ผมกลับมานั่งที่หัวโต๊ะของห้องประชุมบนชั้นเก้าอีกครั้งสายตากวาดมองรอบห้องระหว่างที่คณะกรรมการทั้งเก้าคนกำลังอ่านรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนจอเอลอีดีส่วนตัวพลางฟังเรื่องเล่าของยามหนุ่มคิ้วหนาที่ระงับข้อพิพาทระหว่างผมกับสหายเขานั่งคั่นกลางระหว่างคู่กรณีทั้งสอง ผมก้มหน้ามองตักตนเองอารมณ์ในตอนนี้ผสมปนเประหว่างเศร้า เสียใจและหงุดหงิดงุ่นง่าน
ทำไมกูทำอะไรไม่ยั้งคิดแบบนี้วะ
ผมอดไม่ได้ที่จะตรึกตรองการกระทำที่ก้าวร้าวของตนถ้าสหายจะเล่นงานจริงแค่อ้างว่าอีกฝ่ายริเริ่มความรุนแรงก่อนก็ยังได้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคู่อริซึ่งอยู่ห่างไปไม่ถึงสองเมตรอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเมื่อครู่ความฉลาดของมันเอาชนะโทสะที่มี สหายอาจไม่สวนกลับแล้วเก็บหลักฐานไปฟ้องคณะกรรมการอย่างเดียว สถานการณ์คงยิ่งเลวร้ายกว่านี้
ผมพยายามสลัดความกังวลออกจากหัวด้วยการแหงนหน้ามองลวดลายดาวเพดานสีเหลืองแดงของฝ้าทีแรกนึกว่ามาผิดห้องเพราะครั้งก่อนเป็นภาพเขียนทางศาสนาคริสต์ก่อนตระหนักได้ว่าการตกแต่งทั้งหมดสร้างจากจอภาพที่เรียบเนียนไปกับเพดานมีไว้สร้างบรรยากาศการประชุมให้ไม่จำเจ
ท้ายที่สุดสายตาผมก็วกกลับมาสำรวจร่างกายตนเอง แผลที่ไหล่ซ้ายซึ่งเพิ่งหายสนิทไปเมื่อเช้ากลับถูกแทนที่ด้วยรอยแผลใหม่ในวันเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อบาดแผลถลอกและจุดฟกช้ำทุกแห่งได้รับการปิดด้วยก๊อซเรียบร้อยแล้วจากการแวะห้องพยาบาลก่อนขึ้นมาที่นี่ระบบอัตโนมัติของห้องพยาบาลตรวจบาดแผลจากนั้นก็ให้คำแนะนำพร้อมจ่ายยาแก้ปวดสามัญประจำบ้านให้กินไปเม็ดเดียวก็รู้สึกดีขึ้น สหายอาจจะเจ็บตัวหนักกว่าผม เห็นยกมือมาลูบบนสันจมูกเป็นระยะคงแค้นที่มันเปลี่ยนจากโด่งคมมาเป็นบวมขึ้นด้วยน้ำมือผม
คณะกรรมการทุกคนจ้องชายในเครื่องแบบด้วยท่าทางจดจ่อบุคลิกที่นิ่ง กอปรกับคิ้วเข้มและคางที่หนาช่วยเสริมความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี ผมเจอเขาไม่บ่อยเท่ากับคนที่ชื่อแดงเข้าใจว่ามีสี่ห้าคนผลัดเปลี่ยนเวรยามกันดูแลทั่วบริษัททุกคนเป็นชายหนุ่มที่ดูแข็งแรงตรงข้ามกับยามสูงอายุที่เฝ้าบริษัทหนึ่งแถวละแวกบ้านผมเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนอย่างสิ้นเชิงถ้าเกิดเหตุร้ายจริง มั่นใจเลยว่าจะวิ่งตามจับโจรไม่ไหว
เขาเล่าทุกเหตุการณ์โดยไม่หมกเม็ดตั้งแต่สัญญาณเตือนภัยถูกเปิดขึ้น ก็รีบขึ้นลิฟต์มายังจุดเกิดเหตุภายในห้านาทีภาพที่เห็นคือชายรูปร่างสูงใหญ่สองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันยามหนุ่มตรงเข้าไปหยุดอย่างไม่รอช้าภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องนั่งเล่นชั้นห้าทุกตัวถูกฉายขึ้นพร้อมกันกลางห้องประชุมจากนั้นเขาก็สั่งให้เอไอช่วยรวมวิดีโอทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วจำลองเป็นโฮโลแกรมสามมิติผมรู้สึกเหมือนถอดจิตออกจากร่างมาประเมินตนเองเพิ่งรู้ว่าการต่อสู้สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินมากกว่าที่คิดนอกเหนือจากเครื่องเอวีเอสอีของพวกเราสองคน ก็มีโต๊ะกระจกหน้าโซฟาซึ่งแตกพร้อมกับแจกันที่วางอยู่บนนั้นขาเก้าอี้ไม้ที่หักไปขาหนึ่ง กับพรมโพลีเอทิลีนที่ฉีกขาดเป็นรูเล็ก ๆและมีปื้นรอยเปื้อนกาแฟที่น่าจะซักออกได้ ผมไม่ทันสังเกตว่าแก้วกาแฟตกแตกตอนไหนโชคดีเป็นของส่วนตัวเลยไม่ต้องซื้อคืน ส่วนโต๊ะพลาสติกที่ล้มไม่ได้บุบสลายอะไรโดยรวมแม้การต่อสู้จะรุนแรงแต่ก็จบในเวลาอันสั้น อีกทั้งพื้นที่โดยรอบค่อนข้างโล่งไม่งั้นต้องชดใช้หนักกว่านี้
“พอทั้งสองคนเห็นปืนไฟฟ้าก็หยุดแล้วแยกไปคนละมุมอย่างที่เราสั่ง” ยามหนุ่มพูดด้วยโทนเสียงราบเรียบ แน่ละใครไม่ทำตามก็บ้าแล้ว
“มีใครคนอื่นในบริเวณนั้นอีกไหม”กรรมการหญิงหน้าผากกว้างผมสีชมพูถามแทรกขึ้น
“ไม่มีครับคนในห้องนั่งเล่นอีกสองคนก็เว้นระยะห่าง ไม่เข้าใกล้เขตที่เรากันไว้”
ผมดูภาพโฮโลแกรมประกอบตอนนั้นอาทรกับพนักงานหญิงอีกคนหนึ่งที่ไม่รู้จักอยู่ที่นั่นหวังว่าพวกเขาจะไม่ได้ยินบทสนทนาของผมกับสหาย
“หลังจากที่เราคุมสถานการณ์ได้ก็บอกให้คนที่มุงอยู่โดยรอบกลับไปทำงานต่อ แล้วก็ตรวจสารเสพติดของทั้งคู่”
ในตอนนั้นเขายื่นเครื่องเจาะเลือดอัตโนมัติรูปร่างคล้ายแท่งไฟฉายมาตรงหน้าบอกให้ผมวางส่วนปลายที่เคลือบน้ำยาฆ่าเชื้อทาบบนข้อพับแขนตัวเองเหนือเส้นเลือดดำจากนั้นเข็มก็จะโผล่ออกมาเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อไปวิเคราะห์แล้วแสดงผลออกมาทางหน้าปัดของอุปกรณ์ ผมไม่ทันเห็นว่าตรวจอะไรบ้างเพราะยามหนุ่มดึงเครื่องกลับในทันทีเดาว่าเป็นสารเสพติดพื้นฐานอย่าง แอลกอฮอล์ อนุพันธ์ฝิ่น และแอมเฟตามีน โชคดีที่เมทโฟร์ตีทูใช้หมดไปตั้งแต่ครั้งก่อนส่วนเบียร์ที่ดื่มตั้งแต่เมื่อคืนก็ถูกขับถ่ายออกไปหมดแล้วมิฉะนั้นจะโดนโทษหนักขึ้น ไม่น่ารอดคุกได้ง่าย ๆ
“ผลเลือดของทั้งสองคนไม่พบสารเสพติดจากนั้นเราก็เฝ้าทั้งสองคนไว้จนท่านประธานมาถึง”
“ขอบคุณมากอัศวิน ท่านกลับไปทำงานได้แล้ว” อิทธิพยักหน้ายิ้มหนหนึ่ง ยามหนุ่มลุกยืนโค้งคำนับเล็กน้อยอย่างสง่า แล้วก้าวจากไปอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะเสียงเครื่องปรับอากาศแผ่วเบามาพร้อมกับลมอ่อน ๆที่ทำผมขนลุกซู่ด้วยความเย็นยะเยือกความเจ็บจากบาดแผลฟกช้ำกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเทียบกับสีหน้าเคร่งเครียดของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละคนสายตาสหายเพ่งไปเบื้องหน้าอย่างดูเหม่อลอย คงกำลังคิดหาข้อแก้ตัวบางอย่างผมพยายามควบคุมอาการสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวของตนวิดีโอหลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด ไหนจะพยานอีกเป็นสิบยิ่งคิดยิ่งโมโหตัวเองที่หุนหันพลันแล่นเหมือนกับที่รฐรักษ์เคยปรามาสไว้ว่าผมชอบสร้างแต่ปัญหา
อิทธิกระแอมไอทำให้ทุกสายตาหันมาสนใจเขา
“เราจะสรุปปัญหาที่เป็นประเด็นให้ท่านคณะกรรมการทุกท่านพิจารณานะครับ”ชายสูงวัยเอ่ย “อย่างที่ทุกท่านเห็นในจอ มีสามประเด็นหลักคือหนึ่งเราจะแจ้งตำรวจเพื่อลงโทษความผิดทางอาญาหรือไม่สองเราจะลงโทษทางวินัยทั้งคู่อย่างไร สามเราจะแก้ความเสียหายต่อบริษัทอย่างไร ไม่ว่าจะเรื่องทรัพย์สินหรือชื่อเสียง”
“ขอเสนอประเด็นที่สามก่อนเรื่องทรัพย์สินควรเป็นความรับผิดชอบของทั้งสองคน เท่า ๆ กัน” กรรมการชายผมยาวเปรยพร้อมทั้งสั่งให้เอไอคำนวณค่าเสียหายลิสต์ที่ปรากฏบนจอภาพแสดงข้าวของที่บุบสลายทั้งหมดโดยมีมูลค่าเขียนต่อท้ายตกรวมกันคนละสองหมื่นกว่าบาท แม้เหงื่อผมจะผุดขึ้นเมื่อเห็นตัวเลขแต่ก็ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม
“ท่านเห็นด้วยไหม”อิทธิหันมาทางสหาย ต่อด้วยผม พวกเราทั้งคู่พยักหน้าอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
“ตัวบริษัทคงไม่เสียหายครับเพราะยังเป็นเรื่องภายใน นับว่าเราจัดการปัญหาอย่างรวดเร็วตามหลักประชาธิปไตย”กรรมการคนหนึ่งเสนอ ทีแรกเข้าใจว่าเป็นผู้ชายเพราะหน้าตาและการแต่งตัวแต่พอฟังโทนเสียงแล้วน่าจะเป็นสาวหล่อมากกว่า แต่กรรมการหญิงคนหนึ่งพูดขัดทันที
“เราเห็นต่างค่ะมันขึ้นกับคำถามข้อแรกค่ะ เพราะคดีทำร้ายร่างกายเป็นกฎหมายอาญาที่ยอมความไม่ได้”
น้ำเสียงที่สุภาพและใบหน้าที่อ่อนหวานของเธอตรงข้ามกับเนื้อหาที่พูดโดยสิ้นเชิงผมชะงักงันเหมือนหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะ หรือว่าสิ่งที่พยายามมาตลอดถึงจุดจบไม่มีทางที่ตำรวจจะละเลยการเป็นคนต่างด้าวของผมถึงอย่างไรประวัติก็ต้องถูกบันทึกลงในฐานข้อมูลอาชญากรรม เท่ากับว่าอนาคตผมดับวูบแล้ว
“แต่ทั้งสองคนดูไม่เป็นอะไรมากกฎหมายไม่มีโทษของการเพิกเฉยอยู่แล้ว น่าจะให้พวกเขาตัดสินดีกว่านะครับว่าจะเอาเรื่องอีกฝ่ายหรือไม่” คณะกรรมการชายผมยาวเหมือนนักดนตรีเสนอ
“ประชาท่านจะฟ้องสหายหรือไม่” อิทธิถามผมแบบไม่ทันตั้งตัว
“เอ่อไม่ครับ” ผมตอบตะกุกตะกัก
“แล้วท่านล่ะสหาย”
“ไม่ครับ”ชายหน้าหล่อตอบด้วยแววตานิ่งเฉยม่านตาสีฟ้าที่เคยซ่อนหลังเครื่องเอวีเอสอีมาตลอดปรากฏชัดเจนในตอนนี้
ผมเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจปกติมันควรฉวยโอกาสนี้ขยี้ผมให้จมดินด้วยการแจ้งตำรวจให้จบ ๆ จะได้มีข้ออ้างที่สมเหตุผลไปบอกอิสราด้วยแต่มันกลับไม่ทำ บางทีอาจกลัวเสียภาพพจน์ เกรงว่าคนอื่นจะมองเป็นไอ้ขี้แพ้ชื่อเสียงของสหายโยงใยกับหลายตำแหน่งทั้งผู้สมัครคณะกรรมการบริษัทและกรรมการบริหารพรรค ขืนไปฟ้องตำรวจก็จะมีประวัติคดีติดตัวแม้ว่าจะไม่ได้กำหนดไว้ในคุณสมบัติของผู้สมัครนักการเมืองแต่ก็ส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่ เมื่อเทียบกับคนที่ประวัติขาวใสสะอาดยังไม่นับเรื่องที่ต้องเสียเวลาให้ปากคำในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นศาล
คณะกรรมการทั้งเก้าหันไปถกเถียงกันอย่างดุเดือดเสียงแตกเป็นสองฝั่งชัดเจน เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยครึ่ง ๆผมสงสัยว่าทำไมพวกเขาไม่ประชุมกันเองก่อนหน้านี้แล้วเรียกเราสองคนมาฟังผลเดาว่าเป็นเหตุผลเดียวกับการไม่พิจารณาคดีลับหลังจำเลย ให้โอกาสโต้แย้งได้ทุกเมื่อแต่ทว่าผมกับสหายต่างปิดปากเงียบพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายฝ่ายโน้นคงไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเหมือนกันตอนนี้ความคิดในหัวผมวนเวียนแค่เรื่องอยากหนีจากที่นี่ให้เร็วที่สุดไม่ต้องการแทรกแซงกระบวนการใด ๆ ให้ยืดเยื้อ
“แบบนี้ก็เท่ากับว่าพวกเราปกปิดคนผิดเลยนะถึงมันจะเกิดเหตุในพื้นที่ส่วนตัวของนิติบุคคลในนามบริษัทก็ตาม ถ้าข้อมูลไปถึงหูบริษัทอื่นหรือประชาชนที่ติดตามข่าวช่องพวกเราอาจโดนมองแง่ลบได้” หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตที่แต่งหน้าจัดที่คุ้น ๆว่าชื่อปรารถนาเอ่ยขึ้น ชายหน้าตี๋ที่ชื่อจอฟฟี่ขอสัญญาณพูดในทันที
“เราต้องเคารพการตัดสินใจของพวกเขาสองคนแม้การแจ้งตำรวจจะถูกต้อง แต่ถ้าทุกท่านเป็นเขาจะอยากขึ้นศาลไปสู้คดีให้ยุ่งยากอีกหลายครั้งเหรอ เผลอ ๆ อาจโดนลงโทษปรับทั้งคู่แทนที่จะจบเรื่องได้ตั้งแต่ตอนนี้” เขาโต้แย้ง
“ถึงจะเป็นเรื่องส่วนตัวแต่วิสัยทัศน์ของบริษัทก็ใส่ใจความขัดแย้ง และสวัสดิการของพนักงาน”สาวหล่อกล่าวเสริม
ในเมื่อไม่สามารถหาข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ได้จึงจบด้วยมติเสียงข้างมากอิทธิให้ทุกคนออกความเห็นผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์ตรงหน้า ผมรอคอยอย่างลุ้นระทึกพลางชำเลืองมองหน้าจอของอิทธิที่แสดงคะแนนรวมที่เพิ่มขึ้นโดยไม่เปิดเผยว่าใครโหวตอะไรใจเต้นแรงขึ้นทุกขณะ
ชายสูงวัยประกาศ“ผลสรุปออกมาแล้ว เสียงไม่ให้แจ้งตำรวจชนะด้วยคะแนนหกต่อสาม”
ผมถอนใจอย่างโล่งอกได้แค่อึดใจเดียวเขาก็กล่าวต่อ “แต่มีข้อแม้ว่าพวกท่านต้องเผยให้พวกเรารู้สาเหตุที่ทะเลาะกัน”
“แต่ว่า...”ผมกำลังจะโต้แย้ง แต่คำพูดติดในลำคอ โชคดีที่สหายโพล่งขึ้นมาก่อน
“ก็แค่ความขัดแย้งส่วนตัวเล็กน้อยไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทหรอกครับ”
“ใช่ครับเรื่องเล็กน้อย” ผมพยักเพยิดเห็นด้วยสุดฤทธิ์ คณะกรรมการบริษัทหันไปแลกเปลี่ยนสายตากันราวกับรู้ทันผมสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดในบรรยากาศเนื้อตัวสั่นเทาเพราะอุณหภูมิที่ตั้งไว้ยี่สิบองศาเซลเซียส
กรรมการหญิงที่ชื่อปรารถนาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงนุ่มนวลน่าฟังแต่วาจานั้นกลับเชือดเฉือน “พวกเราก็ต้องรู้อยู่ดีจะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านสองคนไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อบริษัท”
“เขาพูดไม่เข้าหูเราเราเลยโกรธ” ผมบอกคณะกรรมการ สหายชำเลืองมองผมคล้ายดูลาดเลาอีกฝ่าย
“พูดเรื่องอะไรเล่า...”เธอถามย้ำเหมือนรำคาญ
“เอ่อ...”ผมไม่อยากเอ่ยชื่ออิสรา ไม่อยากลากหญิงสาวเข้ามาเกี่ยวข้อง
“เป็นเรื่องชู้สาวครับ”สหายหักหน้าผมด้วยการสารภาพ โง่รึเปล่า พูดแบบนี้บริษัทก็ต้องซักไซ้ต่ออยู่ดีว่าเป็นพนักงานที่นี่หรือไม่
พูดไม่ทันขาดคำกรรมการชายผมยาวถามคู่กรณีผมในประเด็นนี้ แต่อิทธิยกมือให้เขาหยุดเล่าชั่วขณะ
“เดี๋ยวก่อนมีวิธีที่ดีกว่านั้น” อิทธิเอามือแตะเครื่องเอวีเอสอีที่ครอบหูตัวเอง“เราเห็นจากกล้องวงจรปิดแล้วว่าประชาไม่ได้กดบันทึกภาพ เหลือแต่ของสหายขอรบกวนท่านดึงข้อมูลมาจากเอวีเอสอีของท่านได้ไหมพวกเราทุกคนสัญญาว่าจะเก็บเป็นความลับ”
ผมลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทถึงแม้เครื่องเอวีเอสอีจะเสียหายอย่างไรภาพที่บันทึกไว้ก็ไม่สูญหายเพราะถูกอัปโหลดขึ้นคลาวด์แบบเรียลไทม์ สหายขยิบตาให้ผมเป็นเชิงว่า‘ช่วยไม่ได้’จากนั้นก็ตรงไปคอมพิวเตอร์เครื่องว่างที่อยู่ตรงหน้าหลังจากที่เขาล็อกอินเข้าบัญชีตัวเองเสร็จก็โยนภาพสองมิติไปถ่ายทอดกลางห้องในรูปแบบแผ่นกระดานที่หมุนไปรอบ ๆ ให้ทุกคนรับชมผมกัดฟันกรอดด้วยความอับอายปนโกรธเคืองที่ต้องฟังเสียงตัวเองอีกครั้งรู้สึกเหมือนยืนแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัล
คณะกรรมการหลายคนตาโตคล้ายตกตะลึงบางคนใช้มือกุมคางอย่างครุ่นคิดบทสนทนาโต้ตอบระหว่างเราสองคนได้ยินชัดถ้อยชัดคำทุกประโยคเหตุการณ์จบที่กำปั้นของผมพุ่งเข้าหาใบหน้าสหายจากนั้นภาพก็หมุนเคว้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดไปเป็นจอดำคงเป็นจังหวะที่อุปกรณ์บันทึกกระทบพื้น
“ท่านประชาเป็นคนต่างชาติผิดกฎหมายเหรอ”อิทธิหันมาถามผมเป็นประโยคแรก
“ครับ”ผมหลุบหน้าขณะตอบ ไม่อาจดื้อดึงปฏิเสธได้อีกต่อไป “เราขอโทษที่เคยโกหกทุกคน”
ผมทิ้งท้ายไว้แค่นั้นขืนพูดห้ามทุกคนไม่ให้แจ้งตำรวจ ดูจะเป็นการร้อนตัวเปล่า ๆคณะกรรมการทั้งสิบมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนที่กรรมการชายผิวคล้ำจะพูดขึ้น
“พวกเราก็ต้องทำตามหน้าที่พลเมืองที่ดีรึเปล่า”
ผมก้มหน้ายอมรับชะตากรรมการดิ้นรนเอาตัวรอดในโลกใบนี้ของผมคงมาถึงทางตันเพียงเท่านี้