ทุกคนต่างเห็นด้วยกับคำพูดของธัญญ่า โดยเฉพาะดาริน เธอเห็นด้วยอย่างยิ่ง เธออยากจะพูดเสริมคำพูดของธัญญ่า แต่เธอก็เลือกที่จะเงียบฟังสิ่งที่ผอ. ของพวกเธอตอบกลับเสียก่อน เธอรู้ว่ามันต้องมีเหตุผลเื้ัอะไรบางอย่างแน่นอนที่ผอ.ธาวิส เลือกตัดสินใจเช่นนี้
“ฉันเข้าใจสิ่งที่เธอพูดมา แต่ฉันขอพูดอะไรสักหน่อย ถ้าฟังจบแล้วเธอยังคิดเหมือนเดิมฉันก็จะไม่ห้ามเธอที่จะถอนตัว” ธัญญ่าขมวดคิ้วเมื่อได้ยินสิ่งที่ผอ. ของเธอพูดออกมา นอกจากจะไม่พิจารณาเปลี่ยนตัวคนที่เธอคิดว่าเป็ตัวปัญหาในคราวนี้ แต่ผอ.ธาวิสกำลังพยายามจะโน้มน้าวให้ทีมของพวกเธอยอมรับชายคนนี้เข้าทีมอีกด้วย
“พวกเธอไม่ต้องกังวลถึงผลที่จะตามมา ฉันเชื่อว่าภารกิจครั้งนี้ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน” เพื่อความสบายใจของทุกคนผอ.ธาวิสเสริม “แต่หากภารกิจนี้ไม่สำเร็จขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่ต้องกังวลกับผลที่ตามมา จะไม่มีการลงโทษใด ๆ ทั้งสิ้น และแน่นอนว่าจะไม่มีการบันทึกลงประวัติการทำงานลงด้วย ราวกับภารกิจนี้ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ในทางกลับกัน”
ผอ.ธาวิสหยุดพูดเพื่อดูปฏิกิริยาของทุกคน ก่อนจะพูดต่อว่า “ถ้าหากพวกเธอทำสำเร็จ รางวัลในครั้งยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเธอคิด” เขายิ้มเมื่อพูดถึงประโยคต่อไป “ใครที่ฝันอยากเป็ทหารหลวงของพระราชวัง ภารกิจนี้ถือเป็ใบเบิกทางเลยล่ะ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ทหารหลวง’ ทุกคนถึงกับต้องหูผึ่งทันที แม้แต่อาจารย์ดารินยังตกตะลึงกับคำพูดนี้ของผอ.ธาวิส ตอนนี้มันยิ่งเพิ่มความสงสัยในภารกิจลับสุดยอดนี้ให้กับเธอมากขึ้นไปอีก
เธอคิด ‘อานนท์ พระราชวัง ภารกิจลับสุดยอด มันเกี่ยวข้องยังไงกันนะ? หรือมันเป็ภารกิจที่ได้รับมาจากพระราชวังโดยตรง?’ แล้วเธอก็หันไปมองอานนท์ ‘อานนท์มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระราชวังงั้นเหรอ? แปลก แปลกมากๆ’
ธัญญ่ายอมรับเลยว่าสิ่งที่ผอ.ธาวิสพูดมานั้นดึงดูดใจเธอมาก มันคือความฝันของเธอที่จะได้เข้าไปเป็หนึ่งในทหารหลวงของพระราชวัง เธอมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าการได้เป็แค่หัวหน้าทีมปฏิบัติภารกิจของโรงเรียนทหารเวทมนตร์แบบนี้แน่นอน
ส่วนลูกทีมอีกสองคนของนั้นแทบจะตอบรับทันทีที่ได้ยินคำว่าทหารหลวงแล้ว แต่พวกเขาก็ยังเคารพการตัดสินใจของหัวหน้าของพวกเขาก่อนอยู่ดี
ส่วนอานนท์คนที่เป็หัวข้อสนทนาหลักในครั้งนี้ยังคงทำหน้าเบื่อโลกไม่สนอะไรทั้งสิ้น เพราะเขาไม่มีสิทธิ์แม้จะถอนตัวเสียด้วยซ้ำ
“ก็ถ้าท่านผอ. มั่นใจและรับรองถึงขนาดนี้ ฉันก็ไม่ขัดข้องอะไรค่ะ” ธัญญ่าพยายามพูดเสียงให้เรียบเฉยที่สุด แต่ใครได้ยินก็รู้ว่ามีความตื่นเต้นและเคอะเขินเล็กน้อยอยู่ในน้ำเสียงนั้น
“ผมด้วย” “ผมก็ด้วย” ลูกทีมทั้งสองของธัญญ่าแทบจะตอบตกลงทันทีที่เห็นหัวหน้าทีมของพวกเขาตอบรับในภารกิจนี้
ตอนนี้ทุกคนตอบรับกันหมดแล้วแต่ยังเหลืออีกคนที่ยังไม่พูดอะไรออกมา ผอ.ธาวิสจึงหันไปหาอาจารย์ดารินที่ฟังอยู่เงียบ ๆ มาตลอด
เขาถามด้วยรอยยิ้มเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเธอจะตอบเช่นไร “แล้วเธอล่ะ อาจารย์ดาริน?”
“ค่ะ” เธอตอบออกมาสั้น ๆ
“ยอดเยี่ยม ตอนนี้ทีมภารกิจพิเศษคนก็ครบแล้วนะ” ผอ.ธาวิสยิ้มออกมา
“ครบ?” อานนท์ขมวดคิ้ว ตอนนี้เขานับได้เพียงห้าคนเท่านั้นที่อยู่ภายในห้องนี้ถ้าไม่รวมผอ.ธาวิส ถึงเขาจะได้คะแนนเป็อันดับสุดท้ายของโรงเรียน แต่กฎพื้นฐานการตั้งทีมภารกิจที่ต้องมีหกคน เราก็พอรู้อยู่บ้าง
“อ๋อ อีกคนจะตามมาสมทบกับพวกเธอทีหลังน่ะ” ผอ.ธาวิสหันมาบอกกับอานนท์
“สวัสดีฉันชื่อ ‘ปกรณ์’ ฉันเป็หน่วยชนปะทะของทีมสอง ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายร่างใหญ่ที่สุดในห้องยื่นมือมาทักทายกับอานนท์พร้อมรอยยิ้ม
“ส่วนฉัน ‘เทพไท’ หน่วยตรวจจับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน” ลูกทีมอีกคนก็ยื่นมือมาทักทายเช่นกัน
“อือ” อานนท์ตอบสั้น ๆ แต่เขาก็ยังพอจะมีมารยาทมากพอที่จะจับมือตอบทั้งสองคน เขารู้ว่าที่ทั้งสองคนนี้มาญาติดีกับเขาเป็เพราะพวกเขาเห็นตัวเขาเป็ใบเบิกทางสู่การเป็ทหารหลวงของพระราชวังมากกว่าเห็นเขาเป็เพื่อนร่วมรบ
ส่วนธัญญ่าไม่สนใจเขาเลยสักนิด เพราะเธอคิดว่าหากภารกิจนี้ไม่สำเร็จ เขาก็เป็แค่ตัวถ่วงที่ไร้ความหมายสำหรับเธออยู่ดี
“เอาล่ะ ๆ ทักทายกันพอหอมปากหอมคอก็พอ” ผอ.ธาวิสปรบมือเรียกความสนใจของทุกคนก่อนพูดต่อ “กลับไปเตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว ถึงพวกเธอจะมีภารกิจพิเศษ แต่พวกเธอก็ยังเดินทางไปทำภารกิจในนามทีมสองนะ ยังไงก็ตามภารกิจหลักของพวกเธอที่ต้องไปช่วยพวกอาณาจักรวสุธาก็ยังมีอยู่นะ”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราขอตัวก่อนค่ะ ขอให้มนตราสถิตแด่ท่าน” ดารินกล่าวออกมาเพื่อเป็การบ่งบอกว่าตัวเองได้รับเป็หัวหน้าทีมปฏิบัติภารกิจนี้อย่างเต็มตัวแล้ว
“ขอให้มนตราสถิตแด่ท่าน” ผอ.ธาวิสตอบก่อนจะหันไปพูดกับอานนท์ “เธออยู่ก่อน”
หลังทุกคนออกไปจากห้อง ผอ.ธาวิสเดินออกมาจากหลังโต๊ะทำงานพร้อมกับกล่องโลหะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย
เขาเดินตรงมาหาอานนท์ก่อนจะเปิดฝากล่องโลหะออก ข้างในมีด้ามดาบสีดำที่ไม่มีใบดาบอยู่ข้างใน ดูเผิน ๆ แล้วไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ไม่มีแม้แต่เกลียวคลื่นพลังเวทมนตร์ที่บ่งบอกถึงความทรงพลังของมัน มันดูเหมือนกับแท่งไม้ไหม้เกรียมเสียมากกว่า
แต่เมื่ออานนท์เห็นเขาถึงกับเบิกตากว้าง แล้วหันไปจ้องมองหน้าผอ.ธาวิสอย่างเคร่งเครียดก่อนจะพูด “นี่มัน...”
“ใช่แล้ว ของที่คุณฝากเอาไว้ยังไงล่ะ” ผอ.ธาวิสเปลี่ยนวิธีการพูดเป็การตอบอย่างสุภาพ เขามีสีหน้าจริงจังก่อนจะพูดต่อ “คุณพกติดตัวไปด้วยดีกว่า ฉันคิดว่าภารกิจครั้งนี้คุณอาจจะได้ใช้มัน”
อานนท์ขมวดคิ้ว สีหน้าของเขาในตอนนี้น่ากลัวอย่างที่สุด หากทั้งสี่คนก่อนหน้านี้ได้มาเห็น พวกเขาต้องคิดว่านี่ใช่อานนท์คนเดียวกันกับอานนท์ที่โหล่ประจำโรงเรียนอย่างนั้นหรือ?
เขาพูดด้วยน้ำเสียงตึงเครียด “จำเป็ต้องใช้จริง ๆ งั้นหรือ? โลกนี้อาจจะไม่สงบสุขอีกต่อไปถ้าเ้าสิ่งนี้ถูกใช้ขึ้นมาจริง ๆ”
“โลกใบนี้มันไม่สงบสุขมานานแล้ว แต่เพราะครั้งนี้อีกฝ่ายอาจเล่นแรงกว่าที่เคย คุณจึงอาจต้องใช้งานเ้าสิ่งนี้” ผอ.ธาวิสพูดพร้อมยิ้มอย่างอบอุ่น “แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่จำเป็ต้องใช้ ก็ยังไม่ต้องใช้แค่นั้นเอง ทุกอย่างล้วนอยู่ที่การตัดสินใจของคุณเอง”
อานนท์ยื่นมือออกไปเพื่อจะหยิบด้ามดาบที่นอนแน่นิ่งอยู่ในกล่องโลหะ เขาลังเลอยู่สักพักก่อนจะวางมันลงตามเดิมก่อนจะคว้าทั้งกล่องโลหะจากมือผอ.ธาวิสแล้วใส่แอบเข้าไปในเสื้อของเขาเพื่อซ่อนไม่ให้ใครเห็น
ผอ.ธาวิสถอนหายใจออกมาทันทีหลังอานนท์รับกล่องโลหะไป เขาดูราวกับว่าเขาได้สลัดภาระที่หนักอึ้งออกจากบ่า
หลังอานนท์ออกจากห้องไป ผอ.ธาวิสพูดกับตัวเอง “ถ้าเป็ไปได้ฉันก็ไม่อยากให้นายใช้มันหรอก แต่ถ้านายไม่ใช้มัน ทุกคนที่ไปด้วยคราวนี้อาจจะต้องตาย”