“ฮ้าว...กลิ่นอะไรอ่าหอมจัง” มนตรางัวเงียลุกขึ้นนั่ง เห็นปกป้องกำลังพับมุ้งเก็บเ้าเหมียวที่อยู่ใกล้ๆ กำลังตบชายมุ้งเล่น
“จะสิบเอ็ดโมงแล้วแม่คุณตื่นมาพักผ่อนบ้างนะ มา! กินบรันช์กัน”ปกป้องแซว
มนตรารีบพับผ้าห่มกับฟูกแล้วเอาไปเก็บปกป้องยกโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กมาวางลงตรงกลางห้องนั่งเล่น มีอาหารที่หน้าตาเหมือนกัน 2เซตคือ ไข่ดาว แฮม ไส้กรอก ขนมปังปิ้ง น้ำส้ม และลาเต้ร้อน มีจานสลัดผักอยู่ตรงกลางและนมอยู่ในถ้วยเล็กๆ จุ๋มจิ๋มถ้วยหนึ่งสำหรับเ้าเหมียว
“น่ากินมากเลยขอบคุณน้า...”
มนตราปรบมือก่อนจะสังเกตเห็นจานอาหารของเ้าเหมียว
“อ้าว!ของคุณปู่มีแค่นมถ้วยเล็กๆ แค่นั้นจะอิ่มเหรอคะ”
“ความจริงปู่อิ่มแล้วละปกป้องเขาต้มกุ้งให้ทานั้แ่เก้าโมงแล้ว ที่มานั่งทานด้วยเพราะปกป้องเขารบเร้า”
มนตรายิ้มดีใจที่พวกเขาดูเข้ากันได้ดีพวกเขารับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดเกลี้ยงมนตราไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมไปเที่ยวจากนั้นปกป้องก็ชวนทั้งสองออกมาดูข้างบ้าน
“แท้นแถ่น!”
ปกป้องผายมืออย่างภูมิใจไปยังจักรยานแม่บ้านคันสีแดงเจิดจ้าด้านหน้ามีตะกร้า ด้านหลังมีที่นั่งคนซ้อน
“จักรยานที่ไหนน่ะเมื่อวานฉันยังไม่เห็นเลย อุ๊ย! อย่าบอกนะว่านายแอบไปซื้อมาเมื่อเช้า”
“ก็ใช่น่ะสิวันนี้เราไปร่อนกันเถอะ!” ปกป้องยิ้มร่า
เวลาบ่ายสองโมงในประเทศไทย...
ปกป้องที่ปั่นจักรยานพาหญิงสาวกับแมวรวมสองชีวิตกำลังนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงผ้าใบใต้ร่มไม้ใหญ่ริมทะเลเหงื่อเปียกชุ่มโชกทั้งตัว
“ฉันบอกแล้วว่ามันจะเหนื่อยและร้อนเกินไปก็ไม่เชื่อ”มนตราที่นั่งอยู่เตียงผ้าใบข้างๆ ใช้พัดสานพัดให้เขา
“ใครจะไปรู้ล่ะเห็นตอนเธอเข้าถ้ำเธอชอบบอกว่าไปปั่นจักรยานนี่”
“ก็ฉันปั่นแป๊บเดียวไปนั่งคาเฟ่แล้วก็ปั่นเที่ยวตอนเย็น แถมยังไม่ได้มีคนซ้อนท้ายด้วย”
“เออจริง!”
ปกป้องตบหน้าผากป้าบแล้วหันไปถามไถ่เ้าเหมียวที่กินน้ำในถ้วยด้วยความเป็ห่วง
“สบายมาก!ผ้าคลุมชุบน้ำที่พวกเธอให้ใช้คลุมกันแดดได้ดีมากเลยแล้วก็บุตะกร้าได้ดี แม้จะเจ็บก้นนิดหน่อยก็เถอะ”
ทุกคนหัวเราะไม่เว้นแม้แต่เ้าเหมียวมนตราอาสาไปสั่งอาหารทะเลที่ร้านละแวกนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ปู่กับหลานได้คุยกัน
“ผมขอโทษนะครับคุณไม่เปลี่ยนใจแน่เหรอครับที่ว่าไม่อยากตามหาร่างที่แท้จริง” ปกป้องข้องใจ
เ้าเหมียวกระตุกปากยิ้มน้อยๆจนหนวดกระดิกขณะที่เหม่อมองเกลียวคลื่นพัดเข้าฝั่ง
“อาจฟังดูไม่น่าเชื่อนะพ่อหนุ่มแต่พออยู่ๆ ไปก็กลับกลายเป็ว่าฉันมีความสุขดีกับร่างเ้าเหมียวนี่มันเป็ความสุขเรียบง่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ตื่นมาหิวก็กินอยากไปวิ่งเล่นก็ไปวิ่ง ง่วงก็นอนมันง่ายเสียราวกับว่าการใช้ชีวิตเป็มนุษย์ที่ผ่านมานั้นซับซ้อนเกินไปจนทำให้ทุกข์โดยใช่เหตุ”
ปกป้องนิ่งอึ้งไปและหันไปมองทะเลเช่นกัน
“คุณทำเอาผมอยากไปเกิดเป็แมวบ้างเลยนะเนี่ย”
“ทำไมล่ะเธอไม่พอใจกับชีวิตทุกวันนี้หรือ ฉันรู้มาจากมนตราว่าร้านกาแฟของเธอไปได้สวยและมันก็เป็งานที่เธอรัก ไหนจะเื่ความรักอีก เธอกับมนตราก็รักกันดีไม่ใช่หรือ”
“ใช่ครับคุณพูดถูกทุกอย่างเลย แต่มันเหมือนมีบางสิ่งที่ติดอยู่ในใจ...”
เ้าเหมียวมองปกป้องด้วยความเวทนาสิ่งที่หลานชายของเขาน่าจะถวิลหาคงจะเป็สิ่งเดียวกับที่เขาไม่เคยมอบให้
“เธอคงเ็ปมากใช่ไหม...คงจะเคยถามตัวเองอยู่ซ้ำๆว่าพ่อแม่ทิ้งเธอไปทำไม หรือทำไมไม่พาเธอไปด้วย ถ้าพวกท่านไม่จากไปเธอคงมีชีวิตที่มีความสุขกว่านี้...”
ปกป้องหันมามองหน้าเ้าเหมียว
“ขอโทษด้วยนะที่ฉันอาจละลาบละล้วงเื่ส่วนตัวของเธอมากเกินไปมนตราเล่าเื่ของเธอให้ฉันฟังมากมายเลยน่ะ” เ้าเหมียวแก้ตัว
“ไม่เป็ไรหรอกครับตอนเด็กๆ ผมคิดแบบนั้นจริงๆ ครับ แต่เื่มันก็ผ่านไปนานแล้วตอนนี้ถึงจะยังคงคิดถึงพ่อแม่อยู่ แต่ก็ไม่ได้นึกโทษโชคชะตาขนาดนั้นแล้วครับ”
ปกป้องหัวเราะเบาๆแล้วนิ่งไป
“แต่...แต่ผมแค่สงสัยว่าทำไมคุณปู่...มนตร์คงเคยเล่าเื่คุณปู่ให้คุณฟังบ้างแล้วใช่ไหมครับ...เขาบอกว่าเขาเกลียดผมเพราะผมเป็ตัวซวยที่ทำให้พ่อแม่ตายผมไม่เข้าใจว่าทำไม...ทำไมเขาต้องทำร้ายผมขนาดนี้” ปกป้องเสียงสั่น
เ้าเหมียวหลั่งน้ำตารู้สึกว่าตลอดเวลาที่เขาใช้ชีวิตเป็มนุษย์มาช่างสูญเปล่าไม่ได้สร้างประโยชน์อันใดให้ใครนอกจากสร้างาแลึกให้คนในครอบครัวตัวเอง
“ตอนที่ผมได้เจอมนตร์ครั้งแรกเธอเศร้ามากครับเพราะเพิ่งสูญเสียครอบครัว ผมเข้าไปปลอบใจเธอเพราะสงสารแต่ยิ่งเวลาผ่านไปผมถึงได้รู้สึกว่าเป็เธอต่างหากที่ปลอบใจผมเธอมาช่วยเติมช่องว่างในใจผมเธอใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็งมากเลยจนผมนึกสงสัยว่าเพราะอะไรเธอถึงเข้มแข็งจนผมได้รู้ว่าเป็เพราะเธอได้รับความรักอย่างเต็มที่ ตลกดีที่บางครั้งผมก็ทั้งรักและอิจฉาเธอครับ”
ปกป้องหัวเราะเสียงขื่นไม่มีเสียงใดเอื้อนเอ่ยจากทั้งคู่ มีเพียงเสียงเกลียวคลื่นซัดสาดก้อนสะอื้นจากความเ็ปและความรู้สึกผิดจุกอยู่ที่คอของเ้าเหมียวจนยากลำบากที่เขาจะเอ่ยคำปลอบใจ
“หนุ่มเอ๊ย...หนุ่มรู้ไหมว่าราคาของการเป็ผู้ใหญ่คืออะไร”
ปกป้องจ้องหน้าเ้าเหมียวแล้วส่ายหน้า
“คือการต้องแบกรับความผิดพลาดไงล่ะต้องแบกรับทั้งที่ไม่รู้และทั้งที่รู้ ความผิดพลาดแบบแรกคือเ้าตัวไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดพลาดเลยทำผิดซ้ำๆไปเรื่อยๆ จึงต้องแบกรับความผิดพลาดทั้งที่ไม่รู้”
เ้าเหมียวถอนหายใจทอดสายตามองไปยังทะเลอันกว้างใหญ่ก่อนจะพูดต่อ
“ผู้ใหญ่ก็เป็แค่เด็กที่โตขึ้นกว่าเมื่อวานผู้ใหญ่เองจึงทำผิดพลาดไม่แพ้เด็ก อาจมีบางเื่ที่ได้เรียนรู้ทำให้ไม่ผิดพลาดซ้ำ แต่สำหรับบางเื่ก็เป็เหมือนชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยงได้ เหมือนเห็นถ่านคุกรุ่นอยู่ตรงหน้าและรู้ว่าเหยียบไปเท้าจะต้องพองแน่ๆแต่ก็จำใจต้องเดินย่ำไป”
“โหดร้ายจังเลยนะครับ”ปกป้องพูดเสียงเบา
“แต่สิ่งที่โหดร้ายที่สุดก็คือการรู้ว่าเราจะต้องทำเื่ผิดพลาดในชีวิตอีกแน่ๆแต่เวลาในการแก้ไขของเราน้อยลงไปทุกทีๆร้ายแรงที่สุดคืออาจไม่ทันได้แก้ไขอะไรเลยด้วยซ้ำ นี่คือการแบกรับความผิดพลาดทั้งที่รู้”
ทั้งคู่เงียบไปอีกครั้ง
“บางทีปู่ของเธออาจกำลังแบกรับความผิดพลาดอยู่ก็ได้นะปกป้อง”เ้าเหมียวเสียงแหบพร่า
ปกป้องน้ำตารื้นทั้งคู่นั่งเหม่อมองทะเล แต่ราวกับพวกเขาไม่ได้เห็นทะเล ทว่าเหมือนกำลังพยายามหยั่งถึงอะไรบางอย่างที่ลึกยิ่งกว่าก้นมหาสมุทร
“ผมขอเรียกคุณว่าคุณปู่เหมือนที่มนตร์เรียกได้ไหมครับ”ปกป้องเอ่ยถามเสียงแ่เบา
“ได้สิหลานชายปู่ยินดีมากๆ” เ้าเหมียวน้ำตารื้นแต่แววตาเปล่งประกายไปด้วยความสุข
มนตราที่แอบฟังอยู่ไม่ไกลยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เธอยกถาดอาหารมาแล้ววางลงตรงหน้าทั้งสอง
“โอ้โห!มนตร์ เธอหายไปนานเสียจนฉันนึกว่าเธอกลายร่างเป็อควาแมนลงไปจับปลาในทะเลแล้ว”ปกป้องร้อง
“ก็เกือบๆแหละ พอดีฉันอยากกินไก่ย่าง แต่ป้าเขาย่างไม่ทัน เลยต้องไปรอน่ะ”
ปกป้องและเ้าเหมียวก้มมองที่ถาดอาหารจากอาหารทะเลที่มนตราบอกกลับกลายเป็ไก่ย่างหนึ่งตัว ส้มตำปูปลาร้าและข้าวเหนียวสองกระติ๊บ
ทั้งสามนั่งกินกันอย่างมีความสุขจากนั้นปกป้องกับเ้าเหมียวก็นอนเล่นจนหนำใจขณะที่มนตรานอนอ่านนวนิยายอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งเย็นทั้งสามชมพระอาทิตย์ตกร่วมกันอีกครั้งจึงกลับบ้านพัก แต่เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยปกป้องก็สังเกตเห็นว่ามนตราดูหน้าซีดเมื่อไปแตะหน้าผากดูจึงรู้ว่าเธอมีไข้เล็กน้อย
“มนตร์ ฉันขอโทษนะ ฉันไม่น่าดื้อพาเธอไปปั่นจักรยานร้อนๆ เลย”
“ช่างมันเถอะฉันว่าฉันเป็ไข้ทับระดูด้วย คือ...ฉันไม่คิดว่าประจำเดือนจะเลื่อนมาเร็วขึ้นน่ะเฮ้อ...ซวยจริงๆ” มนตราบ่น
“ไปโรงพยาบาลไหมฉันพาไป”
เ้าเหมียวเองก็เห็นด้วยเขามองมนตราด้วยความเป็ห่วง
“ไม่ละเป็ไข้น่ะเดี๋ยวกินยาพาราฯนอนก็ทุเลาแล้ว แต่ว่า...ฉันขอรบกวนนายหน่อยได้ไหมป้อง”
“ได้สิ!ว่ามาเลย”
“โทษที...ฉันอยากได้ผ้าอนามัยแบบมีปีกเพิ่มน่ะพอดีฉันพกมาไม่พอ แล้วฉันก็ปวดท้องนิดหน่อย อยากได้กระเป๋าน้ำร้อนน่ะ”
ปกป้องรับคำเขาหยิบยาพาราเซตามอลที่เตรียมใส่กระเป๋ายาสามัญประจำบ้านมาให้มนตรา พร้อมกับนำแก้วและเหยือกน้ำมาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียงทั้งยังเตรียมผ้าขนหนูผืนเล็กกับกะละมังใส่น้ำสองใบไว้ให้มนตราเช็ดตัวไปพลางๆ ด้วย
“ถ้าอาการหนักขึ้นเธอรีบโทรหาฉันเลยนะมนตร์แล้วก็...ผมฝากคุณปู่ดูแลมนตร์ด้วยนะครับ” ปกป้องหันมาบอกเ้าเหมียวแล้วรีบออกไป
เสียงรถยนต์ของปกป้องค่อยๆไกลออกไป มนตรานั่งพิงหัวเตียงพลางเช็ดตัวไปพลางเ้าเหมียวนั่งอยู่ที่พื้นด้วยความเป็ห่วง
“หนูเป็อะไรมากไหม”
“ไม่มากหรอกค่ะหนูเพลียๆ นิดหน่อย น่าจะเพลียแดดด้วยน่ะค่ะ”
มนตราบิดผ้าชุบน้ำแล้วนำมาเช็ดตัว
“อ้อ!แล้วคุณปู่ยังไม่ได้บอกปกป้องอีกเหรอคะว่าคุณปู่เป็...”
“วันสองวันนี้แหละมนตราปู่กลัวว่าเขาจะรับไม่ไหว ตอนนี้ปู่อยากใช้เวลาใกล้ชิดกับเขาและปลอบใจเขาแต่ถึงแม้ปู่จะยังไม่ได้บอกความจริงกับเขา แต่ความคิดความรู้สึกต่างๆที่ปู่พูดกับเขาไปก็ล้วนเป็เื่จริง เหลือแต่คำสารภาพกับคำขอโทษเท่านั้น”
เ้าเหมียวกระแอมไอจนตัวโยนมนตรารีบลูบหลังเขาด้วยความเป็ห่วง
“แล้วปกป้องเขาไม่สงสัยคุณปู่บ้างเหรอคะอย่างน้ำเสียง...” มนตราสงสัย
“หวังว่าจะไม่นะปู่ดัดเสียงด้วย” เ้าเหมียวหัวเราะเบาๆ
มนตราย้ำเตือนให้เขารีบบอกความจริงกับปกป้องให้ได้เ้าเหมียวรับปากและรีบบอกที่ซ่อนพินัยกรรมให้มนตรารู้ เธอลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็ห้องของพ่อแม่ปกป้องแล้วหมุนลูกบิดประตูแต่ก็พบว่ามันล็อกอยู่
“จริงด้วยวันนั้นหนูกับป้องก็ไม่ได้เข้ามาทำความสะอาดห้องนี้ค่ะเพราะมันล็อกอยู่และป้องก็บอกว่าไม่มีกุญแจ”
“ฉันขอนึกหน่อยนะว่าซ่อนไว้ตรงไหน”
เ้าเหมียวนิ่งนึกอยู่พักหนึ่งในที่สุดก็นึกออกและบอกเธอ มนตราหันไปยังทิศทางที่ซ่อนกุญแจช้าๆเพราะกลัวจะเวียนหัว แต่แล้วเ้าเหมียวก็ร้องขึ้น
“นังหนู!ปู่ได้ยินเสียงเหมือนมีใครมา!”
มนตราหน้าตื่นใเธอรีบหันไปจะวิ่งเข้าห้อง แต่อาการไข้เล่นงานเธอมากกว่าที่คิดนอกจากแขนขาจะหนักจนรู้สึกอ่อนเพลีย ยังทำเอาเธอเซจนล้มทันใดนั้นเองเสียงปึงปังก็ดังขึ้น มนตราหันไปตามเสียงแล้วก็ต้องใสุดขีด
ชายร่างใหญ่สองคนสวมแว่นกันแดดสีดำและหมวกแก๊ปอำพรางใบหน้าก็ดูประหลาดใจไม่แพ้กันแต่วัตถุสีดำที่อยู่ในมือของพวกเขาทำให้พวกเขาย่ามใจ
“เฮ้ย!อย่าแหกปากร้องนะ ไม่งั้นฉันยิงไส้แตก!”
ชายคนหนึ่งซึ่งมีรอยบากที่แก้มขวาชี้ปากกระบอกปืนมาทางมนตราเธอทรุดนั่งลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวโดยมีเ้าเหมียวนั่งเคียงข้างไม่ห่าง
จากผู้เขียน…
กรี๊ดดด ปกป้องช่วยด้วยยัยเมช่วยด้วย ฟิล์มช่วยด้วย ใครก็ได้มาช่วยยัยมนตร์กับคุณปู่ที!!!