ตอนที่ 34
“บอกตามตรงว่ามันน่าตกใจมากที่คุณสามารถวิเคราะห์ข้อมูลของมอนสเตอร์ได้จากชิ้นส่วนของพวกมันแค่นิดหน่อยเท่านั้น ถ้าผลการตรวจสอบของคุณเป็นความจริงทั้งหมดงานของทีมวิจัยที่เจ็ดก็จะเบาลงมากเลยล่ะ” ทันทีที่ประตูห้องของหัวหน้าทีมวิจัยที่ 7 ปิดลง เกษมก็เริ่มพูดถึงข้อมูลที่ได้รับจากจูนมาอย่างชื่นชม ใครจะไปคิดล่ะว่าเธอจะใช้เวลาแค่ครึ่งวันในการหาข้อมูลที่ทั้งทีมกำลังพยายามวิเคราะห์ออกมาอย่างง่ายดายขนาดนี้
“แต่เรื่องที่คุณเอาข้อมูลพวกนี้มาเสนอให้ผมดำเนินการส่งคนของโลกคุณเข้ามาช่วยจัดการเนี่ยมันจะไม่เร็วเกินไปเหรอ บัตรปลอมของคุณทั้งสองคนหมึกยังไม่ทันจะแห้งเลยด้วยซ้ำ” แต่ถึงจะชื่นชม เกษมก็ยังมีจุดที่คาใจอยู่ดี ก่อนหน้านี้ที่จูนโดนเรียกเข้าพบในห้องหัวหน้าทีมวิจัย จูนได้มอบข้อมูลที่ตรวจสอบได้ให้กับโอปอลไปแล้ว แถมยังขอให้โอปอลส่งคำขอเพื่อนำกำลังคนของเกทเมืองรกร้างเข้ามาจัดการกับมอนสเตอร์ภายในเกทคุกทองคำอีกต่างหาก
“ไม่ดีเหรอคะ พวกคุณกังวลกับเกทคุกทองคำกันมาก ยิ่งจัดการได้รวดเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีกับพวกคุณไม่ใช่เหรอ” จูนยิ้มหวานอย่างใจเย็นระหว่างเดินเข้ามานั่งที่โซฟาอย่างสบายใจ สาเหตุที่จูนไม่ได้จัดการกับเกทคุกทองคำทันทีก็เพราะต้องการใช้เรื่องนี้ผลักดันให้ทางสมาคมยอมให้คนของโลกเธอสามารถข้ามประตูมาได้นั่นเอง ตอนนี้โลกของพวกเธอเพิ่งจะเชื่อมกันได้ไม่นาน พวกเขาคงไม่ลดความหวาดระแวงลงกันง่ายๆอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช้เรื่องนี้เข้าช่วยแล้วเมื่อไหร่คนของเธอจะได้ข้ามมายังโลกใบนี้กันล่ะ
“มันต้องดีอยู่แล้วสิ พวกคุณได้เดินดูรอบๆจนครบแล้วก็น่าจะรู้ว่าพวกเราต้องเสียเงินไปเท่าไหร่เพื่อหาทางปิดเกทคุกทองคำให้ได้ แถมแผนการจะพาคนของคุณเข้ามาก็อยู่ในกำหนดการอยู่แล้ว ตอนนี้ที่ผมต้องทำก็แค่ทำให้กำหนดการนั้นมันเร็วขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกคาใจกลับเป็นตัวคุณมากกว่านะคุณจูน การส่งข้อมูลพวกนี้มาให้กับข้อเสนอเคลื่อนย้ายกำลังพลในครั้งนี้ มันเหมือนคุณไม่ได้อยากจะปิดบังความสามารถที่แท้จริงของคุณแล้วนี่สิ” ดวงตาของเกษมจ้องมองเข้ามาในดวงตาของจูนอย่างจริงจังต่างกับท่าทีปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง ถึงสกิลของเกษมจะอ่อนด้อยกว่าของยูเสียอีกแต่เรื่องการตรวจสอบข้อมูลและการคิดคำนวณตัวเขาในฐานะรองผู้บัญชาการยังเหนือชั้นกว่ายูหลายขุมนัก มีหรือที่เขาจะไม่สังเกตว่าจูนแอบซ่อนบางอย่างเอาไว้
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เกษมเท่านั้น แต่เหล่าผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการส่วนใหญ่ต่างก็รู้ความจริงข้อนี้ดี เพียงแต่พวกเขายังไม่รู้เท่านั้นว่าพลังที่จูนแอบซ่อนเอาไว้นั้นเป็นอย่างไรกันแน่ แต่อยู่ๆจูนก็ส่งข้อมูลการตรวจสอบมอนสเตอร์มาให้ทั้งๆที่บอสของเกทแรงค์ B ไม่ควรจะตรวจสอบมอนสเตอร์ของเกทแรงค์ S หรือสูงกว่านั้นได้อย่างง่ายดายเช่นนี้เลย ไหนจะเรื่องขอกำลังคนอีก จำนวนของซอมบี้ที่จูนขอไปเพื่อปิดเกทคุกทองคำนั้นมีเพียง 5 คนเท่านั้น อย่างกับว่าเธออยากจะบอกอ้อมๆว่าการปิดเกทคุกทองคำนั้นสามารถใช้กำลังคนเพียงเท่านี้ก็พอ
“ท่าทางจะดูถูกสายตาของรองผู้บัญชาการของหน่วยวิรูปักษ์ไม่ได้จริงๆนะคะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยอธิบายให้พวกคุณฟังแล้วสินะคะว่าตัวฉันใช้วิธีเชื่อมต่อเกทไปเรื่อยๆเพื่อจะหาทางกลับบ้าน ระหว่างการทำแบบนั้นมันทำให้ฉันได้รับประสบการณ์และความรู้มาเยอะมากเลยค่ะ และสิ่งหนึ่งที่ฉันสัมผัสได้หลังจากตรวจสอบมอนสเตอร์ของเกทคุกทองคำก็คือ พวกมันเป็นมอนสเตอร์ที่ไม่ควรจะเชื่อมต่อมายังโลกของพวกเราในตอนนี้ นอกเสียจากว่าโลกใบนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอยู่” คำชมของจูนไม่ได้ทำให้ท่าทีของเกษมผ่อนคลายลงเลยสักนิด ก็คนที่จงใจเผยหางแล้วเรียกให้ตัวเขามาที่นี่ก็คือเธอเองไม่ใช่เหรอ นั่นก็หมายความว่าพวกเธอก็รู้ตัวเหมือนกันว่าซ่อนความลับเอาไว้ไม่มิดสินะ
“คุณเกษม… ตอนนี้ยังมีเกทอื่นที่อยู่ระดับเดียวกันกับเกทคุกทองคำโดนผนึกเอาไว้อีกสินะคะ บางทีในช่วงไม่กี่ปีมานี้เกทพวกนั้นก็คงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย…” คำถามของจูนทำเอาเกษมถึงกับหยุดหายใจไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว กับอีแค่ผลการตรวจสอบมอนสเตอร์แค่ตัวเดียวทำไมถึงได้รู้ถึงขนาดนี้กัน
“สถานการณ์ในตอนนี้เป็นสถานการณ์ปกติของโลกที่กำลังพัฒนาค่ะ ในโลกตอนนี้มีฮันเตอร์ระดับเอสเพิ่มขึ้นมากกว่าสมัยที่ฉันเพิ่งกลายเป็นฮันเตอร์หลายเท่าเลย แถมยังมีฮันเตอร์ระดับพิเศษเพิ่มขึ้นมากอีก แถมฉันยังได้ยินจากน้องชายมาว่าประเทศของพวกเรากำลังมีปัญหากับประเทศอื่นด้วย นั่นก็หมายความว่าระดับของฮันเตอร์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มีแค่ประเทศเราประเทศเดียว การที่ฮันเตอร์ระดับสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้จะทำให้ค่าเฉลี่ยของโลกนี้สูงขึ้นและจะทำให้เชื่อมต่อกับเกทที่ระดับสูงขึ้นด้วย หลังจากนี้เกทระดับคุกทองคำอาจจะกลายเป็นเกทที่หาพบได้ไม่ยากแล้วก็ได้ค่ะ” คราวนี้ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของเกษมถึงกับซีดเผือดเลยทีเดียว เรื่องที่จูนพูดออกมาตรงกับสถานการณ์ที่พวกเขาพยายามปกปิดเอาไว้ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเกทระดับ S ที่ปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆจนต้องขอร้องให้ธิดาสวรรค์ช่วยผนึกเอาไว้ให้ หรือเรื่องที่ฮันเตอร์ของประเทศอื่นเริ่มขยายอำนาจจนก่อปัญหาระหว่างประเทศขึ้นมาก็ตาม และหากทุกสิ่งเป็นอย่างที่จูนพูดจริงสถานการณ์ในตอนนี้ก็เลวร้ายกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้ซะอีก
“ผมต้องยอมรับแล้วสินะว่าคุณเข้าใจเกทพวกนั้นดีกว่าพวกเราจริงๆ แล้วสถานการณ์ของโลกของเราตอนนี้ก็คงส่งผลดีต่อคุณสินะถึงได้ยอมเผยความลับให้ผมเห็นแบบนี้” เกษมถอนหายใจออกมาก่อนจะเอนหลังพิงโซฟาเหมือนตัวเองทำได้แต่ปล่อยวางเท่านั้น ความลับที่ทางสมาคมพยายามปิดบังกันแทบตายโดนวิเคราะห์ออกมาอย่างง่ายดายแบบนี้ ตัวเขาจะไปทำอะไรได้ล่ะ
“ใช่ค่ะ ตอนแรกฉันกลัวว่าถ้าฉันแสดงพลังที่แท้จริงออกไปพวกคุณจะหันมามองว่าฉันเป็นศัตรูแล้วไม่ยอมรับโลกของพวกเรา แต่ตอนนี้โลกใบนี้กำลังเผชิญปัญหาที่หนักมากกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ แถมปัญหาที่ว่ายังเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆด้วย พวกคุณต้องการพลังของพวกเรามากกว่าจะหวาดกลัวแน่ๆ” พริบตาที่จูนพูดจบ อยู่ๆสกิลตรวจสอบของเกษมก็เริ่มทำงานขึ้นมาเองทั้งๆที่ตัวเขาไม่ได้สั่ง วินาทีนั้นดวงตาของเกษมก็เบิกกว้างพร้อมกับเส้นขนที่พากันลุกชูชันไปทั้งตัว ค่าสถานะที่ตัวเขาตรวจสอบไม่ได้ก่อนหน้านี้กำลังเผยให้เห็นทีละน้อยก่อนจะกลับไปปิดบังเอาไว้เช่นเดิม แต่ภาพเพียงชั่วพริบตาก่อนหน้านี้ก็ทำเอาเกษมเหงื่อชุ่มไปทั้งตัวแล้ว
“ฮะๆ…ตอนนี้ผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วสิว่าฝั่งไหนมันอันตรายกว่ากัน” เกษมพยายามควบคุมมือของตัวเองที่ยังสั่นไม่หยุดเอาไว้และพยายามสงบใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แค่เลเวลของจูนก็ทำเอาเขานึกว่ากำลังฝันกลางวันอยู่แล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสัตว์ประหลาดระดับนี้จะยอมเจรจากับพวกเขาอย่างเท่าเทียมกัน
“อย่างน้อยฉันก็เป็นอันตรายที่มีครอบครัวอยู่ที่นี่นะคะ ตัวฉันเป็นภัยกับพวกคุณน้อยกว่าพวกที่กำลังจะมาในอนาคตแน่ๆ อย่างน้อยก็เป็นภัยน้อยกว่าพวกที่สามารถฉีกกรงทองพวกนั้นเป็นชิ้นๆได้” รอยยิ้มและคำขู่เล็กๆของจูนไม่รู้จะทำให้เกษมวางใจหรือกังวลกว่าเดิมกันแน่ นับวันงานของเขาก็ยิ่งลำบากขึ้นเรื่อยๆทั้งๆที่ตัวเขาเลือกหน่วยวิรูปักษ์ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบโลกใบอื่นจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับพวกฮันเตอร์ที่ควบคุมไม่ได้แท้ๆ แต่จูนที่ดันมาจากโลกอื่นดันเป็นงานทับซ้อนระหว่างหน่วยวิรูปักษ์กับวิรุฬหกชัดๆ
“ตกลง ถ้าเป็นแค่ห้าคนก็ถือว่ายังอยู่ในอำนาจของผมอยู่ พรุ่งนี้ก็น่าจะให้พวกเขาข้ามเกทมาได้เลย” เกษมยกธงขาวยอมแพ้ก่อนจะยอมรับข้อเสนอที่จูนส่งมาให้แต่โดยดี แม้ความรู้สึกตอนที่ตอบตกลงจะเหมือนตัวเขากำลังขายวิญญาณให้กับปีศาจเพื่อแลกกับพลังในการปกป้องโลกเลยก็เถอะ
.
.
.
“ท่านธิดาสวรรค์ ขอร้องล่ะครับ” อีกด้านหนึ่ง ณ เบื้องหน้าของรินรดาผู้ได้ชื่อว่าธิดาสวรรค์นั้นกลับมีชายหนุ่มในชุดสูท 3 คนกำลังคุกเข่าอยู่ต่อหน้าเธอทั้งๆที่ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ตอนนี้ควรจะเป็นงานโฆษณาที่ผู้จัดการของเธอบอกเอาไว้แท้ๆ แต่ทันทีที่มาถึงสถานที่นัดหมาย รินรดาก็รู้ตัวทันทีว่างานโฆษณาที่ว่าคงไม่มีจริงเสียแล้ว แถมตอนนี้ยังมีคนกำลังรอเธออยู่อีกต่างหาก
“พวกเราไม่มีทางเลือกจริงๆก็เลยต้องใช้วิธีหลอกลวงแบบนี้ แต่กระผมก็อยากจะมาขอร้องคุณในฐานะตัวแทนของประเทศลีนินให้ได้” ชายที่อยู่ตรงกลางก้มจนหัวแทบจะติดพื้นระหว่างกำลังขอโทษขอโพยอย่างสุดความสามารถ ตัวเขาลงทุนจ้างผู้จัดการของธิดาสวรรค์เพื่อจะขอเข้าพบกับธิดาสวรรค์อย่างลับๆโดยไม่เปิดเผยต่อประเทศของเธอ เพราะถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูรัฐบาลไทยพวกเขาก็ไม่มีหวังจะเข้าพบธิดาสวรรค์อย่างแน่นอน
“ท่านธิดาสวรรค์ได้โปรดเถอะครับ ตอนนี้ที่ประเทศของเรามีเกทระดับสูงกว่าเอสกำลังจะกลายเป็นเกทเบรคในไม่ช้า เกทบานนั้นแข็งแกร่งเกินไปจนไม่มีฮันเตอร์ของประเทศเราคนไหนสามารถจัดการได้เลย พวกเราจึงมาขอร้องกับท่านธิดาสวรรค์หวังว่าท่านจะเห็นใจ” คำขอร้องแสนน่าสงสารของตัวแทนจากประเทศลีนินกลับทำให้สีหน้าของรินรดาดูไม่สู้ดีนัก แม้ตัวเธอจะได้ชื่อว่าเป็นเทพธิดาผู้แสนเมตตา แต่การโดนหลอกลวงเพื่อจะเข้าพบ แถมยังเป็นคำขอร้องจากประเทศเกิดใหม่อย่างลีนินที่เคยมีข้อบาดหมางอย่างการจงใจปล่อยมอนสเตอร์ระดับสูงข้ามเขตชายแดนเข้ามาจนเกิดความเสียหายร้ายแรงอีกต่างหาก และที่สำคัญที่สุดวันนี้เธอตั้งใจจะกลับไปกินข้าวกับยูหลังจากไม่ได้เจอหน้ากันมานานแท้ๆ
“ได้โปรดเถอะครับ รอบๆเกทบานนั้นมีประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้ามันกลายเป็นเกทเบรคขึ้นมาจะต้องมีคนตายเรือนพันเรือนหมื่นแน่ๆ” แม้ปากของรินรดากำลังจะปฏิเสธ แต่พอโดนอีกฝ่ายเอาเรื่องของประชาชนผู้บริสุทธิ์มาอ้าง ท่าทีของรินรดาก็อ่อนยวบลงทันที เพียงแค่ภาพของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังล้มตายเพราะเหล่ามอนสเตอร์ที่หลุดออกมาจากเกทก็ทำเอาคำปฏิเสธของรินรดาโดนกลืนลงคอไปเสียแล้ว ตัวเธอไม่สามารถทนมองผู้คนล้มตายไปต่อหน้าต่อตาทั้งๆที่เธอมีพลังจะช่วยได้หรอก
“หลังจบเรื่องนี้ พวกเราคงไม่ต้องเจอกันอีกนะคะ” รินรดาหันไปมองผู้จัดการที่อยู่ข้างๆด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก ถึงเขาจะเพิ่งมาทำงานกับเธอได้ไม่กี่เดือนแต่เขาก็ได้รู้นิสัยใจขอของรินรดาไปไม่น้อยเลย คนที่บอกว่าพวกคนตรงหน้าต้องพูดอะไรก็คงจะเป็นผู้จัดการคนนี้อย่างแน่นอน
“ครับ… ผมต้องขออภัยจริงๆ” แม้จะโดนมองด้วยสายตาเกลียดชัง แต่ผู้จัดการกลับไม่มีท่าทีจะตอบโต้อะไรเลยสักนิด เขาทำเพียงก้มหัวลงขอโทษด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาได้จากดวงตาของเขาเลย… หากจำไม่ผิดผู้จัดการคนนี้เป็นลูกครึ่งนี่นา..
“…” รินรดาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อจะส่งข้อความไปบอกกับยูว่าเธอมีธุระด่วนจนไม่ได้กลับบ้านสักพัก ทั้งๆที่อยากจะกลับไปกอดเขาให้หายคิดถึงแท้ๆ
ติ๊ง!
ทันทีที่รินรดาส่งข้อความไปบอกว่าจะยังไม่กลับบ้าน ยูที่อยู่อีกฝั่งของกล่องข้อความก็รีบส่งข้อความกลับมาถามด้วยความเป็นห่วงทันทีอีกต่างหาก พอได้รับข้อความแบบนี้ก็ทำให้หัวใจที่กำลังห่อเหี่ยวของรินรดาเริ่มกลับมาอบอุ่นอีกครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ
“นี่พวกคุณ… ที่ลีนินมีอาหารอะไรขึ้นชื่อบ้าง” ระหว่างกำลังตามคนของประเทศลีนินขึ้นไปบนรถ อยู่ๆธิดาสวรรค์ที่พวกเขากำลังจะแอบพาออกนอกประเทศก็ถามถึงอาหารขึ้นชื่อของประเทศพวกเขาเสียอย่างนั้น
“เอ่อ…น่าจะเป็นพวกขนมที่ทำจากธัญพืชนะครับ” คำตอบพร้อมสีหน้างุนงงของเหล่าตัวแทนจากประเทศลีนินไม่ได้อยู่ในความสนใจของรินรดาเสียเท่าไหร่ แต่เธอกลับเปิดมือถือแล้วเริ่มค้นหาของที่พวกเขาพูดถึงทันที แถมยังพยายามค้นหาร้านของฝากอีกต่างหาก