ตอนที่68 เบื้องหลังของตำหนักเซียน
ป่าบริเวณชายแดนของเมืองอู๋โจว
ค่ายทหารของกิลตำหนักเซียนในขณะนี้กำลังถูกบุกด้วยกองกำลังสองฝ่ายฝ่ายหนึ่งเป็นกองกำลังของกิลมังกรทะยานฟ้าที่เข้ามาในเมืองไม่ทัน จิวยี่หลังจากที่ตกลงเป็นพันธมิตรกับกลุ่มของทีชเขาก็ให้ข้อมูลค่ายทหารแห่งนี้กับกุยแกแล้วตัวเขาก็แอบส่งข่าวให้กองกำลังที่รออยู่ด้านนอกเข้าบุกจู่โจมโดยไม่ให้ทางกิลตำหนักเซียนได้มีโอกาสตั้งตัว
จุนซูที่เป็นกุนซือของกิลมังกรผงาดรับทราบถึงความเคลื่อนไหวจึงออกคำสั่งให้สมาชิกและทหารของกิลมังกรผงาดที่รออยู่ด้านนอกตามไปช่วยเหลือค่ายทหารของกิลตำหนักเซียนทำให้สถานการณ์ด้านนอกที่ขาดผู้นำทัพที่เก่งกาจอยู่ในช่วงสูสีแต่ทว่ากุยแกที่เตรียมแผนสำรองเอาไว้ตั้งแต่วันที่ประชุมแผนการกุยแกได้ลอบให้ดาร์คออกไปติดต่อกับอัลเฟรดที่โลกภายนอกเพื่อให้อัลเฟรดยกกองทัพจากเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวมาที่เมืองอู๋โจวเพราะต้องเผื่อเอาไว้ว่าถ้าหากพวกเขาไม่สามารถจับตัวเจ้าเมืองได้คงไม่มีทางเลือกนอกจากทำสงครามเต็มกำลัง
แต่ทว่าการต่อสู้เบื้องหน้ากลับพลิกไปพลิกมาจนกุยแกเองเกิดความลังเลว่าจะส่งสัญญาณให้อัลเฟรดเมื่อไหร่ดีนั้นกลับพบกับจิวยี่ที่นำข้อมูลของค่ายทหารกิลตำหนักเซียนมาบอกกุยแกจึงตัดสินใจส่งจดหมายหาอัลเฟรดให้อัลเฟรดยกทัพที่มีทหารกว่า 500 นาย ไปสมทบกับกิลมังกรทะยานฟ้าเพื่อโจมตีค่ายทหารทันที
เมื่ออัลเฟรดและทหาร500 นายปรากฏตัวผลของสงครามที่นอกเมืองก็เริ่มเอนเอียงเพราะอัลเฟรดสามารถนำทัพและออกคำสั่งไอย่างชาญฉลาดจนสุดท้ายค่ายทหารของกิลตำหนักเซียนและสมาชิกกิลมังกรผงาดก็แตกกระเจิงและเวลานี้จดหมายที่บอกผลของสงครามกำลังอยู่ในมือของจุนซูซึ่งกำลังอ่านอย่างเคร่งเครียด
โทคุโตะเมื่อเดินเข้ามาเขาก็ถามขึ้นทันทีว่า
“เกิดอะไรขึ้น”
“กองทัพของเราและค่ายทหารของกิลตำหนักเซียนพ่ายแพ้แล้ว...”จุนซูตอบด้วยสีหน้าเสียใจ
“แพ้แล้ว...ได้ยังไง!” เรด ถามกลับอย่างไม่อยากเชื่อเขาไม่เข้าใจว่าในเมื่อพวกเขามีจำนวนมากกว่าแต่ทำไมถึงแพ้กิลมังทะยานฟ้าได้
“กุนซือของกลุ่มนั้นส่งกองทัพไปช่วยพวกมังกรทะยานฟ้าถึง 500 คน เป็นกองทัพที่ยกมาจากเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจว”
“ได้ยังไง! หรือว่ากุนซือของพวกนั้นอ่านออกแต่แรกว่าพวกเรานำกองกำลังมาไม่สิถ้าหากรู้แต่แรกน่าจะนำมามากกว่า 500 สิเพราะพันธมิตรพึ่งจับมือกันไม่นานนี่เอง” เรด คิดอย่างไม่เข้าใจ
“กุนซือคนนั้นไม่ได้วางแผนไว้แบบนี้แต่แรกแต่เขาวางแผนสำรองที่จะยึดเมืองอู๋โจวเอาไว้และในเวลานี้เขาก็ช่วงชิงจังหวะได้ก่อนพวกเราความจริงหากพวกเรามังกรผงาดจับมือกับกิลตำหนักเซียนแล้วให้กองทัพบุกเข้ามาแต่แรกพวกเราคงชนะไปแล้วแต่เวลานี้กลับสายไปแล้วเพราะฝ่ายนั้นลงมือโจมตีฐานที่มั่นก่อนพวกเราอีกอย่างดูเหมือนกุนซือคนนั้นจงใจทิ้งแม่ทัพไว้ด้านนอกด้วยคนหนึ่งซึ่งต่างจากพวกเราที่พากันเข้ามาในเมืองหมดแบบนี้!”
จุนซูที่เข้าใจทุกอย่างแล้วเขารู้สึกเจ็บใจที่เขาประมาทไปเพียงนิดเดียวหากเขาทิ้งเรดโทคุโตะ หรือแม้กระทั่งตัวเขาเองอยู่ด้านนอกสักคนหนึ่งกองทัพคงไม่พ่ายแพ้อย่างง่ายดายแบบนี้
เรดและโทคุโตะที่เห็นท่าทางของจุนซูก็เข้าใจได้ทันทีว่าศึกนี้พวกเขาพ่ายแพ้แล้วพวกเขาไม่อาจยึดเมืองอู๋โจวได้อย่างแน่นอนเพียงแต่ว่าเวลานี้กวนอูกำลังรับมือกับสุดยอดแม่ทัพในประวัติศาสตร์สองคนอยู่พวกเขาไม่กล้าเข้าแทรกเพราะหากพลาดพลั้งไปกวนอูอาจบาดเจ็บและนั่นจะส่งผลเสียมากกว่าที่กองทัพของพวกเขาพ่ายแพ้อีก
หานตงที่ได้ข่าวจากจิวยี่ว่าพวกเขาได้รับชัยชนะแล้วก็เอ่ยหยอกล้อกิลมังกรผงาดขึ้นมาบ้าง
“ไงเจ้าพวกมังกือ! ยอมรับความพ่ายแพ้หรือยัง ฮ่าๆๆๆๆๆ”
“หุบปาก กิลของแกก็ขึ้นด้วยมังกรไม่ใช่รึไง” เรดเถียงกลับ
“พวกข้ามังกรพวกแกมังกือ พวกข้ามังกรพวกแกมังกือ พวกข้ามังกรพวกแกมังกือพวกข้ามังกรพวกแกมังกือ ฮ่าๆๆๆๆ” หานตง เริ่มเผยนิสัยเกรียนออกมาอีกครั้งจนจิวยี่ต้องมาสะกิดห้ามถึงได้หยุดลง
…..
เว่ยเถียนที่เห็นทีชมองมิลลาด้วยสีหน้าเจ็บปวดนั้นเธอรู้สึกคล้ายกับตัวเองกลายเป็นคนนอกแต่ด้วยความที่เว่ยเถียนเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจเข้มแข็งอยู่บ้างเธอจึงพยายามข่มใจไม่ให้ตัวเองคิดมาก
‘หวาน! เราต้องไม่เป็นอะไร อย่าไปคิดมากสิ เราเป็นคนที่มาทีหลังก็จริงแต่ยังหรอก เรายังไม่แพ้!’
ถึงแม้เว่ยเถียนจะพยายามปลอบใจตัวเองยังไงแต่ทว่าน้ำตาของเธอกลับไหลออกมาจากดวงตาของเธอโดยไม่รู้ตัวปรางจีและอิจิโนเสะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันนั้นพวกเธอมองออกแต่แรกแล้วและยังเข้าใจความรู้สึกของเว่ยเถียนในเวลานี้ดีพวกเธอมองหน้ากันครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเดินเข้าไปโอบกอดหวานจากด้านหลังหวานที่เห็นเพื่อนของเธอมาปลอบเธอไม่อาจอดกลั้นความรู้สึกได้อีกจึงหันหน้ากลับไปซบอกของอิจิโนเสะแล้วสะอื้นออกมา
แต่ในขณะนั้นเองโอโรกะที่กำลังพยุงสมิทอยู่นั้นได้ถามขึ้นมาก่อนว่า
“พี่โคล่าไปไหนเหรอครับ”
เมื่อทีชได้ยินถึงได้รู้สึกตัวเขาละสายตาออกจากมิลลาแล้วหันไปมองโอโรกะ ทีชหลับตาลงพร้อมกับส่ายหัวเล็กน้อยโอโรกะที่เห็นทีชส่ายหัวกลับยังไม่เข้าใจ ดาร์คที่เห็นท่าทางของโอโรกะจึงพูดขึ้นว่า
“โคล่าตายแล้ว”
หัวไหล่ของหมิงที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าดาร์คนั้นสะท้านขึ้นเล็กน้อยต้องบอกว่าโคล่าคือคนแรกที่หมิงได้ต่อสู้ด้วยแบบตัวต่อตัวในเกมนี้และยังเป็นการต่อสู้ที่หมิงรู้สึกสนุกมากอีกด้วยถึงแม้โคล่าจะได้เปรียบหากให้เบ้งตัดยื่นมือเข้าช่วยเหลือแต่โคล่าในตอนนั้นก็ไม่ทำและนั่นทำให้หมิงเองนับถือโคล่าอยู่บ้างเล็กน้อย
ความจริงแล้วนอกจากพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ที่ฟ้าประทานมาให้กับหมิงนั้นหมิงยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่คือ สัมผัสที่มีต่อคนอื่นหมิงนั้นสามารถสัมผัสได้ว่าลึกๆแล้วใครเป็นคนดีหรือเป็นคนเลวและในตอนที่หมิงต่อสู้กับโคล่านั้นหมิงก็สัมผัสได้ว่าโคล่านั้นลึกๆไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่ทว่าเวลานี้คนคนนี้กลับตายไปแล้วถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงในเกมแต่หมิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธเพราะโคล่าในเวลานี้คือพวกพ้องของเขา เป็นรุ่นพี่ที่นิสัยดีคนหนึ่ง รุ่นพี่ที่มีใบหน้าดุร้ายแต่ลึกๆกลับเป็นใจดี
“ใครเป็นคนฆ่าคุณโคล่า” หมิง หันกลับมาถาม
ทีชและดาร์คเมื่อได้ยินคำถามของหมิงก็พร้อมใจกันหันไปมองที่ชนาเมื่อหมิงเห็นเช่นนั้นเขา ก็ปล่อยบรรยกาศที่ต่างจากปกติออกมา จิตสังหารระดับสุดยอดฝีมือที่ตลอดที่ผ่านมาหมิงไม่เคยมีจิตสังหารที่รุยแรงแบบนี้มาก่อนแต่เวลานี้จิตสังหารกำลังพุ่งเข้าหาคนคนเดียว
ชนาที่ยืนอยู่ห่างออกไปรับรู้ถึงจิตสังหารที่น่ากลัวจากหมิงได้เขาหน้าซีดทั้งๆ ที่ตัวเขากำลังโคจรลมปราณอสูรเพื่อต่อต้านอยู่ก็ตาม
หมิงก้าวเท้าเข้าหาชนาทีละก้าวทีละก้าวยิ่งเข้าใกล้พลังกดดันก็ยิ่งมากขึ้นมากขึ้นชนาไม่อาจทนได้อีกเขาจึงตัดสินใจตะโกนออกมาเสียงดัง
ย๊ากกกกกกก!
ชนาเป็นฝ่ายกระโจนเข้าหาหมิงก่อน เพราะเขาไม่อาจวิ่งหนีต่อหน้าคนทั้งหมดได้ไม่อย่างงั้นทุกสิ่งที่ทำมาคงไร้ค่า คนอื่นคงมองว่าเขาที่เลเวล 257 กลับเกรงกลัวกลุ่มผู้เล่นใหม่ที่เลเวลไม่ถึง 200
วิชาลมปราณอสูรขั้นที่ 2!
ชนาระเบิดลมปราณออกมาอีกครั้ง จนคนรอบๆ รู้สึกถึงความอำมหิตที่แฝงอยู่ในลมปราณ
“ชื่อกิลตำหนักเซียน แต่หัวหน้ากลับดูเหมือนอสูรให้ข้าที่ทั้งหล่อเหลาและยังมากความสามารถไปเป็นหัวหน้ากิลเองซะยังจะดีกว่า”เหิ่นซ่วย ที่เห็นสภาพของชนาอดที่จะแขวะขึ้นไม่ได้
“ฮ่าๆๆ เจ้าอ้วนอย่างเจ้าเนี่ยนะ ให้ข้าที่เป็นสุภาพบุรุษยังจะเหมาะกว่า”อลาโน่ หัวเราะอย่างชอบใจพร้อมกับเอ่ยแซวลูกทีมของเขา
ถึงแม้ทั้งสองคนพยายามจะทำให้บรรยกาศดีขึ้นแต่ทว่าเว่ยเถียนก็ยังคงซุกหน้าอยู่ที่อกของอิจิโนเสะ ไม่เงยขึ้นมามองเหตุการณ์อยู่ดี
เหิ่นซ่วยจึงไม่รู้จะทำอย่างไรดีความจริงเขาเป็นห่วงพี่สาวของเขา ‘เว่ยเถียน’มากเขาชอบที่เธอเป็นผู้หญิงร่าเริงและชอบแกล้งเขามากกว่าที่เธอต้องเป็นแบบนี้เหิ่นซ่วยอยากจะตัดสินใจบอกทีชไปตรงๆ ว่าเว่ยเถียนนั้นรู้สึกอย่างไรแต่ทว่าตัวเขาถึงแม้จะเป็นเพียงเด็กอ้วนที่ไม่ได้ฉลาดมากนักแต่เขาก็รู้ดีว่าเรื่องความรักนั้นคนนอกไม่ควรเข้าไปยุ่ง
‘ความรักคือสิ่งที่ไม่มีเหตุผลจริงๆ สินะเนี่ย’ เหิ่นซ่วยคิดในใจอย่างช่วยไม่ได้
ชนากับหมิงประมือกันไปกว่า10 กระบวนท่าแล้วแต่ปรากฏว่าชนากำลังตกอยู่ในฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆอาจเป็นเพราะชนาต่อสู้อย่างหนักหน่วงมานานหรือไม่ก็เป็นเพราะการโจมตีของชนานั้นไม่ถูกหมิงเลยสักครั้งเพราะปฏิกิริยาตอบสนองของหมิงและท่วงท่าของหมิงไหลลื่นราวกับสายน้ำทุกกระบวนท่าที่หมิงใช้ออกสามารถต่อคอมโบได้แทบทั้งหมดชนาที่เหนื่อยล้าไม่อาจทนฝืนได้อีกในที่สุดเขาก็พลาด
เปรี๊ยง!
ชนาถูกโจมตีจนตัวลอยและเมื่อศัตรูมาลอยอยู่ตรงหน้าคนแบบหมิง มีหรือหมิงจะปล่อยโอกาสให้หลุดมือ
“วิชา พลองเห้งเจียแห่งซ่งหลิน กระบวนท่าที่ 1 เห้งเจียแผลงฤทธิ์!!”
พลองในมือพุ่งตรงเข้าหาร่างของชนาจนชนารับเอาไปเต็มๆ
ปึก!
อ๊อก!
แต่ทว่ากลับยังไม่จบเพียงเท่านี้หมิงใช้กระบวนท่าต่อออกมาทันที
“วิชาตัวเบา ตีลังกาทะยานสวรรค์!!”
หมิงกระโดดด้วยวิชาตัวเบาของเขาทำให้ร่างของเขาลอยขึ้นสูงจนไปอยู่เหนือหัวของชนาแล้วง้างพลองในมือขึ้นสูงหมิงเตรียมจะใช้กระบวนท่าปิดที่รุนแรงที่สุดของเขา กระบวนท่าที่ 2 พลองฟาดโลกา ที่เป็นการฟาดพลองลงพื้นด้วยพลังลมปราณแบบเต็มแรงชนาที่ลอยอยู่ในอากาศย่อมไม่อาจป้องกันได้
“ลงมือ!” ชนา ที่ไม่อาจปกป้องตัวเองตะโกนขึ้นเสียงดัง
หมิงที่กำลังจะใช้กระบวนท่าออกมานั้นจู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงลูกธนูที่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็วจากที่ห่างไกลออกไปลูกธนูพุ่งเข้ามานั้น เล็งเข้าสู่จุดตายที่หน้าอกตรงหัวใจของหมิงอย่างแม่นยำ
หมิงพลิกตัวหลบได้ด้วยปฏิกิริยาเหนือมนุษย์ของเขาแต่ทว่าลูกธนูอีกดอกกลับพุ่งมารอรับคล้ายกับรู้ว่าหมิงจะต้องหลบลูกธนูดอกแรกได้ยังไงยังงั้นหมิงไม่มีทางเลือกอีกเขาต้องเกร็งพลังลมปราณแล้วใช้ไม้พลองในมือรับลูกธนูดอกนี้เอาไว้
ตูม!
เสียงระเบิดดังกังวานออกมาทุกคนต่างหันไปมองทางมิลลาแต่ทว่ามิลลายังคงยืนนิ่งด้วยใบหน้าเศร้าหมองอยู่เช่นเดิมซึ่งหมายความว่าผู้ที่ยิงธนูออกมาต้องไม่ใช่เธอ
‘ไม่ใช่เธอ! แล้วใครกัน’ ทีช และคนอื่นๆ กวาดตามองรอบๆ อย่างรวดเร็ว
แม้แต่กลุ่มมังกรผงาดและมังกรทะยานฟ้าที่กำลังชมการต่อสู้อยู่ก็ยังกวาดตามองรอบๆเช่นกัน ในขณะที่ทุกคนกำลังหาที่มาของลูกธนูอยู่นั้น
แปะแปะ แปะ
เสียงตบมือดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของคน3 คน
คนหนึ่งนั้นสวมชุดที่คล้ายกับทหารในสมัยก่อนเขามีใบหน้าคล้ายกับชาวเอเชียแต่กลับไม่เหมือนคนจีนหรือญี่ปุ่นในมือของเขามีคันธนูถืออยู่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขาเป็นคนยิงธนูออกมาเมื่อสักครู่
ส่วนอีกคนนั้นเป็นผู้หญิงที่มีหน้าตางดงามแต่ทว่าเมื่อมองเธอกลับรู้สึกว่าเธอนั้นน่ากลัวเธอสวมใส่ชุดจอมเวทอยู่ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นจอมเวทระดับยอดฝีมือคนหนึ่ง
ส่วนคนสุดท้ายนั้นหน้าตาคล้ายกับชนาซึ่งเวลานี้เขากำลังยิ้มพร้อมกับมองไปที่ชนา และชายคนนี้คือคนที่ตบมือเมื่อสักครู่
ทั้งสามคนเดินออกมาจากบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ถัดออกไปคล้ายกับว่าพวกเขาเฝ้ามองการต่อสู้มาตั้งนานแล้วแล้วเมื่อเดินมาถึงชายคนที่มีใบหน้าคล้ายกับชนาก็เอ่ยขึ้น
“รับลูกธนูของ เนเมียว ได้ถึงสองดอกพร้อมกันโดยไม่เป็นอะไรเลย ทั้งๆ ที่มีเลเวลไม่ถึง200 เจ้าชื่ออะไรงั้นเหรอ”
“ข้าไม่อยากตอบพวกไร้มารยาท!” หมิงโกรธที่อีกฝ่ายยื่นมือเข้ามายุ่งการต่อสู้ของเขาและยังทำให้เขาถึงกับมือชาเนื่องจากรับลูกธนูดอกที่สองเข้าไปแต่เมื่อหมิงตอบไปแบบนั้น ชายที่ชื่อเนเมียวกับก้าวมาข้างหน้าพร้อมกับปล่อยพลังกดดันใส่หมิง
“สามหาว! นายท่านของข้ามีนามว่า ‘ชยุต’ ที่แปลว่ารุ่งเรืองเจ้าเป็นเพียงลิงป่ากลับกล่าวหาว่านายของข้าไร้มารยาทงั้นหรือ”
เนเมียวก้าวเท้าขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าวพร้อมกับปล่อยพลังออกข่มผู้คนโดยรอบ
กวนอูฮิเดโยชิ และลิบองที่กำลังต่อสู้กันอยู่รู้สึกได้ว่าผู้มาใหม่ไม่ธรรมดาทั้งสามคนสบตากันเล็กน้อยเพื่อสื่อความหมาย หลังจากนั้นทั้งสามก็ผละออกจากกันแล้วกลับไปคุ้มกันพวกพ้องของตัวเองทันที
“คนคนนี้ไม่ธรรมดา!” ฮิเดโยชิ ที่กลับมายืนข้างกุยแกเอ่ยขึ้น
“ใช่! ชื่อ ‘เนเมียว’ หรือจะเป็น...” กุยแกคล้ายกับกำลังนึกอยู่แต่ทว่ามอนจีที่มีชอบอ่านหนังสือและศึกษาหาความรู้อยู่บ่อยๆเป็นคนตอบขึ้นก่อน
“เนเมียวสีหบดี 1 ในแม่ทัพเอกของพม่าและยังเป็นคนที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องเสียกรุงเป็นครั้งที่ 2”
*เนเมียว หรือ เนเมียวสีหบดี เป็นแม่ทัพของราชวงศ์โก้นบองที่โดดเด่นมีฝีมือการรบเป็นที่น่าเกรงขามอีกทั้งเป็นทหารคู่บารมีของพระเจ้ามังระคนหนึ่ง เริ่มต้นอาชีพทหารโดยเป็นหนึ่งใน 68 ทหารผู้กล้าหาญที่ร่วมกันสถาปนาราชวงศ์โก้นบองโดยได้รับเลือกจากพระเจ้าอลองพญา ใน พ.ศ. 2295 และได้กลายมาเป็นหนึ่งใน"ทหารที่โดดเด่นที่สุด"ของกองทัพรวมชาติแห่งพระเจ้าอลองพญา (พ.ศ. 2295-2300) ต่อมาเขาเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้พิชิต3 อาณาจักร คือ อาณาจักรล้านนา, อาณาจักรล้านช้าง และ อาณาจักรอยุธยา ร่วมกับ มังมหานรธา เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2310
เมื่อมอนจีพูดออกมาทุกคนก็นึกออกทันทีโดยเฉพาะคนไทยอย่างทีชและเว่ยเถียน
“หือ...รอบรู้ไม่เบานะ นายชื่ออะไรล่ะ” ชยุต หันมาถามมอนจีแต่มอนจียังไม่ทันได้ตอบคำ ชนากลับตวาดออกมาก่อน
“เลิกคุยแล้วมาช่วยข้าได้แล้ว! ไอ้น้องบ้า!”
!!
เมื่อทุกคนได้ยินที่ชนาพูดทุกคนก็เข้าใจทันทีว่าคนที่มาใหม่เป็นใครแต่สำหรับทีชเขารู้ตั้งแต่ได้เห็นใบหน้าของคนคนนี้ที่มีความคล้ายกับชนาแล้วว่าต้องเป็น‘ชยุต อัครพิมุข’ ลูกคนเล็กของประธานชลากร อัครพิมุขและยังเป็นลูกที่ประธานชลากรรักที่สุดอีกด้วยเพราะชยุตนั้นถึงจะมีอายุน้อยกว่าชนาหลายปีแต่ความสามารถที่แสดงออกมาหลายๆครั้งกลับโดดเด่นกว่า และดูเหมือนชีวิตในเกม LC ชยุตก็ยังคงความโดดเด่นมากกว่าพี่ชายเหมือนเดิม
หานตงที่กำลังยืนอยู่เมื่อได้ยินก็เดินเข้าไปถามชยุตทันที
“เป็นเรื่องจริงสินะที่หัวหน้ากิลตำหนักอสูรเป็นพี่น้องกับกิลตำหนักเซียน”
“ถูกต้องพวกเราเป็นพี่น้องกัน” ชยุต หันมาตอบอีกฝ่าย
‘งั้นข่าวลือทั้งหมดคงเป็นเรื่องจริงเบื้องหลังของกิลตำหนักเซียนที่ประสบความสำเร็จได้คงเป็นเพราะให้คนของกิลตำหนักอสูรช่วยเหลือ’
กิลตำหนักอสูรคือกิลที่คล้ายคลึงกับกิลแอดมิเรชั่นมากที่สุดในเวลานี้เพราะกิลตำหนักอสูรนั้นมีสมาชิกเพียง 20 คนและยังครอบครองเมืองขนาดเล็กไว้เพียงเมืองเดียวพวกเขาเป็นกิลที่ไม่คิดจจะขยายอำนาจหรือสร้างชื่อเสียงเลยสมาชิกทุกคนล้วนแต่ปกปิดระดับเลเวลทำให้บอร์ดจัดอันดับไม่มีชื่อพวกเขาติดอยู่ทำให้เหล่ากิลใหญ่ไม่อยากยุ่งกับพวกเขามากนักเพราะพวกเขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของกิลตำหนักอสูรสักเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆทุกคนล้วนทราบว่าสมาชิกทั้ง 20 คนนั้นอยู่ในระดับยอดฝีมือและระดับสุดยอดฝีมือทั้งหมด
กิลตำหนักเซียนทำตัวเหมือนกับเป็นทหารรับจ้างไม่ว่าจะรับจ้างสังหาร แทรกซึม หาข่าวหรือแม้กระทั่งรับจ้างเป็นแม่ทัพเฉพาะกิจในสงคราม พวกเขาสะสมชื่อเสียงด้วยวิธีแบบนี้จนหลายคนต่างเกรงกลัวแต่ทว่าเมื่อไม่นานมานี้กลับมีข่าวลือแปลกๆออกมาว่าหัวหน้ากิลตำหนักอสูรนั้นเป็นพี่น้องกับหัวหน้ากิลตำหนักเซียนและกิลตำหนักอสูรนี่แหละคือตัวช่วยที่ทำให้กิลตำหนักเซียนยึดเมืองได้หลายเมืองติดต่อกันโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่ากิลตำหนักเซียนใช้วิธีอะไร
หานตงที่ตามข่าวอย่างสม่ำเสมอวันนี้เขาได้พบกับข้อเท็จจริงเข้าจนได้ทำให้ตอนนี้เขาเริ่มมองกิลตำหนักเซียนใหม่เพราะถ้าหากกิลตำหนักเซียนร่วมมือกับกิลตำหนักอสูรจริงๆ ละก็นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะล้อเล่นได้อีกต่อไปแล้ว สงครามในอนาคตจะต้องยุ่งยากมากขึ้นหลายเท่าแน่ๆแต่หานตงยังคงมีเรื่องสงสัยอยู่อีกอย่างเขาจึงเอ่ยปากถามออกไป
“ทำไมครั้งนี้พวกแกถึงบุกยึดเมืองแบบเปิดเผย ทำไมถึงไม่ใช้วิธีแบบทุกครั้ง”
“ฮ่าๆๆ ก็อีกไม่กี่เดือนสงครามเต็มรูปแบบจะเริ่มแล้วนี่พวกข้าจะต้องสร้างรากฐานเอาไว้ซึ่งชื่อเสียงก็รวมอยู่ในรากฐานด้วยเหมือนกันและวันนี้ข้าขอเปิดเผยให้โลกรู้ว่ากิลตำหนักเซียนและกิลตำหนักอสูรจับมือเป็นพันธมิตรกัน!ฮ่าๆๆๆ” ชนา หันมาตอบในสิ่งที่หานตงสงสัย
‘นั่นสินะ สงครามเต็มรูปแบบกำลังจะเริ่ม เราเองควรปล่อยเมืองอู๋โจวไปดีกว่าหากกวนอูบาดเจ็บขึ้นมาคงไม่คุ้มแน่ เพราะเมื่อสงครามเต็มรูปแบบเริ่มใครยิ่งมีแม่ทัพและกุนซือในครอบครองยิ่งได้เปรียบเพราะผู้เล่นนั้นมีข้อจำกัดอยู่ข้อจำกัดที่ไม่สามารถออนไลน์ได้ตลอดเวลาซึ่งต่างจากบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตอยู่ในเกมเพียงอย่างเดียว’จุนซู ที่ได้ยินคำตอบของชนาจึงตัดสินใจส่งสัญญาณให้กวนอูและกวนเป๋งถอยทัพกลับส่วนตัวเขา เรด และโทคุโตะ เองก็ล่าถอยออกไปเช่นกัน
โทคุโตะยังคงมองไปที่อิจิโนเสะคล้ายกับยังไม่อยากตัดใจที่จะดึงตัวเธอมาเข้าร่วมหลังจากนั้นเขาก็หันไปมองหมิง เด็กหนุ่มที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนผิดปกติหากเทียบฝีมือในช่วงที่เขาสู้กับกลุ่มของทีชในป่ากลับเวลานี้ดูเหมือนเด็กหนุ่มคนนี้จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงโทคุโตะได้แต่ลอบสาบานในใจว่ากลับไปครั้งนี้เขาจะตั้งใจฝึกฝีมือให้มากขึ้นกว่าเดิม
......
หลังคาบ้านหลังที่ลกซุนอุยกายและลีจุนกำลังยืนอยู่ เวลานี้แผ่นหลังของลีจุนกำลังเปียกชุ่ม เพราะเขาไม่รู้ตัวเลยว่าบ้านที่อยู่ถัดออกไปแค่สองหลังนั้นมีคนอยู่และยังเป็นคนกลุ่มคนที่เขาไม่อาจประมาทได้อีกด้วย
“ท่านแม่ทัพท่านกุนซือ...นี่พวกท่านรู้ตัวหรือเปล่าว่าพวกนั้นอยู่ในบ้านหลังนั้น” ลีจุนเอ่ยถาม
“ข้ารู้ว่ามีคนอยู่แต่ไม่รู้ว่าเป็นยอดฝีมือ” อุยกายตอบตามตรงด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับผิดหวังในตัวเองอยู่นิดหน่อยเพราะเขาเป็นถึงแม่ทัพของง่อก๊ก
*อุยกาย เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์เขาเป็นขุนพลแห่งง่อก๊ก ชื่อรอง กงฟู่ รับใช้ตระกูลซุนถึง 3 สมัยตั้งแต่สมัยของซุนเกี๋ยน ซุนเซ็ก และซุนกวน จนได้ชื่อว่า "แม่ทัพสามแผ่นดิน"
อุยกาย เป็นชาวเมืองอิเหลง มณฑลเกงจิ๋ว (ปัจจุบัน คือ เขตเสี่ยวติง เมืองยี่ชาง มณฑลหูเป่ย์) พื้นเพเป็นคนยากจน กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็กเขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญ ตั้งปณิธานไว้ว่าจะเอาดีให้ได้เมื่อเสร็จจากงานผ่าฟืนก็มักจะขยันหมั่นเพียรศึกษาหาความรู้จนกระทั่งได้บรรจุเป็นขุนนาง เมื่อซุนเกี๋ยนเริ่มยกทัพจับศึกอุยกายสละตำแหน่งขุนนาง ติดตามซุนเกี๋ยนออกปราบโจรป่าและปราบตั๋งโต๊ะเมื่อซุนเกี๋ยนตายเขาก็ตามซุนเซ็กและซุนกวนไปรบทั่วสารทิศ
ตามวรรณกรรมในศึกเซ็กเพ็ก โจโฉ ยกทัพกว่าร้อยหมื่นมาบุกกังตั๋ง เมื่อขงเบ้งเดินทางมาถึงกังตั๋ง ขณะถูกที่ปรึกษาที่นำโดยเตียวเจียวรุมถามด้วยคำถามที่ต้องการเยาะเย้ยมากมายอุยกายปรากฏตัวขึ้นมาขวางพร้อมกล่าวว่า ขงเบ้งเป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุคไม่ต้องตอบคำถามคนโง่งมเหล่านี้ หลังจากนั้นเขาก็พาขงเบ้งไปหาซุนกวนโดยตรง อุยกายเห็น จิวยี่ ที่กำลังหนักใจในการศึกครั้งนี้จึงอาสาตนให้จิวยี่โบยตีกลางที่ประชุมทัพจนสาหัสหนักขงเบ้งเป็นผู้เดียวที่ล่วงรู้ทันแผนการนี้ ถึงกับเอ่ยปากว่า"กังตั๋งมียอดขุนพลเช่นนี้ มีหรือทัพโจโฉจะไม่แตก"ซึ่งก็เป็นดังคำของขงเบ้งในศึกเซ็กเพ็กที่โจโฉพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ
ส่วนในประวัติศาสตร์จริง อุยกายเป็นผู้วางแผนให้จิวยี่ใช้อุบายยอมสวามิภักดิ์และเมื่อแล่นเรือของตนเข้าหากองเรือของโจโฉกว่าฝ่ายโจโฉจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นเรือที่บรรทุกไปด้วยน้ำมันและวัตถุระเบิดก็สายไปแล้วนำมาสู่ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของโจโฉในครั้งนี้การบันทึกในประวัติศาสตร์ได้ยกความกล้าหาญและวีรกรรมครั้งนี้ของอุยกายเอาไว้มากมาย
“ข้าก็เช่นกัน” ลกซุนกลับตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่สนใจ
“ท่านกุนซือ...” ลีจุน กำลังจะถามต่อแต่ทว่าลกซุนกลับหันไปมองยังบ้านอีกหลังที่อยู่ห่างออกไปก่อน
“ไปกันเถอะ...พวกนั้นเคลื่อนไหวแล้ว...”
“ห๊ะ ทำไมพวกนั้นถึงเคลื่อนไหวตอนนี้” ลีจุนเอ่ยถามอย่างตกใจ
“ข้าคิดว่าเป็นเพราะคนคนนั้นเอาเถอะพวกเราก็ตามไปดูเรื่องสนุกดีกว่า” สิ้นคำคนก็ก้าวเดินไปไกลแล้ว
ลีจุนหันมามองทางอุยกาย อุยกายทำเพียงยิ้มให้เบาๆแล้วเดินตามลกซุนออกไป
‘เอาเข้าไป...คราวหน้าพาคนอื่นมาด้วยดีกว่าคุยกับคนในประวัติศาสตร์ทีไรต้องปวดหัวทุกทีสิน่า’