แสงอรุณสีชมพูอ่อนแทรกผ่านหน้าต่างห้องพักของภาคินที่โรงแรมเก่าแก่ในย่านเมืองเก่าเชียงใหม่ เขานอนไม่หลับตั้งแต่ตีสาม หลังจากฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีกเกี่ยวกับใบหน้าของเจนนิเฟอร์ ริมฝีปากสีม่วงคล้ำ ดวงตาเบิกจ้องมองเขาด้วยความกลัวขวัญ
"ครับ ผมเข้าใจแล้ว" ภาคินพูดเข้าโทรศัพท์ด้วยเสียงเหนื่อยล้า "แล้วศพพบที่ไหนครับ?"
เสียงของร้อยตำรวจเอกวีระพงษ์ดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของสาย "ริมแม่น้ำปิง ใกล้กับวัดเก่าทางฝั่งตะวันออก ตรงเดียวกับที่เราพบศพคนแรก แต่ห่างออกไปประมาณสองกิโลเมตร"
ภาคินรู้สึกได้ถึงความหนักใจในน้ำเสียงของวีระพงษ์ นี่คือศพที่สามในรอบสามสัปดาห์ และทุกครั้งที่พบศพ รูปแบบการฆาตกรรมจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
"ให้ผมยี่สิบนาที" ภาคินกล่าว "อย่าให้ใครแตะต้องศพก่อนที่ผมจะถึง"
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่รีดแล้ว คาดเข้ากับกางเกงสีกากีที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แล้วหยิบกระเป๋าหนังใบเล็กที่บรรจุอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ กล้องถ่ายรูป ไฟฉาย ถุงมือยาง และสมุดบันทึกที่เขียนแน่นด้วยบันทึกเกี่ยวกับคดีนี้
ระหว่างทางไปยังที่เกิดเหตุ ภาคินนึกถึงศพทั้งสองที่พบก่อนหน้านี้
ศพแรก คุณสมชาย วงศ์ประเสริฐ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์วัย 58 ปี พบเมื่อสามสัปดาห์ก่อน ถูกฆ่าตายด้วยการบีบคอ ศพถูกวางในท่านอนหงายริมแม่น้ำปิง มือทั้งสองวางประสานกันบนหน้าอก เหมือนกำลังสวดมนต์ บริเวณรอบศพมีกลีบดอกดารารัตน์โรยราดเป็นวงกลม
ศพที่สอง คุณเจนนิเฟอร์ ชาว นักออกแบบกราฟิกอิสระวัย 34 ปี สัญชาติอเมริกัน-ไทย พบเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เช่นกัน ถูกฆ่าตายด้วยการบีบคอ แต่ครั้งนี้ศพถูกวางในท่านั่งสมาธิริมแม่น้ำปิงทางฝั่งตรงข้าม มือทั้งสองวางบนตัก ฝ่ามือหงายขึ้น นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือแตะกัน บริเวณรอบศพมีกลีบดอกบัวโรยราดเป็นวงกลม
ทั้งสองศพถูกพบในช่วงเช้าตรู่ โดยชาวบ้านที่ออกมาทำบุญตักบาตร และทั้งสองคนไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กัน ไม่รู้จักกัน ไม่เคยพบกัน ไม่มีศัตรูร่วมกัน
แต่สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาคือ...
รถของภาคินแล่นผ่านถนนริมแม่น้ำปิงที่ยังมีหมอกจางๆ ลอยอยู่ เขาเห็นแสงไฟกระพริบของรถตำรวจจอดอยู่ใกล้กับวัดเก่าแห่งหนึ่ง หลังคาทรงล้านนาโบราณปรากฏเป็นเงาสลัวในแสงอรุณ
"ดร.ภาคิน!" ร้อยตำรวจเอกวีระพงษ์โบกมือเรียก ใบหน้าเหี่ยวย่น ดวงตาคล้ำเป็นรอบ
ภาคินเดินเข้าไปหา ผ่านเส้นกั้นสีเหลืองที่ตำรวจดึงไว้ แล้วก็เห็นมัน
ศพของผู้หญิงคนหนึ่ง ประมาณ 40 ปี ผมยาวสีดำปล่อยยุ่งเหยิง สวมชุดนักบวชสีขาว นอนคว่ำหน้าลงบนพื้นดิน แขนทั้งสองเหยียดออกไปทางด้านหน้า ขาทั้งสองชิดติดกัน
"ชื่อคุณประไพศรี จันทร์แก้ว อายุ 42 ปี" วีระพงษ์อ่านจากสมุดบันทึก "เป็นครูสอนโยคะ พบโดยพระจำพรรษาของวัดนี้เมื่อเวลา 5.30 น."
ภาคินสวมถุงมือยาง เข่าลงข้างศพ ตรวจดูอย่างละเอียด
"อุณหภูมิศพยังไม่เย็นสนิท" เขาพูด "น่าจะตายไม่เกินสี่ชั่วโมง รอยรอบคอชัดเจน ถูกบีบคอจนตายแน่นอน"
บริเวณรอบศพมีกลีบดอกมะลิโรยราดเป็นวงกลม กลิ่นหอมหวานของดอกมะลิผสมกับกลิ่นเหม็นอับของแม่น้ำสร้างความรู้สึกประหลาด
"ท่าทางเหมือนการกราบ" วีระพงษ์สังเกต "แต่ทำไมต้องให้ศพกราบด้วยล่ะ?"
ภาคินถ่ายรูปศพจากหลายมุม จดบันทึกลงในสมุด วาดแผนผังบริเวณที่เกิดเหตุ
"ไม่ใช่การกราบธรรมดา" เขาพูด "นี่คือท่า Balasana หรือ Child's Pose ในโยคะ ท่าที่ใช้สำหรับการพักผ่อนและการยอมจำนน"
วีระพงษ์จดบันทึก "งั้นก็มีรูปแบบชัดเจนแล้วสิ ศพแรกท่าสวดมนต์ ศพสองท่าสมาดิ ศพสามท่ายอมจำนน นี่คือลำดับขั้นตอนทางจิตวิญญาณ"
"ไม่ใช่แค่นั้น" ภาคินชี้ไปที่กลีบดอกไม้ "ศพแรกใช้ดอกดารารัตน์ ดอกไม้ที่ใช้ในพิธีฌาปนกิจ สื่อถึงความตาย ศพสองใช้ดอกบัว สัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้ ศพสามใช้ดอกมะลิ ดอกไม้ที่ใช้ถวายพระ สื่อถึงความบริสุทธิ์"
ส่วนที่ 2: รหัสลับในพิธีกรรมภาคินและวีระพงษ์นั่งในรถตำรวจ ทบทวนหลักฐานทั้งหมด
"ทุกศพถูกพบริมแม่น้ำปิง" วีระพงษ์กล่าว "ระยะห่างประมาณสองกิโลเมตร เป็นเส้นตรงทิศตะวันออก"
ภาคินกางแผนที่เชียงใหม่บนโต๊ะ ทำเครื่องหมายจุดที่พบศพทั้งสาม
"ถ้าเราลากเส้นตรงจากจุดที่พบศพทั้งสาม..." เขาใช้ปากกาลากเส้น "มันจะชี้ไปที่..."
"ดอยสุเทพ!" วีระพงษ์อุทานเสียงดัง
"ถูกต้อง และถ้าดูจากท่าทางของศพ ลำดับดอกไม้ และจังหวะเวลา เราจะเห็นรูปแบบที่ชัดเจน"
ภาคินเปิดสมุดบันทึก เขียนสรุป:
ศพที่ 1 - สมชาย วงศ์ประเสริฐ
ท่า: นอนหงาย มือประสาน (สวดมนต์)ดอกไม้: ดารารัตน์ (ความตาย)พบ: วันจันทร์ เวลา 6.00 น.สถานที่: ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตกศพที่ 2 - เจนนิเฟอร์ ชาว
ท่า: นั่งสมาธิ มือวาง (ตรัสรู้)ดอกไม้: บัว (การรู้แจ้ง)พบ: วันจันทร์ เวลา 6.15 น.สถานที่: ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันออกศพที่ 3 - ประไพศรี จันทร์แก้ว
ท่า: คว่ำหน้า แขนเหยียด (ยอมจำนน)ดอกไม้: มะลิ (ความบริสุทธิ์)พบ: วันจันทร์ เวลา 5.30 น.สถานที่: ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันออก"ทุกศพพบในวันจันทร์" วีระพงษ์สังเกต "ช่วงเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น"
"และทั้งสามคนล้วนมีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรม" ภาคินเสริม "สมชายเป็นผู้อุปถัมภ์วัดใหญ่หลายแห่ง เจนนิเฟอร์ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทุกเดือน ส่วนประไพศรีสอนโยคะแนวจิตวิญญาณ"
"แต่พวกเขาไม่รู้จักกัน ไม่เคยพบกัน"
"ไม่ในโลกนี้" ภาคินพูดเบาๆ "แต่อาจจะในอีกมิติหนึ่ง"
วีระพงษ์จ้องมาด้วยความงุนงง "คุณหมายความว่าอย่างไร?"
ภาคินเปิดแล็ปท็อป ค้นหาข้อมูลที่เขารวบรวมไว้
"ผมได้สืบค้นประวัติของเหยื่อทั้งสามคน พบว่าพวกเขาล้วนเคยเข้าร่วมงานบุญใหญ่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพเมื่อสี่เดือนก่อน เป็นงานบุญครบรอบ 700 ปีของการสร้างพระธาตุ"
"แต่งานนั้นมีคนเข้าร่วมหลายพันคน จะเอาเป็นหลักฐานได้อย่างไร?"
"นั่นแหละ ผมเลยไปขอดูบันทึกการบริจาคจากวัด" ภาคินเปิดไฟล์รูปภาพ "ดูนี่สิ ทั้งสามคนบริจาคเงินในจำนวนเท่ากันพอดี 108,000 บาท"
"108..." วีระพงษ์พึมพำ "เป็นตัวเลขมงคลในพุทธศาสนา จำนวนเม็ดลูกประคำ"
"และที่สำคัญกว่านั้น" ภาคินเลื่อนดูรูปอื่น "ทั้งสามคนเข้าร่วมพิธีเดินเวียนพระธาตุ 108 รอบในคืนวันเพ็ญเดือนยี่เป็ง ซึ่งในปีนั้นตรงกับวันที่ 27 พฤศจิกายน"
"นั่นมันเมื่อสี่เดือนก่อนพอดี!"
ภาคินพยักหน้า "และหนึ่งสัปดาห์หลังจากพิธีนั้น มีพระรูปหนึ่งที่วัดดอยสุเทพถูกพบนอนสลบอยู่ในกุฏิ เมื่อฟื้นขึ้นมาก็เกิดอาการประหลาด พูดจาพล่าม อ้างว่าได้เห็นนิมิตร เห็นภาพอนาคต เห็นมิติอื่น"
"แล้วพระรูปนั้นเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้?"
"หายตัวไป" ภาคินปิดแล็ปท็อป "หายไปเมื่อสองเดือนก่อน ไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่ไหน"
ส่วนที่ 3: คำพยากรณ์ที่ซ่อนอยู่เวลา 10.00 น. ภาคินและวีระพงษ์ไปที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ รถขับขึ้นเขาด้วยความระมัดระวัง ผ่านทางโค้งอันอันตรายหลายจุด
"ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องมาสืบสวนคดีที่วัด" วีระพงษ์พูดพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง "โดยเฉพาะวัดศักดิ์สิทธิ์แบบนี้"
"บางทีความศักดิ์สิทธิ์อาจเป็นส่วนหนึ่งของคดีนี้ก็ได้" ภาคินตอบ
พวกเขาจอดรถที่ลานจอดรถของวัด เดินขึ้นบันไดนาคเข้าสู่บริเวณพระธาตุ กลิ่นธูปและดอกไม้หอมโชยมา เสียงระฆังดังเป็นระยะ
พระอาจารย์สุเมธ เจ้าอาวาสของวัด ต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน พระองค์อายุประมาณ 65 ปี ผิวคล้ำ ดวงตาใส มีรัศมีแห่งสันติ
"สาธุ ท่านผู้มีบุญทั้งสอง" พระอาจารย์ไหว้ทักทาย "ได้ข่าวว่าท่านต้องการสอบถามเรื่องพิธีบุญเมื่อสี่เดือนก่อน"
"เรียนพระอาจารย์" ภาคินไหว้ตอบ "ผมต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เข้าร่วมพิธีเวียนเทียน โดยเฉพาะผู้ที่เวียนครบ 108 รอบ"
พระอาจารย์พยักหน้าช้าๆ "มีผู้เข้าร่วมมากมายนับพันในคืนนั้น แต่ที่เวียนครบ 108 รอบมีเพียงแปดคน ซึ่งตรงกับตัวเลขมงคล 8 ทิศ"
"ทราบว่าในจำนวนแปดคนนั้น มีผู้เสียชีวิตไปแล้วสามคนใช่ไหมครับ?"
พระอาจารย์นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "อานิสงส์ของการทำบุญเป็นเรื่องลึกซึ้ง บางครั้งกรรมเก่าที่สะสมมาก็ต้องชำระให้หมดไป"
"พระอาจารย์หมายความว่าอย่างไร?"
"ในคืนนั้น พระครูสุวัฒน์ ลูกศิษย์ของข้าพเจ้า ได้เห็นนิมิต เห็นภาพของผู้ที่เวียนเทียน 108 รอบ พระองค์บอกว่า เห็นเงาดำตามหลังผู้คน มีทั้งหมดห้าเงา"
ภาคินและวีระพงษ์สบตากัน
"ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเพียงอาการเพ้อคลั่นจากการบำเพ็ญเพียรมากเกินไป" พระอาจารย์พูดต่อ "แต่พอเริ่มมีผู้เสียชีวิต ข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกกังวล"
"พระครูสุวัฒน์อยู่ที่ไหนตอนนี้ครับ?"
"ไม่ทราบ พระองค์ลาสิกขาไปเมื่อสองเดือนก่อน ไม่ได้บอกว่าจะไปไหน แต่ฝากจดหมายจดหมายหนึ่งไว้ให้"
พระอาจารย์หยิบซองจดหมายเก่าๆ ออกมาจากตู้ ส่งให้ภาคิน
ภาคินเปิดซองด้วยความระมัดระวัง ภายในมีกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนด้วยลายมือสั่น:
"เมื่อวงจรครบรอบ ผู้มีเงาจะต้องละวาง
สามได้ผ่านพ้น สองกำลังเผชิญหน้า
คนสุดท้ายคือผู้เริ่มต้น
ที่ดอยสูง เหนือเมฆ จะมีคำตอบ
ก่อนพระจันทร์เพ็ญครั้งหน้า ทุกอย่างจะสิ้นสุด"
"นี่มันคำพยากรณ์!" วีระพงษ์อุทาน
ภาคินอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก "'สามได้ผ่านพ้น' คือเหยื่อสามรายที่เสียชีวิตไปแล้ว 'สองกำลังเผชิญหน้า' คือยังมีอีกสองคนที่กำลังตกอยู่ในอันตราย"
"แล้ว 'คนสุดท้ายคือผู้เริ่มต้น' ล่ะ?" วีระพงษ์ถาม
"อาจจะหมายถึงฆาตกร" ภาคินพูด "คนที่เริ่มต้นวงจรนี้ อาจจะเป็นคนสุดท้ายที่ต้อง 'ผ่านพ้น' ด้วยเช่นกัน"
"เรียนพระอาจารย์" ภาคินหันไปถามพระ "ในจำนวนแปดคนที่เวียนเทียน 108 รอบ นอกจากสามคนที่เสียชีวิตแล้ว อีกห้าคนคือใครบ้างครับ?"
พระอาจารย์ดึงสมุดบันทึกออกมา พลิกหาหน้าที่ต้องการ
"มี คุณอนันต์ มณีรัตน์ นักธุรกิจส่งออก, คุณสาวิตรี บุญมี อาจารย์สอนศิลปะ, พระครูสุวัฒน์ พระสงฆ์ผู้ลาสิกขา, คุณไพโรจน์ ศรีสุข วิศวกร และ..."
พระอาจารย์หยุดพูด มองภาคินด้วยสายตาประหลาด
"และคุณภาคิน ศรีวราห์ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มาพักผ่อนช่วงปิดเทอม"
ภาคินรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน เลือดในร่างกายเย็นยะเยือก
"ผม... ผมเวียนเทียน 108 รอบในคืนนั้นด้วยหรือ?"
ส่วนที่ 4: ความจริงที่สับสนภาคินนั่งอยู่บนม้านั่งในบริเวณวัด ใบหน้าซีดเผือด มือสั่นเทา
"ผมจำไม่ได้เลย" เขาพูดเบาๆ "ผมจำได้แค่ว่าผมมาเที่ยวเชียงใหม่เมื่อสี่เดือนก่อน มาคนเดียว ต้องการหาที่พักผ่อนหลังจากทำงานหนัก แต่ผมจำไม่ได้ว่าได้มาวัดนี้ ได้เข้าร่วมพิธี ได้เวียนเทียน"
วีระพงษ์นั่งข้างๆ พยายามปลอบ "บางทีคุณอาจจะลืมไปก็ได้ เรื่องธรรมดา"
"ไม่ธรรมดาหรอก" ภาคินส่ายหัว "การเวียนเทียน 108 รอบต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เป็นไปไม่ได้ที่จะลืมเหตุการณ์สำคัญแบบนั้น เว้นแต่..."
"เว้นแต่อะไร?"
"เว้นแต่มีคนลบความทรงจำของผมออกไป หรือผมเองที่เลือกลืมมัน"
ภาคินลุกขึ้นเดินไปเดินมา พยายามคิดให้ออก
"ถ้าผมเป็นหนึ่งในแปดคน และตอนนี้มีผู้เสียชีวิตไปสามคนแล้ว นั่นหมายความว่าผมก็อยู่ในรายชื่อเป้าหมายของฆาตกรด้วย"
"หรือ..." วีระพงษ์พูดด้วยเสียงลังเล "คุณอาจจะเป็นฆาตกรเอง"
ภาคินจ้องมาด้วยความตกใจ "คุณคิดว่าผมฆ่าคนเหรอ?"
"ไม่ใช่ ผมแค่พูดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด" วีระพงษ์ยกมือขึ้น "คุณรู้ไหมว่าคุณอยู่ที่ไหนในคืนที่มีการฆาตกรรมทั้งสามครั้ง?"
ภาคินพยายามนึกย้อนหลัง
"คืนที่มีการฆาตกรรมครั้งแรก ผมอยู่ในกรุงเทพฯ กำลังสอนที่มหาวิทยาลัย มีพยานได้มากมาย"
"แล้วครั้งที่สอง?"
"ครั้งที่สอง... ผมเพิ่งมาถึงเชียงใหม่ พักที่โรงแรมเก่าแห่งนี้ แต่คืนนั้นผม... ผมจำไม่ได้"
"จำไม่ได้หรือไม่อยากจำ?"
ภาคินรู้สึกหงุดหงิด "ผมบอกแล้วว่าจำไม่ได้! ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นบนเตียงในห้องพัก ร่างกายเมื่อยล้า เหมือนได้เดินทางไกลมาก แต่ผมนึกไม่ออกว่าไปไหนมา"
"แล้วครั้งที่สาม? เมื่อคืนนี้?"
ภาคินนิ่งไป ความทรงจำเมื่อคืนมันพร่ามัว เขาจำได้แค่ว่านอนบนเตียง อ่านหนังสือ แล้วก็หลับไป แต่ระหว่างนั้น...
มีช่วงเวลาหนึ่งที่เขาตื่นขึ้นมา หรืออาจจะไม่ใช่การตื่น แต่เป็นความฝัน เขาเดินอยู่ริมแม่น้ำปิง ท้องฟ้ามืดมิด มีเงาตัวหนึ่งเดินนำหน้าเขาไป แล้วก็...
"ผมไม่ได้ฆ่าใคร" ภาคินพูดด้วยเสียงสั่น "ผมรู้ว่าผมไม่ได้ทำ"
วีระพงษ์พยักหน้า "ผมเชื่อคุณ แต่เราต้องการหลักฐาน ต้องการคำตอบ"
ภาคินหันไปมองพระธาตุองค์ใหญ่ที่ส่องประกายในแสงแดด ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้
"'ที่ดอยสูง เหนือเมฆ จะมีคำตอบ'" เขาอ่านจากจดหมายพยากรณ์ "นี่คือดอยสุเทพ ที่สูงเหนือเมฆ แต่คำตอบคืออะไร?"
"อาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในวัดนี้" วีระพงษ์พูด "เราควรค้นหา"
พวกเขาใช้เวลาสองชั่วโมงค้นหาทั่วบริเวณวัด ถามพระสงฆ์และคนงาน ตรวจดูมุมต่างๆ จนกระทั่ง...
"ดร.ภาคิน มานี่สิ!" วีระพงษ์ตะโกนจากด้านหลังโบสถ์
ภาคินรีบวิ่งไป พบว่าวีระพงษ์ยืนอยู่หน้าประตูเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ถุนโบสถ์
"นี่คือห้องเก็บของเก่า" วีระพงษ์พูด "แต่ดูเหมือนมีคนเข้ามาเมื่อไม่นานนี้ ฝุ่นบนพื้นถูกกวาด"
พวกเขาเปิดประตูเข้าไป ข้างในมืดสนิท กลิ่นอับชื้นโชยมา ภาคินเปิดไฟฉายส่องดู
ห้องเล็กๆ มีหนังสือเก่าและสิ่งของต่างๆ กองเรียงรายอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้ภาคินสะดุ้งคือ...
ผนังด้านหนึ่งมีภาพวาดขนาดใหญ่ เขียนด้วยสีแดงคล้ายเลือด เป็นแผนภูมิรูปวงกลมแบ่งเป็นแปดส่วน ในแต่ละส่วนมีชื่อของคนแปดคนที่เวียนเทียน 108 รอบ
สามชื่อถูกขีดฆ่าด้วยสีดำ - สมชาย, เจนนิเฟอร์, ประไพศรี
ชื่อที่เหลืออีกห้าชื่อคือ - อนันต์, สาวิตรี, สุวัฒน์, ไพโรจน์ และภาคิน
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ...
ชื่อของภาคินถูกวงกลมด้วยสีแดงสด และมีคำเขียนด้านล่างว่า
"ผู้สุดท้าย - ผู้เริ่มต้น - ผู้ที่ต้องจำ"
"นี่มันอะไรกัน?" ภาคินพูดด้วยเสียงสั่น
วีระพงษ์ถ่ายรูปผนังอย่างรวดเร็ว "ดูเหมือนฆาตกรจะพยายามบอกอะไรเรา หรือบอกคุณโดยเฉพาะ"
ภาคินเดินเข้าไปใกล้ผนังมากขึ้น มีข้อความเล็กๆ เขียนไว้ที่มุมล่างขวา
"ทุกคนต้องจำ จำให้ได้ว่าทำอะไรไปในคืนนั้น
การลืมคือการหนี แต่หนีไม่พ้น
กรรมเก่าต้องชำระ ด้วยชีวิตหรือด้วยความตาย
ก่อนพระจันทร์เพ็ญ ทุกคนจะต้องเลือก"
ภาคินรู้สึกว่าหัวมือต่อจากอ่านข้อความนั้น อะไรบางอย่างในจิตใต้สำนึกของเขากำลังพยายามผุดขึ้นมา ความทรงจำที่ถูกฝังไว้ลึกๆ
"พระจันทร์เพ็ญครั้งหน้า..." วีระพงษ์เปิดปฏิทินในมือถือ "คือสามวันข้างหน้า วันที่ 2 เมษายน"
"สามวัน" ภาคินพึมพำ "เราเหลือเวลาแค่สามวัน"
ทันใดนั้น เสียงก้องดังขึ้นจากข้างนอก เป็นเสียงระฆังวัดดังครั้งยาว สามครั้งติดต่อกัน
พระอาจารย์สุเมธวิ่งมา ใบหน้าซีดเผือด
"เพิ่งได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาล คุณอนันต์ มณีรัตน์ หนึ่งในผู้ที่เวียนเทียน 108 รอบ เพิ่งถูกนำส่งห้องฉุกเฉิน อาการโคม่า"
"เกิดอะไรขึ้น?" ภาคินถาม
"พบเขานอนอยู่ในรถที่จอดริมแม่น้ำปิง มีกลิ่นยาพิษ และบริเวณรอบรถ..." พระอาจารย์หยุดพูด กลืนน้ำลาย "มีกลีบดอกราชพฤกษ์โรยราดเป็นวงกลม"
ภาคินและวีระพงษ์สบตากัน
ศพที่สี่กำลังจะเกิดขึ้น
และภาคินรู้ลึกๆ ว่าเขาไม่ใช่แค่ผู้สืบสวนในคดีนี้เท่านั้น
เขาคือส่วนหนึ่งของปริศนานี้
ส่วนหนึ่งที่เขาเองยังไม่เข้าใจ
จบตอนที่ 33
คำถามสำหรับตอนต่อไป:
ภาคินทำอะไรไปในคืนที่เวียนเทียน 108 รอบ?ทำไมเขาถึงลืมความทรงจำนั้น?ฆาตกรคือใครและมีเป้าหมายอะไร?ศพที่สี่จะรอดหรือไม่?"ผู้สุดท้าย - ผู้เริ่มต้น" หมายความว่าอย่างไร?