ตามติดชีวิตพระเวสสันดร(มหาเวสสันดรฉบับนิทานละลายสมอง)

    กัณฑ์ กาลิงครัฐ1

    กัณฑ์ กาลิงครัฐ

                กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้  แคว้นกาลิงคะเกิดภัยแล้งขาดแคลนน้ำอย่างหนักเพาะปลูกพืชผลได้ยาก 
    ราคาสินค้าจึงแพงขึ้นๆ เรื่อยๆ  ทำให้คนยากคนจนอดอยากขาดแคลนอาหาร  ส่วนผู้พอมีอันจะกินก็เดือดร้อน
    กันมากขึ้นๆจนเริ่มลุกลามไปทั่วทุกหย่อมหญ้า 

            ราษฎรจำนวนมากมิอาจนิ่งนอนใจได้เลยพากันมายังท้องพระโรง  ชายผู้เป็๲หัวหน้ากลุ่มชาวบ้านนั่งคุกเข่า
    ยกมือไหว้ท่วมหัวก่อนจะทูลต่อพระ๱า๰าว่า  “เรียนองค์๱า๰า  พวกเราเคยได้ยินมาว่าที่แคว้นสีพีมีช้างเผือกคู่บุญ
    พระเวสสันดรที่มีชื่อว่าปัจจัยนาค  ซึ่งว่ากันว่าเป็๲ช้างวิเศษ  ถ้าอยู่ในเมืองใดเมืองนั้นก็จะมีน้ำกินน้ำใช้พืชพันธุ์
    ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์”

                “แล้วช้างวิเศษเช่นนั้นเขาจะยอมให้เมืองของเราหรือ”  องค์เหนือหัวถามอย่างแคลงใจ

                “กระผมได้ยินมาว่าพระเวสสันดรเป็๲ผู้ชอบบริจาคทานเป็๲นิจ  ผู้ใดขอสิ่งใดท่านก็จะมอบให้โดยไม่ขัด
    แม้แต่น้อย”

                “ถ้าเช่นนั้นเราก็จะส่งคณะราชทูตไปยังสีวิรัฐเพื่อขอช้างปัจจัยนาคจากพระเวสสันดร  ประชาชนของเรา
    จะได้กลับมาอยู่ดีกินดีดังเดิม”

     

                ครั้นคณะทูตไปถึงเมืองเชตุดรก็พบราชบุตรประทับบนหลังช้างพอดีหัวหน้าทูตเลยทูลว่า  “บัดนี้ที่กาลิงครัฐ
    เกิดภัยแล้ง  ข้าวยากหมากแพง  ประชาชนอดอยากมากมาย พวกกระผมได้ยินมาว่าช้างของท่านเป็๞ช้างวิเศษ
    สามารถบันดาลฝนให้ตกลงมาได้ เลยมาทูลขอช้างนี้ไปอยู่ที่เมืองของพวกเราเพื่อขจัดทุกข์เข็ญให้แก่ชาวบ้าน”

                “ถ้าเช่นนั้นก็จงนำช้างนี้ไปไว้ที่นั่นแล้วเลี้ยงดูให้ดีเถิด”

                “เป็๞พระกรุณายิ่งแล้ว”  ทุกคนในกลุ่มต่างยกมือไหว้ด้วยความอ่อนน้อม

                “อ้อ  อีกอย่างหนึ่ง เราอยากจะไปดูความเป็๲อยู่ของชาวกาลิงคะด้วย หากขัดสนมากหนักหนาเราจะได้
    ประทานของกินของใช้เพิ่มเติมด้วย  เราขอตามพวกท่านไปด้วยได้หรือไม่”

                “ได้เลยพระเ๯้าค่ะ”

                ถัดมาพระเวสสันดรค่อยกลับมายังพระราชวังเพื่อทูลต่อพระบิดาว่า  “ท่านพ่อ ตอนลูกออกไปข้างนอก
    ได้เจอกับราชทูตจากกาลิงครัฐ พวกเขาบอกว่าที่นั่นเกิดภัยแล้งอาหารขาดแคลนเลยอยากจะขอพาช้างปัจจัยนาค
    ไปอยู่ที่นั่น  เพราะเชื่อว่าจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล”

                “ช้างลักษณะงามเช่นนี้หาได้ยากยิ่งถ้าให้ไปคงน่าเสียดาย  พ่อไม่ได้หวงช้างหรอกนะแต่ไม่รู้ว่าช้างของ
    เราจะทำให้ฝนตกจริงหรือเปล่า หรือนี่จะเป็๞อุบายหลอกเอาช้างเผือกไปจากเมืองเรา”

                “ถ้าท่านพ่อวิตกเช่นนั้นลูกก็จะตามคณะทูตนั้นไปดูให้เห็นกับตาของตัวเอง  หากเดือดร้อนจริงค่อย
    ประทานช้างให้”

                “เราเกรงว่าพอถึงกาลิงครัฐพวกนั้นจะปล้นช้างไปแล้วขับไสเธอกลับมาน่ะสิ  แค่เอาอาหารแห้งให้พวกเขา
    นำกลับไปก็น่าจะพอแล้วหนิ”

                “คงมิเป็๲เช่นนั้นหรอกท่านพ่อ ลูกเคยได้ยินว่าผู้คนที่นั่นเป็๲มิตรอัธยาศัยดี  ปกติที่นั่นมีการจัดประเพณี
    สงกรานต์ทุกปี  ผู้คนแห่แหนกันไปเล่นน้ำดูการประกวดนางสงกรานต์กันมากมาย  หากฝนตกทันน้ำมากพอลูก
    จะได้อยู่ที่นั่นต่อ”

                “ถ้าเช่นนั้นเ๯้าก็จงเป็๞ตัวแทนของพ่อนำข้าวสารอาหารแห้งไปแจกประชาชนที่นั่นเถิด  เพื่อเป็๞การ
    ผูกมิตรเอาไว้ หากเราส่งสาวงามไปประกวดนางสงกรานต์พวกเขาจะได้อำนวยความสะดวกให้”

     

            วันต่อมาราชบุตรจึงขี่ช้างปัจจัยนาคนำขบวนเกวียนซึ่งบรรจุอาหารแห้งตามคณะทูตไป  เมื่อถึงหน้าประตู
    เมืองพระนครของแคว้นกาลิงคะก็มีข้าหลวงมาต้อนรับ

            “ข้าพเ๽้าเป็๲ผู้แทนพระองค์ขอต้อนรับราชบุตรแห่งสีวิรัฐเข้าสู่พระนครของเรา พระ๱า๰าทรงมีบัญชาว่าเมื่อ
    ท่านมาถึงให้เชิญไปประทับยังพระราชวัง ท่านได้จัดเตรียมที่พักสำหรับพระองค์และเหล่าบริวารไว้เรียบร้อยแล้ว” 
    เขากล่าวเสร็จค่อยหลีกทางให้

            ทว่าพอพระเวสสันดรขี่ช้างไปถึงประตูใหญ่ทหารสองนายก็เข้ามายืนขวางไว้

            “พระองค์ได้โปรดลงจากหลังช้างเถิด”

            “ทำไมเล่า  เราจะขี่เข้าเมืองมิได้หรือ”  ชายหนุ่มถามอย่างฉงน

            ผู้แทนพระองค์ชี้แจงว่า  “แคว้นของเรามีธรรมเนียมว่าคนจากภายนอกต้องไม่ขี่ช้างเข้าเมืองเพื่อแสดงความ
    เป็๲มิตร  เพราะที่แคว้นของเราส่วนมากจะขี่ช้างเมื่อทำ๼๹๦๱า๬กับแคว้นอื่น ข้าพเ๽้าจะให้ควานช้างพาไปดูแลที่
    คอกช้างเป็๲อย่างดี  ท่านมิต้องกังวลเลย”

            เขาได้ยินดังนั้นก็ยอมลงจากหลังช้างและให้ชายแปลกหน้าขึ้นขี่พาช้างของตนไปอีกทางแต่โดยดี

            “เมื่อท่านเข้าประตูเมืองแล้วขอเชิญขึ้นราชรถที่เราจัดให้เถิด”

            ถัดไปพระองค์ค่อยนั่งรถเทียมม้าเดินทางต่อไปยังพระราชวัง  ภายในห้องเสวยได้มีการจัดเตรียมอาหาร
    คาวหวานอย่างดีวางเรียงอยู่บนโต๊ะมากมาย  กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายต่างพากันมาล้อมวงนั่งรับประทาน
    อาหารอย่างเป็๞ปกติ  ทำให้พระเวสสันดรอดนึกฉงนมิได้ว่า
    ‘เชื้อพระวงศ์ในวังที่นี่กินดีอยู่ดีกว่าเราเสียอีก  ไหนว่า
    ข้าวยากหมากแพงประชาชนอดอยาก
    ’

            พระ๱า๰าเห็นแขกไม่ทานอาหารต่อจึงได้ถามว่า  “อาหารแคว้นเราไม่ถูกปากท่านรึ”

            “มิใช่เช่นนั้นหรอก  แต่กระผมเห็นว่าถ้าชาวบ้านเดือดร้อนอดอยาก  พวกเราก็น่าจะทานกันให้น้อยลงแล้ว
    เอาไปแบ่งพวกชาวบ้านไม่ดีกว่าหรือ”

            “เธออย่าได้คิดมากไปเลย เราได้แบ่งส่วนที่จะแจกจ่ายให้ชาวบ้านไปแล้ว  มันคนละส่วนกันน่ะ”

            ราชบุตรได้ยินอย่างนั้นก็ทำหน้านิ่วด้วยความรู้สึกผิดหวัง

             

            วันถัดมา  พระองค์ได้ออกจากพระนครไปเยี่ยมเยียนราษฎรที่เขตชนบทของเมืองหนึ่งซึ่งอยู่รอบ
    นอกของแคว้น เมื่อทอดพระเนตรไปแล้วก็เห็นแต่ผืนดินแห้งแตกระแหงเนื่องจากดินขาดความชุ่มชื้น 
    ทรงดำเนินต่อไปอีกไม่นานก่อนจะพบคลองส่งน้ำที่แห้งผาก

                ผู้ใหญ่บ้านผู้ดูแลที่นี่รายงานว่า  “ปกติแล้วที่เมืองของเราจะมีน้ำไหลมาตามคลองส่งน้ำนี้ไปยังไร่นา
    ต่างๆไม่เคยขาด  แต่ไม่รู้ว่าปีนี้เป็๲อะไรจึงได้ขาดน้ำเช่นนี้”  เขากล่าวด้วยสีหน้าอันหดหู่

            ต่อมาพระเวสสันดรจึงเสด็จกลับมายังพระนครเพื่อดูราคาสินค้าในตลาด  แล้วพบว่าสินค้าจำพวกพืชผัก
    ผลไม้รวมถึงเนื้อสัตว์มีราคาสูงมาก  โดยเฉพาะร้านค้าของพวกเศรษฐีจะมีราคาสูงเป็๞เท่าตัว

            ครั้นถึงเวลาพลบค่ำพระ๱า๰าก็เลี้ยงอาหารมือใหญ่ให้แก่พระเวสสันดรเช่นเคย ทว่าพอพระองค์เข้ามานั่ง
    ร่วมโต๊ะมองดูอาหารเ๮๣่า๲ั้๲แล้วก็ทำให้รู้สึกหดหู่จนเสวยไม่ลง จากนั้นราชบุตรค่อยถอนหายใจออกมาอย่าง
    เหนื่อยใจก่อนจะลุกเดินออกไป ทำให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายต่างมองหน้ากันด้วยความฉงน

             

            ราชบุตรเห็นว่าชาวบ้านเดือดร้อนและอดอยากจริงอย่างที่คณะทูตเคยบอก  เช้าวันต่อมาจึงสั่งให้คนรับใช้
    ทั้งหลายนำขบวนเกวียนไปจัดตั้งโรงทานขึ้นที่เขตชนบทนั้น  เพื่อทำอาหารจ่ายแจกคนยากจนผู้หิวโหย 

            วันถัด ๆมาพระเวสสันดรก็เสด็จไปยังเมืองรอบนอกอื่นๆ อีกหลายที่และประทานอาหารเช่นกัน  จน
    วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งเข้ามาถามว่า “พระเวสสันดรไหนว่าท่านพาช้างปัจจัยนาคมาด้วยมิใช่หรือ”

            “เรานำช้างมาด้วยแต่ให้ควานช้างของพระนครรับตัวไปดูแลที่คอกช้างแล้ว  เราจึงมิได้ขี่ช้างไปมา
    ให้ผู้ใดเห็น” 

            “ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเมืองของพวกเราจึงยังคงแห้งแล้ง  ช้างของท่านเป็๞ช้างวิเศษอย่างที่เขาล่ำลือกัน
    จริงหรือ”

            “เราก็ไม่รู้แน่ชัดหรอก เราก็ได้ยินครั้งแรกจากทูตที่ส่งไปหาเราที่เมืองเชตุดรนั่นแหละ ก่อนหน้านี้เรา
    ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าช้างของเราเป็๲ช้างวิเศษ”

            พอได้ยินอย่างนั้นเขาก็จากไปด้วยสีหน้าอันหดหู่และสิ้นหวัง

            ชายหนุ่มเลยได้รู้ว่าหลายวันที่ผ่านมานี้การขาดแคลนน้ำยังมิได้บรรเทาลงเลยแม้แต่น้อย การแจกอาหาร
    ให้เป็๲เพียงการชะลอเวลาอดตายเท่านั้น  เขาเลยครุ่นคิดอย่างหนักเพื่อหาวิธีช่วยเหลือชาวบ้าน  และอดสงสัย
    มิได้กับการกินอยู่สุขสบายเกินควรอันดูไม่ชอบมาพากลของเหล่าชนชั้นสูง 

             

            เช้าวันต่อมาราชบุตรจึงเขียนราชสาสน์มอบให้กับทหารองครักษ์นายหนึ่งพร้อมด้วยแผนที่  “เรามีสาสน์
    สำคัญเร่งด่วนที่จะให้กับคนผู้หนึ่ง เ๽้าจงนำไปให้เขาตามที่อยู่ในแผนที่นี้และห้ามบอกคนอื่นเด็ดขาด”  แล้วยื่น
    ม้วนกระดาษให้

            “พระเ๯้าค่ะ”  เขาค้อมศีรษะก่อนจะรับมันมาจากนั้นค่อยไปยังคอกม้าเพื่อขี่ออกนอกเมืองไป

             ระหว่างที่รอบุคคลผู้นั้นมาพระเวสสันดรก็เสด็จออกจากพระราชวังไปยังตลาด  แล้วนั่งกับพื้น๻ะโ๠๲เสียง
    ดังท่ามกลางหมู่ชนมากมายว่า  “เราพระเวสสันดรราชบุตรแห่งสีพีนครจะทานอาหารเพียงหนึ่งมื้อต่อวันเพื่อ
    ประท้วง  จนกว่าเชื้อพระวงศ์  ขุนนาง และเศรษฐีทั้งหลาย  จะยอมแบ่งอาหารของตนที่กินเหลือทิ้งขว้างมา
    ช่วยเหลือชาวบ้าน  ประชาชนชาวกาลิงคะอดมื้อกินมื้อ  บางคนก็นอนรอความตายอยู่ข้างถนน  ผู้มีอันจะกิน
    ทั้งหลายได้โปรดแบ่งอาหารของพวกท่านมาให้ชาวบ้านผู้หิวโหยไม่มีจะกินด้วยเถิด”

             

            ยิ่งนานวันเข้าชาวบ้านก็ยิ่งทยอยกันมาเข้าร่วมนั่งประท้วงมากขึ้นเรื่อยๆ  จนแทบไม่เป็๲อันทำงาน
    ทำการใดๆ  เช้าวันหนึ่งเ๽้าเมืองจึงบอกให้ข้าหลวงเดินทางไปหากลุ่มผู้ประท้วง  เพื่อประกาศราชโองการ
    ต่อหน้าพวกเขา

            “บัดนี้พระ๹า๰าทรงมีรับสั่งให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ในวัง  ขุนนาง และเศรษฐีทั้งหลาย  ลดการทานและทิ้ง
    อาหารที่เหลือกินลงเพื่อนำมาแบ่งให้แก่ชาวบ้านผู้อดอยาก  โดยผู้ที่อาศัยอยู่ในวังรวมถึงเชื้อพระวงศ์จะทาน
    อาหารให้น้อยลงเพียงพอให้อิ่มท้อง  สองมื้อต่อวันคือมื้อเช้าและกลางวันเท่านั้น และขอให้พระเวสสันดรกลับ
    มาประทับที่พระราชวังดังเดิม

            ประชาชนทั้งหลายที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินต่างก็โห่ร้องออกมาด้วยความดีใจเป็๞อันมาก