“เซี่ยงตง...” หลี่จื้อเปิดปากอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกเถียนเซี่ยงตงโบกมือขัดจังหวะ
ถ้าเ้าหมอที่มีค่าพลังสิบแต้มได้เข้าร่วมทีมพวกเขา ก็จะเป็ประโยชน์ต่อพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด หลี่จื้อรู้สึกว่าในเมื่อโจวเหวินพิสูจน์แล้วว่าตัวเองมีความสามารถมากเพียงพอ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็ต้องทดสอบต่อไปแล้ว การหักหน้ากันหาได้มีประโยชน์อะไร
การที่เถียนเซี่ยงตงดื้อดึงจะใช้หมัดอัสนีเอาชนะโจวเหวิน ถ้าโจวเหวินเลือกจากไปจริง ๆ ก็นับเป็ความสูญเสียสำหรับพวกเขา
เมื่อเห็นเถียนเซี่ยงตงเดินไปตรงหน้าแผ่นรับแรงกระแทก หลี่จื้อเลยอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกฟางรั่วซีโบกมือขัดจังหวะ
“แบบนี้จะไม่เป็ปัญหาจริงเหรอ” หลี่จื้อมองฟางรั่วซีพลางถาม
“ไม่เป็ไรหรอก หมอนั่นยอมรับโจวเหวินแล้ว เขาแค่ยังไม่อยากแพ้เฉย ๆ” ฟางรั่วซีกล่าวอย่างเรียบนิ่ง
“เ้าเซี่ยงตงนั่นจะเอาหน้าให้ได้จริง ๆ” หลี่จื้อตะลึงเล็กน้อยก่อนจะเข้าใจแจ่มแจ้ง ยิ้มด่าหนึ่งคำแล้วไม่พูดอะไรต่อ มองเถียนเซี่ยงตงเริ่มทดสอบครั้งที่สอง
เถียนเซี่ยงตงยืนอยู่ตรงหน้าแผ่นรับแรงกระแทกด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม ค่อย ๆ ตั้งหมัดขึ้น เส้นเืบนกำปั้นนูนชัด ราวกับกระแสไฟฟ้าที่ทอดประสาน ทำให้กำปั้นของเขาดูน่าสะพรึงกลัวมาก
ปัง !
หมัดปะทะเข้าแผ่นรับแรงกระแทกอย่างรุนแรง แผ่นรับแรงกระแทกที่ทำจากโลหะเจือชนิดพิเศษยุบตัวเข้าไปอย่างเห็นได้ชัด ตัวเลขบนหน้าจอวิ่งอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายหยุดอยู่ที่เลขสิบเอ็ด
“เป็ไงล่ะ” เถียนเซี่ยงตงรู้สึกได้ว่าลมปราณในร่างกายเผาผลาญหมดอย่างรวดเร็ว เขาแอบปาดเหงื่อหนึ่งครั้ง
ค่าพลังของเขาอยู่ที่เจ็ดแต้ม ส่วนหมัดอัสนีก็เพิ่มพลังได้แค่ประมาณครึ่งหนึ่งของตัวเขา และไม่ค่อยเสถียรนัก บางครั้งเขาต่อยได้สิบแต้ม บางครั้งต่อยได้สิบเอ็ดแต้ม การออกหมัดในวันนี้ถือว่าไม่เลว โชคดีที่ได้แต้มมากกว่าโจวเหวิน
“ไม่เลวเลย” ถึงแม้โจวเหวินจะเป็อัจฉริยะด้านการฝึกฝนจริง ๆ แต่ด้านมนุษยสัมพันธ์กลับไม่ค่อยดีนัก เขาสังเกตไม่เห็นถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเถียนเซี่ยงตง เขาคิดแค่ว่าถ้าไม่ชนะก็ไม่สามารถเข้าร่วมทีม จึงทำได้แค่เดินไปที่เครื่องวัดพลังอีกรอบ
แต่ครั้งนี้โจวเหวินไม่ได้ออกหมัดในทันที แต่มองดูเครื่องวัดพลังอย่างละเอียด
“นายมัวแต่มองอะไร ไม่ไหวก็บอกมาตามตรงเถอะ แพ้ให้ฉันไม่ใช่เื่น่าอายหรอก” เมื่อเถียนเซี่ยงตงเห็นว่าโจวเหวินไม่ยอมออกหมัดสักที จึงคิดว่าโจวเหวินลังเลไม่กล้าออกหมัดเพราะไม่มั่นใจว่าจะต่อยได้แต้มสูงกว่าเขา
โจวเหวินมองเครื่องวัดพลังพลางกล่าวอย่างกังวล “ถ้าทำเครื่องนี้พัง ทางโรงเรียนคงไม่มาเก็บเงินกับฉันใช่ไหม”
เมื่อเถียนเซี่ยงตงได้ยินคำพูดของโจวเหวินก็ถึงกับหัวเราะ “นี่พวก นายคิดว่าตัวเองเก่งมาจากไหน เครื่องนี้ใช้สำหรับวัดค่าพลังโดยเฉพาะ ถึงแม้จะเป็รุ่นต่ำสุดที่ใช้สำหรับโรงเรียนมัธยมปลาย แสดงค่าสูงสุดได้แค่ยี่สิบแต้ม แต่ก็ไม่เคยมีนักเรียนมัธยมคนไหนต่อยได้คะแนนเต็ม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทำมันพัง เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้านายทำมันพังได้จริง ๆ ฉันจะชดใช้ให้นายเอง”
“ก็จริงตามนั้นแหละ” โจวเหวินพยักหน้า เครื่องวัดพลังนี้ดูมั่นคงแข็งแรงดี คงไม่พังง่ายขนาดนั้นหรอก
หลังจากนั้นโจวเหวินไม่ลังเลอีกต่อไป เขาตั้งหมัดขึ้น ผิวกำปั้นค่อย ๆ เปล่งประกายสีแดงแวววาวราวกับเคลือบด้วยชั้นโลหะสีแดง
“นี่มันสกิล... ที่แท้โจวเหวินก็ฝึกสกิลสำเร็จแล้ว...” ทันใดนั้นเถียนเซี่ยงตงก็เริ่มรู้สึกผิดหวัง
ไม่มีข้อกังขาใด ๆ ด้วยศักยภาพทางพลังของโจวเหวิน ขอแค่เขาฝึกสกิลสำเร็จ ต่อให้เป็สกิลที่อ่อนแอแค่ไหน พลังที่ปล่อยออกมาก็เหนือกว่าเถียนเซี่ยงตงแน่นอน เถียนเซี่ยงตงรู้ดีว่าตัวเองต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย
ฟางรั่วซีกับหลี่จื้อก็ประหลาดใจเหมือนกัน การที่โจวเหวินมีสกิล พวกเขาก็ยิ่งมั่นใจว่าจะได้รับคะแนนสูงในการทดสอบภาคปฏิบัติ
ปัง !
เมื่อโจวเหวินต่อยไปที่แผ่นรับแรงกระแทก แผ่นรับแรงกระแทกก็ยุบลงทันทีราวกับถูกค้อนทุบ ตัวเลขบนหน้าขอวิ่งอย่างต่อเนื่องจนเลยเลขสิบเอ็ดภายในชั่วพริบตา
“ไม่รู้ว่าสกิลของเขาจะทำคะแนนออกมาได้กี่แต้มกันนะ” ฟางรั่วซีครุ่นคิด แต่เมื่อเห็นตัวเลขวิ่งอย่างรวดเร็ว แค่ชั่วพริบตาตัวเลขทั้งหมดก็สว่างจ้า เธอก็ถึงกับสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
ผึบ !
ทุกคนยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ ก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นจากเครื่องวัดพลัง ก่อนที่ด้านหลังของเครื่องวัดพลังจะปริแตกออก แล้วมีของเหลวสีเหลืองอ่อนพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ
พวกเถียนเซี่ยงตงต่างอ้าปากค้างเป็รูปตัวโอ มองโจวเหวินกับเครื่องวัดพลังที่กำลังพ่นน้ำอย่างตะลึง โดยที่พูดอะไรไม่ออก
ตอนนี้อวี๋ชิวไป๋ก็เบิกตากว้างเหมือนกัน เขาอยากจะวิ่งเข้าไปยืนยันด้วยตัวเองว่าเครื่องวัดพลังพังไปแล้วจริง ๆ ใช่ไหม
เขาไม่้าให้โจวเหวินชดใช้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ค่อยกล้าเชื่อว่า สกิลของนักเรียนมัธยมปลายจะแข็งแกร่งถึงขั้นนี้
เถียนเซี่ยงตงถึงกับตัวสั่นเมื่อนึกถึงพลังของหมัดนี้ ถ้าเขาทดสอบพลังด้วยการประชันหมัดกับโจวเหวินจริง ๆ ผลลัพธ์ที่ตามมาคงเกินกว่าที่จะจินตนาการได้
เครื่องวัดพลังแสดงผลได้แค่ยี่สิบแต้มก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะรับได้แค่พลังระดับยี่สิบแต้ม การจะทำลายลูกสูบไฮดรอลิกที่อยู่ด้านหลังเครื่องนี้ แน่นอนไม่ใช่ว่าต้องใช้พลังแค่ระดับยี่สิบแต้ม
ต่อให้โจวเหวินมีพลังสิบแต้ม เกรงว่าก็ต้องมีสกิลขั้นแปดหรือเก้า จึงจะทำได้ถึงระดับนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะอวี๋ชิวไป๋รู้เื่ภูมิหลังของโจวเหวินจากครูใหญ่คนเก่า เขาคงคิดว่าโจวเหวินเคยใช้ผลึกสกิลระดับสูงแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถมีพลังระดับนี้
แต่ดูจากภูมิหลังของโจวเหวิน ก็เหมือนจะเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะมีผลึกสกิลระดับสูงแบบนั้น
“ถ้าเขาอาศัยแค่ความสามารถของตัวเองในการฝึกจนถึงระดับนี้ ก็เป็เื่ที่น่ากลัวมากจริง ๆ !” อวี๋ชิวไป๋อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดที่ครูใหญ่คนเก่ากล่าวถึงโจวเหวิน
โลกใบนี้มีอัจฉริยะอยู่สองแบบคือ อัจฉริยะที่เรียกว่าโจวเหวิน กับอัจฉริยะทั่ว ๆ ไป
“เมื่อกี้นายบอกเองว่าถ้าทำเครื่องนี้พัง นายจะชดใช้ให้ฉัน ลูกผู้ชายพูดแล้วห้ามคืนคำนะ” โจวเหวินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นมองไปที่เถียนเซี่ยงตงอย่างจนใจ
เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าหมัดเฮอร์คิวลิสจะทรงพลังขนาดนี้ ถึงขั้นทำเครื่องวัดพลังพัง
เขาเป็คนยากจน ถ้าโรงเรียนเอาเื่ขึ้นมา เขาก็ไม่มีเงินจ่ายชดใช้จริง ๆ
“ใช่ ฉันจะชดใช้ให้เอง นี่พวก ปัญหาที่ใช้เงินแก้ไขได้ ก็ไม่เรียกว่าเป็ปัญหา พวกเราเป็เพื่อนเรียนกันมา ทั้งยังเป็ทีมเดียวกันแล้ว เื่นี้ฉันจะจัดการเอง” เถียนเซี่ยงตงเพิ่งตั้งสติได้ เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ครอบครัวของเถียนเซี่ยงตงถือได้ว่าเป็ตระกูลใหญ่ในจังหวัดกุยเต๋อ แน่นอนว่าไม่ขัดสนเื่เงิน แต่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างจังหวัดกุยเต๋อ ก็หาเพื่อนร่วมทีมแบบโจวเหวินจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
การได้โจวเหวินมาร่วมทีม เถียนเซี่ยงตงรู้สึกได้ว่า พวกเขาไม่ใช่แค่สามารถคว้าอันดับหนึ่งในการทดสอบภาคปฏิบัติของจังหวัดกุยเต๋อ ทั้งยังสามารถตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
หลี่จื้อกับฟางรั่วซีต่างอารมณ์ดีมาก เมื่อมีคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้อย่างโจวเหวินมาเข้าร่วมทีม ก็ทำให้พวกเขายิ่งเข้าใกล้เป้าหมายของตัวเองไปอีกก้าวหนึ่ง
“หมอนี่ดูน่าสนใจกว่าที่ฉันจินตนาการเอาไว้” ฟางรั่วซีหรี่ตามองไปที่โจวเหวิน
โจวเหวินเข้าร่วมทีมนี้อย่างเป็ทางการแล้ว หลังจากทั้งสี่คนส่งใบสมัครเข้าร่วมการทดสอบภาคปฏิบัติกับโรงเรียน เมื่อเหล่าผู้บริหารและครูหลายคนในโรงเรียนเห็นว่าโจวเหวินเป็หนึ่งในสมาชิกทีมสี่คน ก็ต่างรู้สึกประหลาดใจ
ครูของฟางรั่วซี หลี่จื้อกับเถียนเซี่ยงตง ถึงกับเรียกพวกเขาไปคุยเป็การส่วนตัว โดยหวังให้พวกเขาเลือกสมาชิกทีมคนอื่น อย่าให้โจวเหวินมาเป็ตัวถ่วง เพียงแต่พวกฟางรั่วซียืนกรานหนักแน่ที่จะให้โจวเหวินเข้าร่วมทีม ซึ่งทำให้ครูของพวกเขาหนักใจมาก
มีแค่อวี๋ชิวไป๋ที่ดื่มชาอย่างสบายใจ เขารู้ดีว่าโจวเหวินนั้นแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาทั้งสี่คน
“คอยดูเถอะ หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็จะรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็ตัวถ่วง” อวี๋ชิวไป๋พลางดื่มชาพลางครุ่นคิด
โจวเหวินเป็ลูกศิษย์ของเขา การที่ครูคนอื่นพูดลับหลังโจวเหวินแบบนี้ แน่นอนว่าทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด