ทั้งสี่คนเข้ามาในเมืองด้วยความราบรื่น ไป๋ชิงอวิ๋นขอตัวลงจากรถม้าไปก่อน เพราะเขาต้องไปทำเรื่องขอเช่าห้องหลอมโอสถในสมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยาง
จากนั้นไม่นานหยางเฉินและมู่ปิงเฟิงก็ขอตัวลงจากรถม้าเช่นเดียวกัน พวกเขาต้องออกไปตระเวนดูวัตถุดิบในรายการที่ไป๋ชิงอวิ๋นเขียนให้ มีเพียงแค่กู่หวงที่ต้องเอารถม้าของท่านแม่ของเขากลับไปคืนที่ตระกูลกู่
หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงวิ่งวุ่นกันไปทั่วทั้งเมือง ทั้งสองเข้าออกร้านขายวัตถุดิบน้อยใหญ่เพื่อตรวจสอบดูราคา พวกเขาพบว่าร้านค้าขนาดเล็กขายวัตถุดิบในราคาที่ต่ำกว่าร้านค้าขนาดใหญ่มากเลยทีเดียว
แต่อีกอย่างหนึ่งที่ค้นพบก็คือ วัตถุดิบจากร้านค้าขนาดเล็กส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่วัตถุดิบที่สดใหม่ สมุนไพรบางชนิดที่มีอยู่ในร้านบางอันก็เหี่ยวเฉาบางอันก็ต้นเล็กเกินไป ไป๋ชิงอวิ๋นบอกว่ายิ่งสมุนไพรสดใหม่มากเท่าไหร่โอกาสในการหลอมโอสถสำเร็จก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงพากันขบคิดอย่างหนัก หลังจากนั้นพักใหญ่กู่หวงก็ตามมาสมทบกับพวกเขาทั้งสอง ทั้งสามคนตกลงกันว่าวัตถุดิบบางอันจะซื้อจากร้านค้าขนาดเล็ก แต่วัตถุดิบบางอันก็ต้องซื้อจากร้านค้าขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างเช่นแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดและไขกระดูกของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิด
ทั้งสองสิ่งนี้มีราคาที่แพงมากพอสมควร เพราะฉะนั้นจึงต้องเลือกของที่ดีที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสในการหลอมโอสถให้สำเร็จ มู่ปิงเฟิงตัดสินใจควักเงินก้อนใหญ่ที่มีอยู่ทั้งหมดของเขาออกมาซื้อวัตถุดิบทั้งหมดในครั้งนี้
เมื่อตกลงกันสำเร็จ ทั้งสามก็แยกย้ายและกระจายตัวกันออกไปหาซื้อของ
ณ สมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยาง
สมาคมโอสถเป็นสถานที่ใหญ่โตโอ่อ่า แค่มองดูก็สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของสมาคมแห่งนี้ได้จากการมองอาคารด้านนอก ตอนนี้ในสมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยางมีผู้คนอยู่อย่างพลุกพล่านเต็มไปหมด
พวกเขามีทั้งคนที่มาขอให้ผู้เชี่ยวชาญหลอมโอสถให้ และมีทั้งคนที่มาขอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยาง ด้วยชื่อเสียงและอิทธิพลของสมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยาง ถือว่ายิ่งใหญ่เทียบเคียงได้กับห้าตระกูลใหญ่เลยทีเดียว
ไป๋ชิงอวิ๋นสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เดินเข้ามาในสมาคมโอสถด้วยท่าทางองอาจผึ่งผาย และด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาของเขามันช่วยขับเน้นออร่าของเขาให้เปล่งประกายเจิดจ้าสว่างไสว
ผู้คนทั้งหลายที่กำลังส่งเสียงจอแจกันอยู่ในสมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยาง ตอนนี้หันมามองไป๋ชิงอวิ๋นเป็นตาเดียว มีหลายคนที่รู้จักไป๋ชิงอวิ๋นซึ่งพวกเขาเหล่านั้นขมวดคิ้วเข้าหากันโดยไม่ได้นัดหมาย
"นี่ไม่ใช่คุณชายไร้ประโยชน์แห่งตระกูลไป๋หรอกหรือ เขามาทำอะไรที่นี่กัน"
"หรือว่ามาที่นี่เพื่อดึงความสนใจของตระกูล แต่ข้าได้ยินมาว่าเขาถูกขับไล่ออกจากตระกูลไป๋แล้วนี่นา"
"ก็แค่คนไร้ประโยชน์คนหนึ่ง เหตุใดจึงต้องใส่ใจเขามากถึงเพียงนั้น"
"ว่าไปแล้วเขาก็น่าสงสารเหมือนกัน ทั้งที่เกิดในตระกูลใหญ่แต่กลับไร้พรสวรรค์ในด้านการฝึกยุทธ์ ไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็นลูกกาฝากของตระกูลไป๋หรือเปล่า ไม่เช่นนั้นตระกูลไป๋จะขับไล่เขาออกมาได้อย่างไร"
"เสียดายที่มีหน้าตาหล่อเหลา ไม่น่าเป็นคนไร้ประโยชน์เลย"
คนรอบข้างซุบซิบนินทากันอย่างออกรสออกชาติ พวกเขาจับกลุ่มนินทากันอย่างสนุกปาก ไป๋ชิงอวิ๋นได้ยินคำพูดของพวกเขาทุกคำอย่างชัดแจ้งเต็มสองรูหู
เพียงแต่เขาไม่ได้เก็บคำพูดเสียดสีเหล่านี้มาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ที่ได้ยินก็แค่รับฟังแล้วปล่อยผ่านไป มันไม่มีประโยชน์ที่จะต่อปากต่อคำกับพวกที่ไม่รู้ความ เพราะสำหรับคนพวกนี้ต่อให้อธิบายจนคอแตก หรือเถียงจนคอเป็นเอ็น สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่ให้การยอมรับอยู่ดี เพราะพวกเขาจะเฉไฉออกไปเรื่องอื่นโดยไม่รับฟังความเห็นที่ถูกต้องของผู้อธิบาย
เพราะฉะนั้นมีเพียงแค่แสดงความสามารถให้เห็น ถึงจะอุดปากที่แสนจะสกปรกโสมมของคนพวกนี้ได้ ไป๋ชิงอวิ๋นใบหน้าเฉยเมยแต่แววตาของเขากลับเยือกเย็นจนน่าใจหาย เขาเดินผ่านคนกลุ่มนี้ไปโดยไม่ได้หันมองพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินตรงไปยังโต๊ะลงทะเบียน ที่โต๊ะลงทะเบียนมีชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์สีขาวยืนให้บริการอยู่ตรงนั้น ไป๋ชิงอวิ๋นเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะ เขาจ้องมองชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์สีขาวแล้วกล่าวถามขึ้นว่า
"ตอนนี้ในสมาคมเหลือห้องว่างไหม"
ชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์สีขาวก็จ้องหน้าไป๋ชิงอวิ๋นเช่นเดียวกัน แต่หลังจากที่สบตากันเพียงเล็กน้อยเขาก็เบือนหน้าหนีไป ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาและอารมณ์ที่เย็นชาของไป๋ชิงอวิ๋นทำให้ชายหนุ่มไม่กล้าสบตากับเขาตรงๆ ไม่รู้เป็นเพราะอะไรแต่เขารู้สึกว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่คนที่สามารถล่วงเกินได้
เขาเองก็รู้จักชื่อเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นเช่นเดียวกัน สี่บุคคลไร้ประโยชน์แห่งเมืองจินหยางมีชื่อเสียงฉาวโฉ่เป็นอย่างมาก ตลอดทั่วทั้งเมืองไม่มีใครไม่รู้จักพวกเขา แต่วันนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับไป๋ชิงอวิ๋นที่เป็นหนึ่งในสี่บุคคลไร้ประโยชน์แห่งเมืองจินหยาง เขากลับมีความหวาดกลัวต่อคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ป๊อก ป๊อก
ไป๋ชิงอวิ๋นเคาะมือลงบนโต๊ะลงทะเบียนแล้วกล่าวถามขึ้นอีกครั้งว่า "ข้าต้องการห้องหลอมโอสถหนึ่งห้อง ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังมีห้องว่างเหลืออยู่ไหม"
ชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์สีขาวพยักหน้า ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ชอบคนผู้นี้ แต่สมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยางมีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ระบุเอาไว้ว่า หากมีคนของห้าตระกูลใหญ่มาขอใช้ห้องหลอมโอสถ ต้องหาห้องให้พวกเขาโดยเร็วที่สุดไม่ว่าจะมีห้องว่างหรือไม่
ถึงแม้ว่าไป๋ชิงอวิ๋นจะถูกขับไล่ออกจากตระกูลไป๋แล้ว แต่ชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์สีขาวก็ไม่กล้าล่วงเกินเขาอยู่ดี และอีกอย่างนับว่าโชคของเขายังดีที่เหลือห้องว่างอยู่หนึ่งห้องพอดี
"ตอนนี้เหลือว่างอยู่หนึ่งห้อง ไม่ทราบว่าท่านจะใช้ห้องกี่วันขอรับ"
"เจ็ดวัน" ไป๋ชิงอวิ๋นตอบสั้นๆ
"เจ็ดวันต้องจ่ายหินเซียนระดับกลางเจ็ดก้อนขอรับ"
ไป๋ชิงอวิ๋นขมวดคิ้วเข้าหากันต้องจ่ายหินเซียนระดับกลางเจ็ดก้อนนี่มันขูดรีดกันชัดๆ แต่ถึงจะไม่พอใจเขาก็จำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนนี้อยู่ดี เพราะวัสดุในสมาคมแห่งนี้ถือว่าดีที่สุดในเมืองจินหยางแล้ว เมื่อมีวัสดุในการหลอมโอสถที่ดีประสิทธิภาพและเปอร์เซ็นต์ในการหลอมสำเร็จก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เพราะฉะนั้นต่อให้เจ็บใจมากแค่ไหน แต่ราคานี้ถึงอย่างไรก็ต้องจ่าย ไป๋ชิงอวิ๋นทำทีล้วงเข้าไปในแขนเสื้อเหมือนกับจะหยิบจับอะไรสักอย่าง แต่แท้ที่จริงแล้วเขากำลังหยิบหินเซียนระดับกลางออกมาจากช่องเก็บของของระบบจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ ในช่องเก็บของมีหินเซียนระดับกลางอยู่ทั้งหมดสิบก้อน ไป๋ชิงอวิ๋นหยิบออกมาเจ็ดก้อนตอนนี้ในช่องเก็บของเหลือเพียงแค่สามก้อนเท่านั้น
ไป๋ชิงอวิ๋นมีสีหน้าเจ็บปวดใจ เขาวางหินเซียนระดับกลางเจ็ดก้อนลงบนโต๊ะ จากนั้นชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์สีขาวก็ส่งป้ายหมายเลขห้าที่เป็นป้ายประจำห้องให้กับไป๋ชิงอวิ๋น ไป๋ชิงอวิ๋นหยิบป้ายประจำห้องหมายเลขห้าขึ้นมาจากนั้นก็เก็บมันไว้ในแขนเสื้อ ในตอนนี้ไป๋ชิงอวิ๋นไม่มีความสนใจที่จะอยู่คุยกับชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์สีขาวหรือฟังคนที่กำลังนินทาเขาอยู่อีก
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินออกมาหน้าสมาคมโอสถเพื่อมารอสหายของเขา เวลาผ่านไปหลายชั่วยามตอนนี้ใกล้ค่ำเต็มทนแล้ว ที่ปลายสุดของถนนสายยาวร่างเงาของชายหนุ่มสามคนที่กำลังแบกห่อผ้าขนาดใหญ่กำลังเดินมา กู่หวงเดินนำอยู่หน้าสุดทุกย่างก้าวของเขาหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความยากลำบาก ลำดับถัดมาคือหยางเฉินเขามีสีหน้าแดงก่ำบ่งบอกว่าสัมภาระที่แบกมีน้ำหนักที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แต่ถึงจะหนักหน่วงจนแทบจะก้าวขาไม่ไหวแต่เขาก็ยังกัดฟันสู้และไม่ยอมหยุดเดิน มู่ปิงเฟิงตามมาเป็นลำดับสุดท้ายเขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง และทุกย่างก้าวเดินได้อย่างยากลำบาก ด้วยน้ำหนักที่แบกอยู่ก้าวเพียงหนึ่งก้าวก็มีความยากในระดับเข็นครกขึ้นภูเขาแล้ว
ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองดูสหายของเขาที่แบกวัตถุดิบมากมายมหาศาลมา เขาโบกมือแล้วตะโกนเรียกเล็กน้อย สหายทั้งสามเมื่อได้ยินเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยความดีใจ แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยปากตอบกลับไป ไป๋ชิงอวิ๋นก็เดินนำเข้าไปในสมาคมโอสถโดยไม่หันหลังกลับมามองพวกเขาอีก
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงมองหน้ากัน จากนั้นก็กัดฟันสืบท้าวก้าวขาไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด ทั้งสามคนหน้าดำคร่ำเคร่งไม่สนใจสายตาของคนที่มองมายังพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว พวกเขาตั้งสมาธิและรวบรวมพละกำลังทั้งหมดไล่ตามไป๋ชิงอวิ๋นเข้าไปในสมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยาง
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินนำพวกเขาไปยังห้องหมายเลขห้า กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงรีบเดินตามเข้าไปโดยไม่พูดไม่จา เมื่อเข้ามาในห้องทั้งสามคนก็ปลดห่อผ้าออกแล้วทิ้งตัวลงกับพื้น พวกเขานอนหอบหายใจอยู่พะงาบๆ สัมภาระที่แบกมาแต่ละอันมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม พวกเขาต้องแบกหอผ้าเหล่านี้ไปรอบเมืองเพื่อหาซื้อวัตถุดิบหลอมโอสถในรายการที่ไป๋ชิงอวิ๋นเขียนให้
แน่นอนว่าพวกเขาสามารถซื้อมาได้ทุกอย่าง แต่กว่าจะซื้อครบทุกชิ้นนั้นก็ถือว่ามีความยากลำบากอยู่มากเลยทีเดียว เพราะพวกเขาไม่กล้าฝากของที่ซื้อมาไว้กับใครเลยทำได้เพียงถือไว้กับตนเอง เมื่อซื้อเยอะมากเข้าน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อซื้อของครบแล้วต้องเดินมาที่สมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยางที่อยู่ห่างไกล ก็ทำให้พวกเขาทั้งสามคนเหนื่อยสายตัวแทบขาด
และที่ด้านนอกห้องหมายเลขห้ามีหลายคนที่กำลังมามุงดู ตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาพุ่งทะลุจนไปอยู่ในจุดสูงสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมเผือกของเหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายสั่นระริกจนแทบจะทนไม่ไหว พวกเขาจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างเอิกเกริก พวกเขาพูดกันอย่างสนุกปากโดยไม่สนใจว่าคนในห้องจะมีความรู้สึกอย่างไร
ด้านในห้อง
"ลำบากพวกเจ้าแล้ว" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวขึ้นขณะที่มองดูสหายของเขานอนหายใจพะงาบๆอยู่กับพื้น
"ไม่..ไม่เป็นไร...แค่นี้...เรื่องเล็กน้อย" กู่หวงกล่าวทั้งที่ยังหอบหายใจอยู่
"ของ....ของที่เจ้า...ไหว้วานให้ซื้อ....ข้า....ข้าซื้อมาหมดแล้ว...เจ้าลองเช็คดู" มู่ปิงเฟิงที่นอนหายใจจนแทบจะไม่ทันกล่าวขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่ห่อผ้าทั้งสามใบ
"หวังว่าคงไม่มีของตกหล่นนะ....ตอนนี้...ข้าไม่มีกำลังจะเดินกลับไปซื้อใหม่แล้ว" หยางเฉินที่นอนหอบหายใจอยู่กล่าวขึ้นอย่างหมดแรง
"ไม่ต้องเช็คอีกรอบหรอก ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าต้องซื้อของที่ข้าไหว้วานไป มาครบถ้วนแล้วอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นหลังจากนี้พวกเจ้าต้องตั้งใจฝึกฝนให้หนัก ในช่วงเจ็ดวันนี้ข้าไม่สามารถอยู่ฝึกฝนกับพวกเจ้าได้ เพราะฉะนั้นต้องฝึกฝนให้หนักห้ามขี้เกียจโดยเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่" น้ำเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นเต็มไปด้วยความเด็ดขาด
"เรื่องนี้เจ้าวางใจพวกข้าได้ พวกข้าจะตั้งใจฝึกฝนให้หนักและจะไม่ขี้เกียจเลยแม้แต่วันเดียว" กู่หวงพลิกตัวพยายามลุกขึ้นอย่างอ่อนล้า น้ำเสียงของเขาเริ่มเป็นปกติขึ้นหลังจากที่ได้พักหายใจ
"เจ้าวางใจเถอะพวกข้าไม่อู้แน่นอน" หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงกล่าวขึ้นพร้อมกันทั้งที่ร่างยังนอนอยู่
ไป๋ชิงอวิ๋นมองดูสหายของเขาแต่ละคนแล้วส่ายศีรษะไปมา "ข้าจะเริ่มหลอมโอสถแล้ว พวกเจ้าออกไปข้างนอกก่อนเถอะ"
สหายทั้งสามมองไป๋ชิงอวิ๋นเป็นตาเดียว พวกเขาไม่รู้จะกล่าวอย่างไรดี ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ ทั้งสามคนลุกขึ้นยืนด้วยความเหนื่อยล้า
"พวกข้าไปก่อนล่ะ ขอให้เจ้าหลอมโอสถได้สำเร็จ" ทั้งสามกล่าวขึ้นพร้อมๆกัน แล้วเดินจากไป
"ขอบใจพวกเจ้ามาก ช่วงนี้ก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ"
ปัง!
เสียงประตูปิดลง ไป๋ชิงอวิ๋นเดินเข้าไปพิจารณาดูห่อผ้าใบแรกในนั้นอัดแน่นไปด้วยหญ้าหมอกน้ำค้าง และน้ำหนักโดยรวมของมันอยู่ที่ประมาณเกือบห้าร้อยกิโลกรัม ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมกู่หวงถึงได้เหนื่อยเป็นหมาหอบแดดแบบนั้น ห่อผ้าใบต่อมาด้านในอัดแน่นไปด้วยหญ้าทะเลหมอกม่วงซึ่งมันมีน้ำหนักโดยประมาณเกือบเท่ากับห่อผ้าใบแรก
ไป๋ชิงอวิ๋นหันมาให้ความสนใจกับห่อผ้าใบที่สามซึ่งเป็นใบสุดท้าย เขาเปิดห่อผ้าออกด้านในมีแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดอยู่หลายสิบก้อน และยังมีไขกระดูกของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดอยู่ในขวดแก้วอีกหลายสิบขวด อีกทั้งยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดอัดแน่นอยู่ในนั้น
ไป๋ชิงอวิ๋นเริ่มคัดแยกวัตถุดิบที่จะใช้ในการหลอมโอสถรอบแรกออกมา ซึ่งในนั้นประกอบไปด้วยหญ้าหมอกน้ำค้าง หญ้าทะเลหมอกม่วง แก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิด และไขกระดูกของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิด อีกทั้งยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ไป๋ชิงอวิ๋นเก็บวัตถุดิบทั้งหมดที่เหลือเข้าไปในช่องเก็บของ เหลือไว้เพียงวัตถุดิบที่จะหลอมในรอบแรกเท่านั้น
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินเข้าไปพิจารณาดูเตาหลอมโอสถสามขา ซึ่งมีหัวมังกรยื่นออกมาด้านข้างสองหัว ตรงปากที่อ้าอยู่ของมังกรมีรูให้ปล่อยเปลวเพลิงเข้าไป ไป๋ชิงอวิ๋นสังเกตดูมันอย่างละเอียด และเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเขาก็ถอนหายใจออกมาแล้วเริ่มควบคุมสติอารมณ์ของตัวเอง จากนั้นก็เริ่มโคจรเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหลไปที่จิตวิญญาณของเขา
รูปธรรมจักรวาลถูกเก็บซ่อนเอาไว้ด้วยทักษะบดบังสวรรค์ แต่คลื่นของพลังจิตวิญญาณที่แผ่กระจายออกมาทำให้อากาศรอบด้านสั่นไหวไม่หยุด อักขระสวรรค์เปล่งประกายออกมาทั้งสามสี มีสีม่วงสีครามและสีน้ำเงิน ซึ่งอักขระสวรรค์ทั้งสามสีถูกกระตุ้นโดยเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหล
ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นมือขวาออกไปแล้วหงายมือขึ้นเพลิงอัสนีบาตสีม่วงก็ลุกโชนขึ้นกลางฝ่ามือของเขา ไป๋ชิงอวิ๋นเหงื่อเย็นไหลออกมาจากหน้าผากและกลางหลังขอองเขา เพียงกระตุ้นขึ้นมาแค่สีเดียวก็เผาผลาญพลังจิตวิญญาณของเขาไปมากขนาดนี้แล้ว ความรู้สึกอ่อนล้าเริ่มย่างกรายเข้ามา ไป๋ชิงอวิ๋นเพ่งสมาธิไปที่อักขระสวรรค์สีม่วงแค่สายเดียว ส่วนสีครามและสีน้ำเงินด้วยพลังของเขาในตอนนี้ยังไม่สามารถกระตุ้นมันพร้อมๆกันได้
เพลิงอัสนีบาตสีม่วงที่กำลังลุกโชนอยู่มีพลังและอานุภาพของทัณฑ์สวรรค์ชำระล้างอยู่ภายใน ทำให้บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งจนยากจะต้านทาน ไป๋ชิงอวิ๋นต้องใช้พลังสมาธิอย่างมากในการควบคุมเพลิงอัสนีบาตสีม่วงนี้ ในช่วงแรกที่ยังควบคุมพลังไม่ได้เพลิงอัสนีบาตสีม่วงดูดกลืนพลังของเขาไปยังบ้าคลั่ง แต่หลังจากเวลาผ่านไปหกชั่วยาม ในที่สุดไป๋ชิงอวิ๋นก็สามารถควบคุมเพลิงอัสนีบาตสีม่วงได้ในระดับหนึ่ง เขาสามารถทำให้มันมีความเสถียรขึ้นมาได้แล้ว
"เฮือก" ไป๋ชิงอวิ๋นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สีหน้าของเขาขาวซีดราวกับกระดาษ เขาเก็บเพลิงอัสนีบาตสีม่วงเข้าไปในร่างกาย และเลิกกระตุ้นอักขระสวรรค์สีม่วงก่อนเป็นการชั่วคราว กว่าจะควบคุมเพลิงอัสนีบาตสีม่วงให้ได้ในระดับเสถียรก็ใช้พลังกายและพลังใจไปไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นตอนนี้จำเป็นต้องพักร่างกายและจิตใจก่อน และต้องรีบฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณให้กลับคืนมาเหมือนเดิมเสียก่อน จากนั้นค่อยเริ่มหลอมโอสถ