6 2-2
บทที่ 12 พลังวิเศษ (2)
หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ฟังเสียงะเิหัวเราะชวนอหังการของหลินเสี่ยวอวี่เข้าไป สองสาวถึงกับต้องอ้าปากค้างเป็รูตัว O เลยทีเดียว
นี่ฉันฟังไม่ผิดใช่มั้ย?
เสี่ยวอวี่มีพลังวิเศษ สามารถได้ยินเสียงความคิดของคนอื่นได้!
แล้วพวกเธอสองคนก็ดันได้ยินเสียงความคิดของเสี่ยวอวี่เหมือนกัน!
แบบนี้ก็หมายความว่า สรุปแล้วพวกเธอทั้งสามพี่น้องล้วนแต่เป็ธิดาแห่งสรวง์ ผู้เกิดมาพร้อมกับพลังวิเศษจริงๆน่ะเหรอ? กระแสความรู้สึกแปลกประหลาดใจไหลบ่าเข้าหาอย่างต่อเนื่อง แทบจะทำเอาสองสาวสะดุ้งโหยงด้วยความใ!
มิน่าล่ะ จู่ๆวันนี้อาเล็กที่ปกติไม่เคยลุกขึ้นมาทำอาหารเช้า กลับกระตือรือร้นมากเป็พิเศษ ที่แท้ก็เพราะอยากหาวิธีเอาคืนพวกเราสี่คนแม่ลูกนี่เอง
"เสี่ยวจือจ๊ะ เรียกน้องๆออกมากินข้าวเช้าเร็วเข้า!" จางอวิ๋นม่านร้องะโเรียกอยู่หน้าประตู
"รู้แล้วค่ะแม่ พวกเรากำลังจะออกไปเดี๋ยวนี้แล้ว"
"พี่ๆ เดี๋ยวพวกพี่ต้องตั้งใจดูให้ดีนะ~ ฉันเตรียมเื่สนุกๆไว้ให้พวกพี่ดูแล้ว!"
แม้ว่าพี่สาวทั้งสองจะได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านเสียงความคิดของน้องสาวตัวน้อยแล้ว แต่พวกเธอก็ยังทำท่าทางร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างดี พยักหน้ารับด้วยความตื่นเต้นราวกับตั้งตารอคอยจริงๆ
อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ ครอบครัวหลินจึงมักนั่งกินอาหารสามมื้อในบ้าน เมื่อสามพี่น้องเดินมาถึง ทุกคนในครอบครัวต่างก็มาพร้อมหน้ากันหมดแล้ว
หลินเสี่ยวอวี่จ้องมองหลินซงที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหาร อายุของเขาในตอนนี้อ่อนเยาว์กว่าเมื่อชาติที่แล้วมากนัก ความเคียดแค้นในดวงตาของเธอแทบปกปิดไว้ไม่มิด
หลินซง ผู้ชายที่แม้แต่ระดับประถมยังเรียนไม่จบ แต่กลับได้เป็ถึงสมุห์บัญชีของสถานีจัดสรรธัญพืช!
ตำแหน่งนี้ของหลินซงได้มาเพราะ ‘การปฏิวัติทางวัฒนธรรม’ ในปีนั้น หลินซงทั้งคลั่งไคล้และทุ่มเทให้กับการเดินขบวนเคลื่อนไหวอย่างสุดตัว คำว่า ‘บ้าคลั่ง’ ก็ยังไม่มากพอที่จะอธิบายวีรกรรมของเขาได้อย่างแท้จริง…
ขณะที่หลินเสี่ยวอวี่กำลังหวนนึกถึงเื่ราวต่างๆอยู่ในหัว เสียงของสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวหลินก็ดังขึ้นใกล้ๆหูของเธอ
“โอ้โห ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของบ้านเริ่มรู้จักคิดแล้วสินะ อุตส่าห์ลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าให้คนในบ้านกินได้แล้ว” หวงอิงกล่าวชมด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
หลินซงมองดูน้องสาวที่วันนี้เหมือนจะว่านอนสอนง่ายมากกว่าปกติ พร้อมกับพยักหน้าด้วยความพอใจ
“วันนี้ทำตัวดีมากนะน้องเล็ก อายุ 10 ขวบแล้ว ก็ควรต้องเรียนรู้เื่ในครัวไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นต่อไปบ้านไหนจะกล้ารับไปเป็สะใภ้ล่ะ”
คำพูดนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านสกุลหลินต่างก็รู้สึกยินดีอย่างมาก แม้แต่จางอวิ๋นม่านยังอดชื่นชมไม่ได้ว่า วันนี้น้องคนเล็กของสามีทำตัวดีไม่น้อยเลยทีเดียว
【หึ! รู้จักคิดงั้นเหรอ? เธอก็แค่อยากจะแก้แค้นพวกเราสี่คนเท่านั้นล่ะ】
【ใส่ขี้ไก่ลงไปในโจ๊ก นับเป็ความคิดที่ไม่เลวเลยล่ะ เพราะสีของมันเหลืองคล้ายๆกัน ดูยังไงก็แยกไม่ออกหรอก】
【โชคดีที่ฉันเก่งกว่า สลับถ้วยโจ๊กก่อนที่มันจะยกมา รีบๆกินเข้าไปสิ กินกันเยอะๆเลยนะ โจ๊กขี้ไก่มีประโยชน์ต่อร่างกายจะตายไป!】
รอยยิ้มของจางอวิ๋นม่านถึงกับแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
โจ๊กขี้ไก่??
คนที่มีอุปนิสัยรักความสะอาดอย่างจางอวิ๋นม่าน ถึงกับรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันควัน เด็กน้อยในวัยเพียงแค่นี้อย่างหลินอวี้ ถึงกับมีความคิดร้ายกาจขนาดนี้ได้ยังไงกัน?
ตอนนี้ หลินอวี้เดินถือถ้วยโจ๊กเข้ามาวางบนโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆจัดวางถ้วยโจ๊กให้กับทุกคนทีละถ้วย เมื่อถ้วยโจ๊กถูกนำไปวางลงตรงหน้าจางอวิ๋นม่านและลูกๆทั้งสามคน หลินอวี้ก็เผยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาอย่างสะใจ
“พี่สะใภ้รอง นี่ฉันตั้งใจตักมาให้พี่สะใภ้เป็พิเศษเลยนะ กินเยอะๆล่ะ”
“เอาล่ะๆ กินข้าวกันเถอะ” หลินต้าฉางเอ่ยตัดบทขึ้นมา
จากนั้น คนในครอบครัวหลินต่างก็หยิบถ้วยโจ๊กมันเทศตรงหน้าขึ้นมาซดดื่ม
หวงอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอรู้สึกว่าโจ๊กในถ้วยนี้มีรสชาติแปลกๆพิกล และมีกลิ่นคล้ายขี้ไก่โชยมา
“ทุกคนรู้สึกเหมือนฉันมั้ยว่า โจ๊กมันมีรสชาติแล้วก็กลิ่นแปลกๆพิกล?”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันว่ามันก็อร่อยดีนี่นา อีกอย่าง การที่หลินอวี้ลุกขึ้นมาหัดทำอาหารครั้งแรกแบบนี้ได้ ต้องนับว่าเป็เื่ที่ดีมากแล้ว”
จางอวิ๋นม่านจงใจพูดออกไปแบบนั้น หลังจากที่รู้เื้ัเื่ราวทั้งหมดแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินต้าฉาง หลินซง และหลินเจียง ต่างก็เริ่มรู้สึกว่าโจ๊กมันเทศถ้วยนี้มีรสชาติและกลิ่นแปลกๆจริงๆ แต่ในใจก็อดที่จะชื่นชมจางอวิ๋นม่านไม่ได้ เพราะถึงแม้สะใภ้รองจะเพิ่งทำเื่ผิดพลาดไป แต่ก็ยังรู้จักวางตัวเหมาะสม ถ้าไม่ใช่เพราะแม่สามีบีบคั้นเธอจนเกินไป เื่ก็คงไม่ต้องลงเอยแบบนี้
“จริงด้วยค่ะ! โจ๊กที่อาเล็กทำ หนูกินแล้วอร่อยมากจริงๆค่ะ!” เพื่อพิสูจน์ว่าแม่ของตนเองพูดถูกต้อง หลินเสี่ยวอวี่จึงยกถ้วยโจ๊กขึ้นซดคำโตด้วยท่วงท่ามั่นใจ
หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่เองก็ไม่รอช้า ยกถ้วยโจ๊กขึ้นซดดื่มคำโตด้วยเช่นกัน
ในขณะที่สี่คนแม่ลูกกำลังซดดื่มโจ๊กกันอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น หลินอวี้ก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ และเหงื่อเย็นของเธอก็เริ่มซึมออกมาตามหน้าผาก พร้อมกับท่าทางกระวนกระวายใจ
ส่วนหวงอิงที่ถูกบังคับให้ยกถ้วยโจ๊กขึ้นดื่มอีกครั้งด้วยความกล้ำกลืนฝืนใจ เมื่อซดโจ๊กเข้าไปครั้งนี้ เธอถึงกับต้องร้องอุทานออกมาเสียงดังลั่น “อ๊ายย!! ทำไมในโจ๊กถึงได้มีขี้ไก่อยู่ด้วยล่ะ!!”
“แหวะ~ ฉันว่าแล้วเชียว~ ทำไมรสชาติมันถึงได้แปลกๆพิกลแบบนี้!” เมื่อพบต้นสายปลายเหตุแล้ว หวงอิงก็แทบจะอาเจียนออกมา ท้องไส้เริ่มปั่นป่วนรุนแรง
สีหน้าของหลินต้าฉาง หลินซง และหลินเจียงเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก พวกเขารีบใช้ตะเกียบเขี่ยดูในถ้วยโจ๊กของตัวเอง แล้วก็พบว่ามันมีขี้ไก่อยู่ในถ้วยจริงๆ!!
ในชั่วพริบตา ห้องเล็กๆภายในบ้านตระกูลหลิน ก็เต็มไปด้วยเสียงอาเจียนดังระงมออกมาจากผู้คนที่พากันอ้วกแตกอ้วกแตนไม่หยุด
ส่วนหลินอวี้ผู้ที่เป็ต้นเหตุของเื่ทั้งหมด ก็ถึงกับใบหน้าซีดขาว มือสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เพราะคิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะลงเอยเช่นนี้
“เพี้ยะ!” ด้วยความโมโหเดือดดาลสุดขีด หวงอิงจึงตบเข้าไปที่ใบหน้าของหลินอวี้อย่างแรง จนเสียงดังลั่นไปทั่วทั้งบ้าน
“หลินอวี้! นี่แกบ้าไปแล้วหรือยังไง? ฉันดีกับแกขนาดนี้ แต่แกกลับตอบแทนฉันแบบนี้เหรอ?”
หลินอวี้รู้สึกเสียใจและน้อยใจอย่างที่สุด ตลอดชีวิตของเธอที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีใครทำกับเธอรุนแรงถึงขนาดนี้มาก่อนเลย
“นี่แกกล้าตบหน้าฉันเหรอ?? แม้แต่แม่ของฉันยังไม่เคยแตะต้องตัวฉันเลยสักครั้ง แล้วแกมีสิทธิ์อะไรถึงได้กล้าตบฉันแบบนี้? รอให้แม่กลับมาก่อนเถอะ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!”
หลินอวี้เอามือกุมใบหน้าตัวเองไว้ พร้อมกับจ้องมองหวงอิงด้วยสายตาเคียดแค้นอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะรีบวิ่งร้องไห้ออกไป
ด้านจางอวิ๋นม่านและลูกสาวอีกสามคน ต่างก็นั่งดูเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยความตื่นเต้นสนุกสนาน ถ้าไม่ติดที่ว่าเป็เื่ไม่เหมาะสมแล้วล่ะก็ ป่านนี้พวกเธอสี่คนคงลุกขึ้นปรบมือพร้อมกับส่งเสียงเชียร์ออกไปว่า
‘สนุกจริงๆ! สนุกยิ่งกว่าต้องเสียเงินตั้งสี่เฟินเพื่อไปดูหนังกลางแปลงซะอีก!’
และแล้ว มื้อเช้าที่ควรจะเงียบสงบเหมือนเช่นทุกวัน ก็จบลงด้วยความวุ่นวายอลหม่าน พร้อมกับความสนุกสนานตื่นเต้นแทน