มิโอริเหลือบมองนาฬิกาข้อมือระหว่างที่ผมหดหู่ไปเองคนเดียว
“—เอ่อ ไม่มีเวลาให้คุยต่อแล้วนะ วันนี้เป็วันเปิดเทอม”
“นั่นสิแถมเราก็อยู่ไกลด้วย”
ที่ว่าอยู่ไกลเนื่องจากต้องนั่งรถไฟห้าสถานีจากบ้านถึงโรงเรียนก็ราวหนึ่งชั่วโมง
“งั้นไว้เจอกันที่โรงเรียนนะ เอ้า ไปกันเถอะคูจัง”
มิโอริดึงสุนัขที่นั่งรออย่างว่าง่ายให้ลุกขึ้นแล้วหันหลังเดินไป
แน่นอนว่าผมไม่ได้คาดเื่นี้ไว้แต่การวิ่งตอนเช้าก็ช่วยให้ผมสานสัมพันธ์กับมิโอริเพื่อนคนเดียวที่มาจากโรงเรียนม.ต้นเดียวกันได้อีกครั้ง ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปจากชีวิตก่อนั้แ่จุดนี้แล้ว
ผมคิดเื่นี้พลางมุ่งหน้ากลับบ้าน
*
ผมกลับถึงบ้านอาบน้ำ กินข้าวเช้า แล้วก็เปลี่ยนเป็ชุดนักเรียน
“โอ้—นี่ลูกหล่อขึ้นจริงๆ นะเนี่ย”
ผมเดินไปที่โถงประตูทำเป็ไม่สนใจคำพูดของแม่ที่ดูปลาบปลื้ม่หลังนี้แม่ชมผมอยู่เรื่อยๆ แต่เพราะเป็คำชมของคนที่บ้านหรือเปล่านะ ผมถึงรู้สึกว่าเป็แค่มุมมองของคนเป็พ่อแม่
ผมสวนกับนามิกะจังหวะที่จะออกจากบ้าน
นามิกะจ้องผมซึ่งแต่งชุดนักเรียนราวสามวินาทีแล้วพึมพำเสียงเบา
“…ไปดีมาดีนะ”
“อ่าไปก่อนนะ”
ผมปั่นจักรยานไปสถานีที่ใกล้ที่สุดแล้วขึ้นรถไฟฟ้า
แม้ผู้คนในจังหวัดกุมมะจะนิยมเดินทางด้วยรถยนต์มากแค่ไหนรถไฟฟ้าเวลานี้ก็ยังมีคนแน่นตามคาด
มิโอริก็คงขึ้นขบวนนี้อาจจะอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ แต่คนแน่นเกินเลยหาไม่เจอ เอาเถอะถึงเจอแล้วก็ใช่ว่าจะสนิทจนถึงขั้นไปโรงเรียนด้วยกัน
อย่างไรก็ตามผมหวนคิดถึงความรู้สึกยามนั่งรถไฟฟ้าไปโรงเรียน
พอนึกถึงตัวเองทำตาลอยยืนโอนเอนบนรถไฟฟ้าทุกวันก็ยิ้มขื่น
ผมรู้สึกว่ามีคนจ้องมาเลยเหลือบมองทางซ้าย ผมประสานสายตากับเด็กผู้หญิงสวมชุดนักเรียนใหม่เอี่ยมเหมือนกันแล้วหลบตาทันควันเห็นแก้มเธอแดงระเรื่อ อย่างน้อยก็ดูไม่น่าจะใช่สายตาประสงค์ร้ายชุดที่เธอใส่เป็ของโรงเรียนม.ปลายเรียวเมเช่นเดียวกับผม
ถ้าตัวเองเป็คนอัธยาศัยดีก็คงจะชวนคุยตรงนี้ไปแล้วแต่ผมไม่กล้าพอ
หลังจากเตรียมการมามากมาย่แรกๆ ผมอยากค่อยเป็ค่อยไปมากกว่า
หากเปรียบเทียบเป็เกม RPGผมเป็พวกอัปเลเวลให้สูงกว่าที่จำเป็แล้วค่อยบุกยึดพื้นที่อย่างละมุนละม่อม แต่ในอดีตไม่ได้ทำแบบนั้นนี่อาจส่งผลให้ชีวิตม.ปลายของผมพังไม่เป็ท่าก็ได้
ผมคิดเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งรถไฟถึงที่หมาย
จากสถานีนี้ไปถึงโรงเรียนใช้เวลาเดินราวห้านาที
ยังพอเหลือเวลาอยู่คงทันพิธีปฐมนิเทศแบบสบายๆ
ทางเดินจากสถานีไปโรงเรียนเต็มไปด้วยต้นซากุระปลูกเรียงราย
นักเรียนม.ปลายสวมชุดนักเรียนแบบเดียวกับผมเดินขวักไขว่ใต้ต้นซากุระบานสะพรั่ง
—ผมสะดุดสายตาที่คนคนหนึ่ง
“อ๊ะ…”
ผมหลุดอุทาน
เด็กสาวคนนั้นกำลังแย้มยิ้มอยู่กลางกลุ่มนักเรียนราวหกคน
ผมเคยได้ยินมาว่าเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนอมเหลืองยาวเคลียบ่าเป็สีผมตามธรรมชาติใต้เรือนผมคือความงามอันโดดเด่นของเครื่องหน้าเด่นชัด แต่ก็ยังดูไร้เดียงสา
ไม่ใช่แค่ผมนักเรียนตามทางเดินหลายคนต่างก็จ้องมองเธอเป็ตาเดียว
โฮชิมิยะฮิคาริ
เด็กสาวที่ทำให้ต้นซากุระบานสะพรั่งเป็เพียงฉากหลัง
โฮชิมิยะคือคนที่ผมเมื่อชีวิตก่อนตกหลุมรักสารภาพรัก… และโดนปฏิเสธ กระทั่งตอนนี้ผมก็ยังไม่กล้าพูดว่าลืมความทรงจำนั้นไปแล้วแม้เวลาจะผ่านไปแล้วเจ็ดปี ผมก็ยังคิดถึงเธอ
แน่นอนอยู่แล้วเธอหัวเราะด้วยท่าทางเดียวกับที่ผมจำได้ในตอนนั้น
หัวใจเต้นตึกตักครั้งนี้ช่วยยืนยันความรู้สึกที่ผมมีต่อเธออีกครั้ง
…่วัยรุ่นอันเจิดจรัสผมเคยคิดว่ามันเป็เป้าหมายที่คลุมเครือขาดความชัดเจน แต่ตอนนี้ ผมค้นพบเส้นทางสู่จุดหมายที่ชัดเจนแล้วหนึ่งอย่าง
ผมอยากให้โฮชิมิยะชอบผมครั้งนี้ผมอยากคบกับเธอ
เราสบตากันเพียงชั่วพริบตา
แต่เวลานี้ผมเป็เพียงคนแปลกหน้า
ผมเบือนหน้าหนีเพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธ
พอเหลือบมองอีกครั้งเธอยังมองผมอยู่ เลยสบตากันอีกจนได้
อ่า– ซวยละอีกฝ่ายก็คงคิดแบบนี้
ผมหันหน้าไปทางอื่นรู้สึกเหมือนถูกจับได้คาหนังคาเขา
“โฮชิมิยะเป็อะไรไปเหรอ”
“เปล่าไม่มีอะไร ว่าแต่เราใกล้ถึงโรงเรียนแล้วนะ”
…รู้สึกทะแม่งๆ แฮะ
ตอนอยู่บนรถไฟฟ้าก็เป็แบบนี้เหมือนกันแต่อย่างมากก็แค่สบตาด้วย
เหมือนชีวิตที่แล้วจะไม่มีเื่แบบนี้
ผมรู้สึกว่ามีคนมองแปลกๆ หรือว่ามีอะไรติดหน้าผม
ผมเดินพลางล้วงกระจกถือขึ้นมาตรวจดู…อืม ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่นา
ไม่ได้ลืมเซ็ตผมมาปล่อยชายเสื้อออกนอกกางเกงแต่ไม่ถึงกับไม่เรียบร้อย
—ทำไมกันนะ ระหว่างที่เอียงคอฉงนก็ถึงโรงเรียนจนได้
ผมลองเดินไปทางที่มีคนรวมตัวกันเยอะๆเป็อันดับแรก ดูเหมือนจะมีประกาศแบ่งห้องของนักเรียนชั้นม.4 ผมรู้มาจากความจำในชีวิตก่อนแล้ว แต่เช็กไว้กันพลาดดีกว่า
ไหนดูซิ…ไฮบาระ นัตสึกิ ม.4 ห้อง 2เจอแล้วๆ มีชื่อโฮชิมิยะด้วย ผมเคยอยู่ห้องเดียวกับโฮชิมิยะตอนม.4 กับม.5แสดงว่าไม่เปลี่ยนไปจากชีวิตก่อนสินะ
ผมตรวจดูชื่ออื่นคร่าวๆด้วย เท่าที่จำได้ก็ตรงกับความทรงจำนะ
ผ่านมาเจ็ดปีแล้วจะจำได้ละเอียดยิบก็คงยากแต่พอเห็นชื่อก็ร้องว่า “อ๋อ หมอนั่นเองเหรอ” อย่างบรรดาคนที่อยู่รอบๆ ก็คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่หลายคน
“—อ๊ะ ดูสิๆไชโย ทั้งเรอิทั้งทัตสึอยู่ห้องเดียวกับฉันหมดเลย”
ได้ยินเสียงะโดังมาจากด้านหลังผมท่ามกลางเสียงจอแจรอบด้าน
“ไม่ต้องแหกปากขนาดนั้นก็รู้แล้วน่า”
“อุตะกำลังคึกเพราะเพิ่งมาโรงเรียนใหม่ไง”
ผมค่อยๆหันไปมอง เด็กสามคนที่มาจากโรงเรียนม.ต้นเดียวกันจับกลุ่มคุยกันอยู่ด้านหลังผม
ไม่ใช่แค่รู้สึกคุ้นหน้า—แต่ผมรู้จักคนกลุ่มนี้เป็อย่างดีเพราะนี่คือคู่กรณีกลุ่มแรกของผมซึ่งตั้งเป้าจะเป็หนุ่มฮอตม.ปลาย
สามคนนี้คือดาวเด่นของชั้นม.4 ห้อง 2 หรือชนชั้นสูงสุดอย่างที่ผมใฝ่ฝันจะเป็
“ทัตสึเองก็ดีใจแท้ๆทำเก๊กไปได้”
เด็กสาวที่ส่งเสียงเอะอะมาั้แ่เมื่อกี้คือซากุระอุตะ
เธอขยับร่างเล็กๆ อย่างกระฉับกระเฉงแสดงท่าทางดีใจ
เธอมีนิสัยสดใสร่าเริงหน้าตาก็น่ารัก มองแล้วชวนให้ยิ้มตาม
“หา?ทำไมฉันอยู่กับเธอแล้วต้องดีใจด้วยฮึ”
ส่วนคนที่ทำหน้าบูดแบบไม่ปิดบังพลางปฏิเสธเสียงกร้าวคือนางิอุระทัตสึยะ
เขาตัวสูงกว่าผมและมีหุ่นกำยำหน้าตาคมคายแต่สายตาดุดันดูหยาบกระด้าง ถ้าให้สรุปคือหล่อสายโหด
ความจริงแล้วเขาเป็คนใจดีและมีอารมณ์ขันเพียงแต่เกลียดการโดนล้อที่สุด
“ก็ทัตสึยะเป็พวกซึนเดเระนี่สมัยนี้ไม่นิยมกันแล้วแท้ๆ”
คนที่แหย่นางิอุระด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลคือชิราโทริ เรอิตะ
เขาเป็หนุ่มหล่อพิมพ์นิยมหุ่นเพรียวบางที่มีภาพลักษณ์ตรงข้ามกับนางิอุระโดยสิ้นเชิงจะเรียกว่าเป็หน้าตาแบบที่ใครๆ ก็ชอบ ต่างกับนางิอุระที่มีคนชอบเฉพาะกลุ่มได้ไหมนะในความเป็จริงคือสาวๆ รอบข้างมองเขาเป็ตาเดียว
เขาเป็คนสุภาพนุ่มนวลเข้ากับคนได้ดี แถมยังมีความเป็ผู้นำ
คนที่เข้าข่าย‘ผู้ชายในอุดมคติ’ ที่ผมตั้งเป้าไว้ตอนเปิดตัวม.ปลายที่สุดก็คือชิราโทรินี่แหละ
“…มียุคที่ผู้ชายซึนเดเระเป็ที่นิยมด้วยรึไง”
“ใสซื่อเนอะอุตะ ความรู้เื่มังงะตาหวานอ่อนด้อยมาก”
“อย่าใช้ศัพท์ที่คนทั่วไปไม่เข้าใจเซ่ที่พูดนั่นคืออะไรน่ะ”
“ก็ทัตสึไม่อ่านมังงะเลยนี่เนอะ”
“หยุดล้อซะทีฉันก็เคยอ่านเื่ทูพีซไงเล่า”
“เื่นั้นผมเป็คนให้ยืมนี่ห้องทัตสึยะไม่มีหนังสือสักเล่มเลยนะ”
ชิราโทริทำท่าสงสัยนางิอุระแค่นหัวเราะ
“หนวกหูน่า—ฉันมีแค่บาสเกตบอลก็พอแล้ว”
ชิราโทริส่งเสียงทักสงสัยจะเห็นผมมองพวกเขาอยู่
“โทษทีนะเ้าพวกนี้เสียงดังหนวกหูใช่ไหม”
ผมหวั่นไหวแวบหนึ่งกับการกระทำที่ไม่มีในความทรงจำครั้งก่อนแต่ก็เก็บอาการตอบกลับไป
“อ่า เปล่าไม่รบกวนเลย แค่คิดว่าดูสนิทกันดีจังนะ”
หรือว่าผมจะจ้องเกินไป
ถ้าอย่างนั้นผมเดินหมากพลาดแล้วสิคิดถึงก็เลยเผลอจ้องเขม็ง
ชิราโทริถามต่อด้วยท่าทีสุภาพโดยไม่รู้ความคิดแบบนั้นของผม
“เราสามคนเรียนม.ต้นที่เดียวกันมาน่ะนายก็อยู่ม.4 ห้อง 2 เหมือนกันเหรอ”
ฉลาดนี่ — ผมคิดแต่ผมยืนหน้าบอร์ดชั้นม.4 ห้อง 2 ตลอดนี่นา ก็ต้องเดาแบบนั้นอยู่แล้ว
“อือ ไฮบาระนัตสึกิ ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“ผมชิราโทริเรอิตะแล้วก็คนตัวเล็กๆ นั่นซากุระ อุตะ ส่วนคนตัวโตๆ นั่นนางิอุระ ทัตสึยะ”
นางิอุระกับซากุระหันมาทางผม คงรู้ตัวว่าถูกแนะนำตัว
ผมพลันตัวสั่นแต่น่าจะไม่มีใครเห็น สายตาของทัตสึยะดูน่าเกรงขาม