นเถิงด้วยเช่นกัน อยากรู้นักว่าเ้าเด็กคนนี้จะมีความสามารถเพียงใด บุตรชายของเย่เซิงตกอยู่ในเงื้อมมือของหลานอวี้กับพวกแล้วใช่หรือไม่?”
จูหยวนจางหันไปจ้องมองเจี่ยงหวน
อิทธิพลจากคดีหูเหวยยงยังไม่สงบนิ่ง และลุกลามมาเนิ่นนาน
เมื่อเดือนที่ผ่านมา จิ้งหนิงโหวเย่เซิง ก็เพิ่งถูกสั่งปะาเก้าชั่วโคตรเพราะเอี่ยวกับคดีหูเหวยยง
ทว่ายังมีบุตรชายรอดไปได้คนหนึ่ง
จูหยวนจางทราบเื่บุตรชายคนนี้มานานแล้ว แต่ยังไม่นิ่งนอนใจ คิดจะเก็บตัวหมากชิ้นนี้ไว้รอใช้ใน่เวลาที่เหมาะสมที่สุด
“พ่ะย่ะค่ะ!” เจี่ยงหวนก้มหน้าลงรับคำ
“เ้าจงไปจัดเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย!” จูหยวนจางกำชับ “และยังมีอีกเื่หนึ่ง ตำหนักบูรพาเงียบเหงาจนเกินไป จงแอบแฝงคนขององครักษ์เสื้อแพรเข้าไปประจำการที่นั่นเพิ่มเสีย”
ยามที่มีจูเปียวอยู่ จูหยวนจางวางใจโอรสคนนี้มาก ตำหนักบูรพาจึงปราศจากสายสืบจากองครักษ์เสื้อแพร
แต่ยามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
“กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
เจี่ยงหวนไม่กล้าเอ่ยถามถึงเหตุผล เมื่อได้รับคำสั่ง หน้าที่เดียวคือลงมือปฏิบัติให้บรรลุผลเท่านั้น
นี่คือภาระหน้าที่อันสำคัญของหน่วยองครักษ์เสื้อแพร
เมื่อเจี่ยงหวนถอยออกไป เขาก็กวักมือเรียกขันทีข้างกาย
จี๋เสียงเดินก้าวเข้าไปใกล้ “บ่าวอยู่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ในบรรดาขันทีในตำหนักบูรพา มีคนของเ้าอยู่บ้างหรือไม่?” จูหยวนจางถาม
ในฐานะฮ่องเต้ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ การบริหารงานย่อมไม่ต้องอาศัยเพียงหน่วยลับอย่างองครักษ์เสื้อแพรแค่หน่วยเดียว และไม่มีทางที่จะทุ่มใจเชื่อถือแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
“ทูลฝ่าา ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” จี๋เสียงตอบอย่างสำรวม “คราวที่องค์รัชทายาททรงพำนักอยู่ ย่อมไม่เห็นความจำเป็ที่ต้องทำเช่นนั้น”
“แต่ยามนี้... มีความจำเป็ขึ้นมาแล้ว” จูหยวนจางเน้นเสียง
“บ่าวเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” จี๋เสียงพยักหน้า
“ยังมีอีกเื่...”
จูหยวนจางหวนนึกถึงถ้อยคำของจูอวิ่นเถิงเมื่อวาน และโยงเข้ากับเหตุการณ์ที่นางหลี่ว์เปิดหน้ากลั่นแกล้งกันในวันนี้ จนภาพลักษณ์กุลสตรีของนางพังทลายลงไป เขาจึงไม่อาจไว้วางใจนางได้อีกต่อไป
“จงไปสืบดูว่า เื้ัการตายของอดีตสะใภ้ข้าและสยงอิง มีเื่อะไรผิดปกติหรือไม่?”
บัดนี้เขาเชื่อแล้วว่า เ้าหลานจอมขบถนั่นย่อมไม่ได้เอ่ยถึงคดีเก่าขึ้นมาลอย ๆ แน่นอน
แม้จูอวิ่นเถิงจะยังไร้ซึ่งพยานหลักฐาน แต่เขาก็จำต้องค้นหามันออกมาให้จงได้
น่าเสียดายที่กาลเวลาล่วงเลยมาหลายปีแล้ว คนร้ายย่อมทำลายหลักฐานจนเกือบหมดสิ้น ไม่รู้จะตามหาความจริงเจอหรือไม่
และการกล่าวหานางหลี่ว์ผู้เป็พระชายารัชทายาทโดยปราศจากหลักฐานนั้น ไม่ใช่เื่ง่ายเลย
“จงทำการสืบอย่างลับที่สุด อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น และจงระวังไม่ให้เ้าหลานชายคนเก่งของข้ารู้เด็ดขาด เมื่อใดที่มีเงื่อนงำ ให้รีบมาบอกข้าโดยตรงแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น” จูหยวนจางสั่งสำทับ
“พ่ะย่ะค่ะ!” จี๋เสียงตอบรับอย่างหนักแน่น
“ออกไปว่าราชการได้เสียที!”
จูหยวนจางเหลือบมองแสงสว่างภายนอกพลางกล่าวว่า “วันนี้ออกว่าราชการช้าเสียจริง”
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ตั้งสติ แล้วจึงมุ่งหน้าออกไปยังลานหน้าวัง
ยามนี้ท้องฟ้าสว่างแล้ว เงาร่างที่ดูโดดเดี่ยวของฮ่องเต้เฒ่าทอดยาวอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า จนจี๋เสียงที่คอยรับใช้เห็นแล้วรู้สึกปวดใจในวาสนาของจอมจักรพรรดิแทน