“ฮึ่ม!”
ดวงตาของเสวียนเทียนชิงเหม่อลอยไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเฉียบคมดังเดิมพร้อมกับคำรามเสียงต่ำตะวัดกระบี่กระแทกสตรีผู้นี้ออกไปหากพูดถึงเื่หญิงงามแล้วเขาพบเจอมามากจนชินชา ลำพังแค่ชิงเหนียวกับลู่หยาก็นับเป็ยอดหญิงงามของแดนเบญจภพได้แล้วอย่างไรก็ตามสตรีผู้นี้แม้จะมองเห็นเพียงครึ่งหน้า่บนแต่ถึงกลับทำให้เขาเกิดความหลงไหลขึ้นมาชั่วขณะ!
“แม่นางน้อยที่ศาลากล้วยไม้ราตรีมีกฎห้ามต่อสู้กัน อีกอย่างข้าแค่มาเดินพักผ่อนในป่าไผ่คงไม่ได้รบกวนเ้าจนถึงขั้นลงมือลงไม้กระมัง?”
เสวียนเทียนชิงถอยกลับมาหลายก้าวสะบัดปลายกระบี่ชี้ลงพื้นแสดงออกว่าไม่้าจะสู้ต่อเขาเรียกอีกฝ่าว่าแม่นางน้อยนั้นไม่ได้ดูถูกแต่อย่างใดสตรีผู้นี้สวมชุดคลุมสีม่วงดูหรูหราไม่น้อยอีกทั้งเสวียนเทียนชิงยังพอมองออกว่าชุดของนางยังเป็สมบัติวิเศษด้วยนางเตี้ยกว่าเขาราวครึ่งศีรษะแม้สายตาจะเ็าแต่ก็ยังมีความอ่อนเยาว์อยู่
หากเขาเดาไม่ผิดนางควรอายุราวสิบห้าสิบหกปีเท่านั้นยังอ่อนกว่าเขาอย่างน้อยก็สองปี!
สตรีชุดม่วงไม่ได้ตอบอะไรกลับมาแต่นางเหลือบตามองกระบี่ในมือของเสวียนเทียนชิงเล็กน้อยก่อนจะหันมามองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสนใจแม้ว่าดูแล้วเขาจะอายุมากกว่านางแต่ก็คงไม่เกินหนึ่งหรือสองปีในแดนเบญจภพแห่งนี้คนอายุพอๆกับนางที่สามารถรับกระบี่นางได้นับว่ามีไม่มากจริงๆอีกทั้งชายหนุ่มคนนี้ยังไม่บรรลุขั้นปรมาจารย์เลยด้วยซ้ำ!
ชิ้ง!
โดยไม่พูดพล่ามให้เสียเวลากระบี่เงินในมือนางชักกลับก่อนจะแทงออกไปอีกครั้งคราวนี้ใบหน้าของเสวียนเทียนชิงที่เดิมขมวดคิ้วเล็กน้อยพลันเปลี่ยนมาเป็เ็าทันทีตอนนี้เขากำลังอารมณ์ไม่ดีในเมื่ออีกฝ่ายไม่ไว้หน้ากันเขาก็เองก็เริ่มโกรธขึ้นมาจริงๆแล้ว
เคร้งเคร้ง เคร้ง
สองกระบี่ปะทะกันอีกครั้งคราวนี้ในหัวของเสวียนเทียนชิงไม่มีความงดงามของสตรีแปลกหน้าอยู่อีกแล้วสมาธิของชายหนุ่มจดจ่ออยู่เพียงกระบี่ หนึ่งกระบี่ฟันเข้ามาหนึ่งกระบี่ต้านรับป่าไผ่แห่งนี้เดิมทีมีเพียงรอยกระบี่ของสตรีชุดม่วงแต่ตอนนี้บริเวณกลางป่ากลับถูกฟันจนขาดสะบั้นเละเทะ
“เ้ารู้หรือไม่ว่าหากลงมือที่นี่จะต้องได้รับโทษตามกฎ?เ้ารู้ไม่ว่าเ้าของศาลากล้วยไม่ราตรีแห่งนี้คือใคร?”
เสวียนเทียนชิงกล่าวออกมาอีกครั้งตอนนี้เขาโกรธและอารมณ์เสียมากแต่ยามที่สู้กันไปสิบกว่ากระบี่เขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าสตรีผู้นี้แข็งแกร่งอย่างยิ่งไม่ว่าจะพละกำลังหรือปราณแท้ล้วนอยู่ในระดับที่เหนือกว่าเขาคนที่จะมีพลังในระดับนี้ได้อย่างน้อยก็ต้องสำเร็จขั้นปรมาจารย์!
อย่าลืมว่าเสวียนเทียนชิงนั้นอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นเบิกิญญาแล้วเป็ไปไม่ได้ที่จะมีขั้นเบิกิญญาคนไหนแข็งแกร่งกว่าเขา แต่สตรีผู้นี้อายุน้อยเกินไปคนเดียวที่อาจจะฝึกฝนได้เร็วกว่าหรือเท่ากับนางก็คงจะมีแต่พี่ใหญ่ของเขา!
‘นางเด็กบ้านี่เป็ใครกันแน่?หากตอนนี้ข้าบรรลุขั้นปรมาจารย์แล้วข้าจะจับเ้าตีก้นเสียให้เข็ดเลย!’
เสวียนเทียนชิงได้แต่คิดในใจด้วยความอัดอั้นสู้กับปรมาจารย์ขั้นหนึ่งใช่ว่าเขาจะไม่มีทางจัดการหากคิดจะสังหารนางจริงๆเขามั่นใจว่ามีโอกาสสำเร็จกว่าห้าส่วนทว่าเสวียนเทียนชิงไม่ใช่คนไร้สมองมิเช่นนั้นคงไม่อยู่มาได้ถึงป่านนี้พร์ของนางเรียกได้ว่าเก่งกาจกว่าเขาเสียอีกอีกทั้งนางอยู่ที่ศาลาเล็กแห่งนี้ได้ก็หมายความว่าต้องรู้จักกับท่านหญิงของศาลากล้วยไม่ราตรีแต่นางก็ยังลงมือโดยไม่สนใจกฏของท่านหญิง
ดังนั้นไม่ว่าคิดทางไหนเสวียนเทียนชิงก็ไม่้าให้สถานการณ์เลยเถิดและยิ่งไม่อยากเป็ศัตรูกับนางด้วย!
“เฮ้ๆแม่นางท่านพอแค่นี้เถอะ ข้าไม่อยู่รบกวนเ้าแล้ว!”
การถอยไม่ใช่เื่น่าอายแต่เป็ความกล้าหาญต่างหาก!เสวียนเทียนชิงเชื่อในคำพูดนี้อย่างสุดหัวใจดังนั้นหลังเค้นพลังที่เหลือตวัดกระบี่ของสตรีชุดม่วงออกไปเขาก็รีบตบเท้าถอยก่อนจะหมุนตัวหนีทันทีปราณกระบี่ของนางแม้ไม่มีจิตสังหารที่อาฆาตแต่กลับอันตรายยิ่งนักคนแบบนี้หากไม่ใช่เพราะนางแค่คันมืออยากลองกระบี่ก็คงเป็พวกหัวใจด้านชาที่สังหารคนทิ้งได้อย่างไม่ใส่ใจ
เสวียนเทียนชิงถอยออกจากป่าไผ่ไปแล้วส่วนสตรีชุดม่วงยังคงยืนนิ่งทอดสายตามองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดิมนางไม่ได้ไล่ตามไปและไม่ได้หันหลังกลับจนกระทั่งเงาของชายหนุ่มหายจากสายตาไปนางถึงได้กล่าวพึมพำออกมา
“ยังเป็แค่ขั้นเบิกิญญาแท้ๆแต่ทำไมจิตกระบี่ของเขาถึงได้ทรงพลังนักแดนมนุษย์แห่งนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ”
ดวงตาของนางวาววับขึ้นเล็กน้อยก่อนจะใบหน้าจะเผยรอยยิ้มหยดย้อยที่อยู่ใต้ผ้าคลุมให้เห็นหลังจากกวาดสายตามองป่าไผ่รอบด้านสุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจก่อนจะเดินออกป่าไผ่ไปอีกทางหนึ่งเสวียนอู่หยางเคยกล่าวไว้ว่าแดนเบญจภพแห่งนี้เป็เพียงส่วนหนึ่งของอาณาเขตสะพานฟ้าบนท้องฟ้าดาราอันกว้างใหญ่ยังมีดินแดนมากมายและเผ่าพันธุ์อีกนับไม่ถ้วนดำรงอยู่อย่างเช่นแม่นางน้อยชุดม่วงผู้นี้ก็เป็คนที่มาจากสะพานฟ้าเช่นกัน
เสวียนเทียนชิงกลับเข้าตำหนักไม่ได้รบกวนพวกชิงเหนียวแต่ตรงเข้าห้องพักของเขาทันทีเจอแม่นางน้อยชุดม่วงเล่นงานมาในใจเขาทั้งขุ่นเคืองทั้งใเื่นี้หากคิดคำนวณไม่ดีอาจจะทำให้แผนการของเขาพังทลายลงได้แม่นางน้อยลึกลับคนนี้จู่ๆก็โผล่ออกมาเป็เื่แปลกเกินไปเขามั่นใจว่าในแดนเบญจภพคนที่แข็งแกร่งทั้งมีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียงล้วนถูกตระกูลเสียนตรวจสอบมาหมดแล้วและไม่มีคนที่เข้าข่ายเช่นเดียวกับแม่นางน้อยผู้นี้แน่นอน
อย่าลืมว่าแค่เสวียนเทียนชิงปรากฏตัวก็ปั่นป่วนไปทั่วจนมีแต่คนริษยาตั้งใจสังหารถึงจะไม่อยากยอมรับเท่าไหร่แต่เสวียนเทียนชิงก็รู้ดีว่าแม่นางน้อยคนนี้มีพร์ในการฝึกฝนเหนือกว่าเขาเสียอีก!คนเช่นนี้ปรากฏตัวจะเป็ไปได้อย่างไรที่ขุมอำนาจใหญ่ทั่วแดนเบญจภพจะไม่รู้?
“นางเป็ใครมาจากไหนกันแน่หรือในแดนเบญจภพจะยังมีเชื้อสายของคนโบราณหลบซ่อนอยู่?”
เสวียนเทียนชิงผู้ไม่รู้เกี่ยวกับสะพานฟ้าหรือสามพันดินแดนย่อมเดาที่มาที่ไปของแม่นางน้อยผู้นี้ไม่ออกแน่นอนว่าที่เขาต้องมาคิดเื่นี้อย่างจริงจังก็เพราะกลัวจะส่งผลกระทบต่อตระกูลเสวียน ส่วนตัวเขาน่ะหรือ?วันนี้แพ้ก็แพ้ไปสิเอาไว้วันหน้าค่อยเอาก็ยังไม่สาย!
ระหว่างที่เสวียนเทียนชิงกำลังพักผ่อนอยู่นั้นอีกด้านหนึ่งแม่นางน้อยที่เขากำลังสงสัยเกิดเดินมาถึงตำหนักใหญ่แล้วอีกทั้งนี่ยังไม่ใช่ตำหนักใหญ่ในเขตศาลาเล็กที่เสวียนเทียนชิงพักอยู่แต่เป็ตำหนักใหญ่ของศาลาหลักที่ท่านหญิงเ้าของศาลากล้วยไม้ราตรีพักอยู่
“เย่วอิงใครทำให้เ้าไม่พอใจรึ?”
เสียงของชายชราดังขึ้นเมื่อแม่นางน้อยเดินเข้ามาในตำหนักที่โต๊ะด้านในนั้นมีคนสองคนกำลังนั่งดื่มชาอยู่ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือชายชราที่เป็ผู้กล่าวออกมาส่วนอีกคนหนึ่งคือหญิงวัยกลางคนท่าทางเกียงคร้านแต่ทั้งใบหน้าและรูปร่างของนางกลับงดงามยั่วยวนอย่างยิ่งหญิงวัยกลางคนผู้นี้ก็คือท่านหญิงเ้าของศาลากล้วยไม้ราตรีส่วนชายชราผู้นี้แท้จริงแล้วก็คือเ้าของโรงจำนำอี้ซงที่เคยดูการต่อสู้ของเสวียนเทียนชิงที่เขตผาเหิน
“ก็แค่เจอคนน่าสนใจเข้าน่ะเ้าค่ะได้ยินว่ามีแขกใหม่มาพักที่ศาลาแถวป่าไผ่ ท่านหญิงลั่วพอจะบอกได้ไหมเ้าคะว่าเป็ใคร?”
เย่วอิงก็คือชื่อของแม่นางน้อยชุดม่วงผู้นี้ท่านหญิงลู่ที่ได้ยินคำพูดของนางก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะขมวดคิ้วขึ้นมาสำหรับชายชราคนนี้นามว่าฟู่หยงจิ้นแม้นางจะไม่ได้สนิทกับเขามากนักแต่ก็เคยพบเจอกันมาบ้างและรู้ว่าฟู่หยงจิ้นนั้นได้รับความเคารพอย่างสูงจากตระกูลเสวียนอีกทั้งจากการคาดเดาของนางเกรงว่าความแข็งแกร่งของฟู่หยงจิ้นนั้นสูงส่งอย่างยิ่งและยังอาจจะมากกว่าเสวียนอู่หยางด้วยซ้ำนี่คือสาเหตุที่ไม่ว่าจะเป็นางหรือตระกูลเสวียนก็วางฐานะของชายชราผู้นี้เอาไว้สูงมากอีกอย่างนางเองก็รู้ว่าฟู่หยงจิ้นผู้นี้ไม่ใช่คนของแดนเบญจภพแต่เป็ผู้ที่มาจากสะพานฟ้า
ส่วนเด็กสาวเย่อิงผู้นี้กลับยิ่งทำให้นางใมากกว่าตอนเจอฟู่หยงจิ้นครั้งแรกเสียอีกอายุยังน้อยก็เหยียบเข้าขั้นปรมาจารย์แล้วพร์ของนางยังเหนือกว่าตัวประหลาดน้อยอย่างเสวียนเทียนชิงเสียอีก ที่สำคัญแม้ว่านางจะเย่ฟู่หยงจิ้นว่าท่านปู่แต่นางก็พอจะมองออกว่าแววตาของฟู่หยงจิ้นยามที่มองเย่วอิงนั้นไม่ได้มีความรักใคร่ของปู่หลานแต่กลับเป็ความเคารพยำเกรง!
“เขาเป็บุตรชายของสหายข้าเองหากว่าเขาทำอะไรให้แม่นางเย่วอิงขุ่นเคืองข้าจะไปจัดการสั่งสอนเ้าหนูนั่นให้เอง”
ท่านหญิงลั่วพูดพลางหัวเราะออกมานางรู้นิสัยของเสวียนเทียนชิงดีและกังวลว่าเขาจะมีปัญหากับเย่วอิงดังนั้นนางจึงพูดออกไปเช่นนี้เื่ทางป่าไผ่พึ่งจะเกิดขึ้นและเพราะฐานะของเย่วอิงกับเสวียนเทียนชิงจึงทำให้บริเวณนั้นกลายเป็พื้นที่หวงห้ามไม่คนอื่นเข้าไปเพราะเหตุนี้จึงยังไม่มีรายงานส่งมาถึงท่านหญิงลั่วว่ามีการต่อสู้กันเกิดขึ้นในศาลากล้วยไม่ราตรีอีกอย่างนางจงใจพูดว่าเป็บุตรชายของสหายและยังพูดว่าจะจัดการให้เองก็ชัดเจนแล้วว่า้ายุติเื่นี้
“ท่านหญิงคิดมากเกินไปแล้วเ้าค่ะ ข้าบังเอิญเจอกับเขาแล้วได้ประมือกันเล็กน้อยคนผู้นี้อายุยังไม่มากแต่การฝึกฝนนั้นไม่เลวเลยทีเดียว”
เย่วอิงยิ้มพลางกล่าวออกมาเพื่อคลายกังวลให้กับท่านหญิงแน่นอนว่าตัวนางไม่ได้ขุ่นเคืองอะไรกับชายหนุ่มผู้นั้นนางก็แค่ประหลาดใจและสงสัยว่าทำไมจิตกระบี่ของเขาถึงทรงพลังกว่าคนทั่วไป นางเองก็ฝึกกระบี่ดังนั้นย่อมใคร่รู้ในเื่นี้เป็ธรรมดาแม้ว่าจิตกระบี่ของนางจะไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาแต่อย่าลืมว่าอีกฝ่ายนั้นยังเป็แค่ขั้นเบิกิญญาเท่านั้น!
“น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้พูดคุยกันเขาก็หนีไปเสียก่อนหากเป็ไปได้ข้ายังอยากลองวิถีกระบี่กับเขาอีกสักครั้ง”
เย่วอิงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มขณะมองท่านหญิงลั่วก่อนเบนสายตาเล็กน้อยไปทางฟู่หยงจิ้นทำให้ชายชราชะงักไปก่อนจะหัวเราะออกมา
“ฮ่าๆในเมื่อหลานสาวข้าอยากเจอสหายน้อยผู้นั้นก็คงต้องรบกวนท่านหญิงลั่วแล้ว”
ฟู่หยงจิ้นกล่าวออกมาแทนเย่วอิงเช่นนี้แล้วท่านหญิงลั่วจะปฏิเสธได้อย่างไรแววตาของนางเผยความลังเลขึ้นมาเล็กน้อยขณะมองฟู่หยงจิ้นก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาอย่างไรฟู่หยงจิ้นกับตระกูลเสวียนก็คบค้ากันมานานแล้วคงไม่มีปัญหาอะไรหรอกกระมัง?
“ผู้เฒ่าฟู่เขาคือลูกชายคนเล็กของอู่หยางเ้าค่ะ!”