เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 61 ต้นทุน ลงแรง

         ล้วนผ่านวิกฤตกันมาได้ เพราะคิดถึงส่วนรวม


    อันแสดงให้เห็นว่าความพยายามตรงนี้ได้ผล


    ขนาดผีแม่ม่ายยังพลาด มองไม่ขาดในสารพัดวิธีเอาตัวรอด ของทุกคนที่งัดมาใช้ยามคับขัน


    ต่างไม่ลืมนึกขอบคุณผ้าถุง ผืนผ้าซิ่นช่วยชีวิตได้


    ขบวนเกวียนรอมแรมเดินทางต่อไป เพื่อหาทำเลเหมาะแก่การสร้างบ้าน แปลงเมือง


    ทุกสิ่งต้องมีต้นทุน ลงแรง แสวงหาถึงจะได้มา


    เฉกเช่นบักลายสือ กว่าจะถูกยอมรับได้ฉายานามท้าวฟ้าฟื้น


    มันเริ่มจากคนธรรมดารับจ้างขนเกลือแลกกับวัว เพื่อให้แม่สุขสบาย


    กระทั่งเข้ามาพัวพันกันคดีเหล่าเด็กชายหายตัวหรือตายอย่างลึกลับ


    จุดพลิกผันกับการคืนสู่สถานะชาติกำเนิดแท้จริง


    เส้นทางพิสูจน์ตัวตน จนได้ความเชื่อมั่นในฐานะผู้นำ 


    จึงต้องนำพาขบวนเกวียนไปให้ถึงฝัน ซึ่งมันรับหน้าที่


    วาทะ ‘พ่อฆ่าลูก ลูกฆ่าพ่อ’ คำทำนายลวงก่อโศกนาฏกรรม


    ถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝั่งไม่ประสงค์ดีต่อบัลลังก์


    แต่พอมาคิดดู ช่างแฝงคติในประโยคนั้นเหลือเกิน


    ถ้าไม่มีคำสั่งฆ่ามวลเด็กชาย จากองค์เลอสรวงบุคคลผู้บิดา


    ตัวมันก็ยังคงเป็นแค่บักลายสือ มีมารดาคำปงที่ปกปิดอดีต 


    ใช้ชีวิตแบบชาวบ้านทั่วไปตามอัตภาพ เพื่อพ้นจากวิถีหนีตาย


    จะปีนป่ายขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้ คงต้องยกความดีจากวลี ‘พ่อฆ่าลูก’


    ส่วนคำ ’ลูกฆ่าพ่อ’ มันไม่ได้ก่อทำร้ายบุพการีโดยตรง


    หากหักล้างระบบเก่าเทวาธิราช ที่ใช้ปกครองอาณาจักร


    กล้าเอาระบอบประชาธิปไตย มาพัฒนาบุคลากรของแผ่นดิน


    ให้มีสิทธิ์มีเสียง ปลดแอกจากไพร่แลกกับความเป็นไท


    เปรียบเสมือนล้มนโยบาย ที่สืบทอดมายาวนาน 


    บริบทกฎเกณฑ์ ซึ่งบิดายึดหลักบริหารบ้านเมือง


    นับจากนี้มีแบบแผนใหม่ ปรับเปลี่ยนให้เหมาะต่อการขับเคลื่อนสังคม


    ...เล่าขานการมาของผู้มีบุญ กลุ่มกบฏที่อาณาจักรศรีจนาศะไม่สามารถปราบได้


    ทั้งยังจะขยับขยายหาแนวร่วมตามรายทาง มวลประสงค์เข้าเป็นสมัครพรรคพวก


    คณะท้าวฟ้าฟื้นจึงมีผู้คนเข้ามาสมทบ เกินคณาถึงคราวต้องลงหลักปักฐาน


    ขนกันมาดูบ่อต้มเกลือ ผืนนาที่ปลูกข้าวไม่ได้ จากคำชาวบ้านแถวนั้นพูดกันปากต่อปาก


    อุปสรรคซึ่งไม่มีใครอยู่ทนนาน เพราะดินเค็มเกินพืชพันธุ์จะเจริญเติบโต


    ส่วนใหญ่มักอพยพย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบสถานที่ถูกใจ


         “ม่องนี่หละ สิพาเฮาเจริญ”


    และแล้วปรากฏการณ์ก็เกิด แหวนวิเศษบอกลาง


    อีกอย่างวงที่แขวนห้อยคอ เปล่งแสงฉายรัศมีเรืองรองพร้อมกัน


    เสริมวิสัยในการตัดสินใจเลือกแหล่งตั้งชุมชน


    องค์ประกอบลักษณะกว้าง แผ่นดินเป็นรูปวงรี โอบโค้งเข้ามาจรดกัน


    สำรวจสภาพแวดล้อม เส้นสายน้ำพาดผ่าน ถูกต้องตามหลักภูมิศาสตร์


         “คั่นท้าวฟ้าฟื้นว่าดี อากะบ่ขัด”


    ท้าวเทศมองมุมท้าทายในตัวลายสือ คงไม่ยากเกินกำลัง


    สนับสนุนเห็นพ้องต้องตาม ด้วยความมั่นใจในพิจารณา


    เรื่องปัญหาไม่ได้มาจากสภาพแวดล้อม ตรงข้ามเป็นคนถิ่นท้องที่


    ฝังรกรากอยู่กันมาตั้งแต่รุ่นเก่าก่อน อาศัยตามมีตามเกิด


    นิสัยไม่ชอบปฏิสัมพันธ์ แยกตัวชนิดต่างอยู่ใครอยู่มัน


    ประเด็นข้อนี้ ท้าวฟ้าฟื้นควรหาวิธีชวนเข้าเป็นพวกให้ได้


         “เฮาสิต้มเกลือขาย แม่นบ่”


    บักหมกรู้สึกตื่นเต้น นึกภาพสิ่งประดิษฐ์อยู่ในหัว 


    เครื่องมือทุ่นแรงสำหรับกิจการ งานถนัดของมัน


         “แม่น กูสิเป็นพ่อค้าเอง”


    บุกตุ้ยตั้งตัวขอสัมปทาน เนื่องสมองมีลู่ทางค้าขาย


         “ฮ่วมไทบ้าน ให้มันได้ก่อนเถินสู”


    คำท้วงของบักสิมชวนน่าคิด กับสิ่งตระหนักลำดับแรก


    บักแปเอ่ยขึ้นเชิญโอ้อวด ท่าทางมันยังยิ้มได้


         “สิยากหยัง มีท้าวฟ้าฟื้น พาเฮ็ดพาสร้างอยู่แล้ว”


    สำหรับบักแปเเลเห็นอนาคตสดใส ไร้สิ่งใดขัดข้อง


    วีรกรรมผ่านกันมาโชกโชน ถือเป็นบทเรียนทางลัด 


    อาศัยประสบการณ์ นำมาแก้ไขความบกพร่อง


         “อย่าว่าจังซั่นแมะแป โตข่อยกะหวังเพิงพาหมู่เจ่าคึกัน”


    บักลายสือรีบทัก ทุกคนล้วนสำคัญต่อการปฏิรูป


         “เว้าใหม่ดู๊หละท้าวท่าน ข่อยจดบ่ทัน”


    ด้านบักโมดเขียนประวัติลงในแผ่นชนวน กระดานที่พกติดตัวตลอด


    เอ่ยขอให้พูดซ้ำในท่อนกินใจ ภายในวงสหาย


         “บ่มีพวกเฮา กะบ่มีข่อยฮอดมื้อนี่”


    ประโยคที่ท้าวฟ้าฟื้นพูด อันเห็นคุณค่าของเพื่อนคือพลังหนุน


    น้ำตาพาลจะไหล เมื่อได้ฟังบักสวกกลั้นไม่อยู่


         “ฮรึก ฮือ ๆ กูอดบ่ได่อีหลี”


    มันปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย ต่อหน้าทุกคน


    บักสวกนำร่องก่อน ตามด้วยบักเผือกไม่เว้นบักกืก กอดคอกันร้องไห้


    แตกต่างจากใครคือบักเถิก มันหลุดขำกับสารรูปบักสวก


    สภาพดูไม่ได้ยามปาดน้ำตา ทั้งฟันหน้าแถวที่ยื่นออกมาเวลาสะอื้น


    เหมือนกับลำบากสกัดกั้นอารมณ์ ไม่รู้จะเศร้าหรือดีใจ


         “ให้กูหัวแหน่เกาะ”


    ท่ามกลางแต่ละคนพลอยร้องไห้ แต่กลายเป็นเรื่องสนุก ขบขันขึ้นมาทันใด


         “เซาไห้สาบักสวก ฮ่า ๆ กูบ่ไหวแล้วมึง”


    บักหมกหัวเราะท้องแข็ง เพราะบักสวกไม่ต่างอะไรกับตัวตลก


         “ฮ่ะ ๆ ๆ โอ๊ยน้อสู”


    แรกสงวนท่าที พอท้าวเทศเห็นสีหน้าของบักสวก


    ที่มองอย่างไรก็เหมือนคนเบ่งขี้ เลยไม่เหลือภาพลักษณ์ผู้ใหญ่


    ตะวันรอนก่อนจะกลับ พากันได้เกลือติดมือมาฝากคนในขบวนเกวียนครบถ้วน


    ...กล่าวถึงฝ่ายนั่งคุมอาณาจักร ยุคพระนางจามรเทวีสตรีผู้สำเร็จราชการ


    ทรงอิทธิพลเหนือกฎหมาย เก็บภาษีได้ก็นำไปส่งต้นสังกัดนครเพชบุระ


    ภารกิจซึ่งทำให้ถูกโจมตีจากข้าราชบริพาร 


    เงินตราในท้องพระคลัง มีอย่างจำกัด โดยหมดไปกับการใช้จ่าย 


    มวลไม่คุ้มค่าได้กลับมา ทดแทนจำนวนร่อยหรอไม่พอเพียง


    ยิ่งก้อนสุดท้ายนำมาใช้กับการยกกำลังทหาร 


    เพื่อกำราบกลุ่มเมือง ที่ส่อแววกระด้างกระเดื่อง


         “ฮอดยามส่งส่วยแล้วเด้อ พ่ะย่ะค่ะ”


    คำจากท้าวอุดมคนของบิดา ซึ่งถูกวางตัวไว้ให้คอยสอดส่อง


    เมื่อถึงเวลานั้น จึงเอ่ยย้ำกับพระนางจามรเทวี


         “เออ ๆ ฮู้แล้วน๊า!”


    อาการหงุดหงิดก่อให้ขึ้นเสียงใส่ท้าวอุดม ญาติผู้พี่ของพระนาง


    เหล่าข้าราชบริพาร ต่างก็พูดอะไรมากไม่ได้ ก้มหัวรับความกดดัน


    ดีขึ้นในเรื่องได้อริยะมาเป็นตัวเชิดหน้าชูตา แต่ติดตรงหาทรัพย์สินส่งบิดาไม่ทัน


    จามรเทวีจึงมีข้อเสนอ อันเจรจาขนมอบไพร่พลไปเป็นทาสทดแทน


    ไม่มีสิ่งใดจะดีเท่า ท้าวอุดมรีบรับเงื่อนไขข้อนี้ 


    เพราะทางเพชบุระ กำลังขาดแคลนผู้คนอยู่เหมือนกัน


    มีแต่เจ้าพระยารณชัย นั่งทำใจเก็บความอดสูไว้ในอก


    พอตัวเองเป็นใหญ่ กลับต้องอยู่ในโอวาทของพ่อตา ดุจเป็นเมืองขึ้น


         “เอาซัมนี่สา มื้อหนิ”


    ลุกจากตั้งแท่นบัลลังก์ ก้าวเดินหนีออกมาท่าทางเงียบ ๆ


    เช่นทุกครั้ง จามรเทวีต้องตามหว่านล้อม ยกความรักที่มีต่อกันนำมาพูด


    ...อริยะขณะถูกใช้เป็นตัวเรียกคะแนนศรัทธา โดยมีมังคลาประกบข้าง


    จากต้องอยู่แบบหลบซ่อน ไม่เหมือนแต่ก่อน


    เด็กน้อยชักติดใจ ในความมีบทบาทที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้เป็น


    มีคนแบกเสลี่ยง หามตามถนนรายทางมีประชาชนนั่งหมอบกราบ กล่าวสรรเสริญ


    ร่มฉัตรกางป้องกันแดด ผ้าคาดปกปิดอัตลักษณ์ เลยทำให้มีตัวตนขึ้นมา


    เคยไม่ชอบมนุษย์ ผู้คนซึ่งโดนสั่งสอนให้เกลียดชัง อคติที่มังคลาอบรม


    ประการหากวันใด ความลับเรื่องเผ่าพันธ์กึ่งอสูรเปิดเผย


    ย่อมจะถูกประจานขับไล่ให้พ้นสังคม สิ่งทำได้คือหลีกให้ไกลสายตาจับผิด


    วิถีเลี้ยงดูจึงอาศัยถ้ำอยู่ท่ามกลางป่า เขา มีแค่วิญญาณกุมารทองผีบักโผนเป็นพี่เลี้ยง


    ช่วงเรียนรู้ตามสัญชาตญาณ อริยะแอบออกหากินสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่


    พอมาอยู่ในขอบเขตวังหลวง พื้นฐานสันดานดิบต้องกลบให้มิด


    ทั้งข่มกิริยา พฤติกรรมอันไม่ควรแสดงออกมา


    ไม่ว่าจะเป็นการสะกดจ้องมองตาผู้ใด แล้วนึกอยากดูดเลือดจากคอ


    หากเกิดหมดความอดทน จนมีคนตายคงก่อให้ไม่เป็นผลดีเท่าไหร่


    เพื่อแลกกับความสนใจ ยืนในแวดวงความนิยมชมชอบ


    จำเป็นต้องพยายามควบคุมตัวเอง ไม่ให้เผลอด้านน่ากลัว


    ความรู้สึกทั้งสองขั้วเลยต่อสู้กัน ทำให้อริยะคับข้องในชาติกำเนิด


    ถึงจะเป็นเด็กก็ตาม มักมีคำถามในหัวตลอด ใครกันแน่พ่อ แม่ ที่แท้จริง


    ความคิดของมัน เหมือนโยนกันไปกันมา จะพ่อมากหรือว่าองค์อดีตราชา 


    ซึ่งจามรเทวีพูดย้อนความหลังให้ฟัง ตอนนั่งบนเสลี่ยงด้วยกัน บอกว่ามันคือโอรส


    ยศฐาเป็นถึงรัชทายาท และพอพระนางคลอดมันออกมาก็ถูกมังคลาลักพาตัว


    ปมแห่งความสับสน ที่อริยะค้นหาคำตอบไม่ได้


    เพราะไม่เคยสัมผัสถึงความอบอุ่นจากมารดา 


    สังเกตทุกครั้ง จามรเทวีมองมันยังกับว่าเป็นตัวประหลาด


         “เฮ็ดหยังอยู่ น้องหล่า ป่ะ ๆ ดีดลูกแก้วม่วนนำกัน”


    มีแต่ผีบักโผนที่อริยะคุ้นเคย กลางวันแสก ๆ กุมารทองออกมาป้วนเปี้ยน


    ชวนกันเล่นตามประสาซุกซน ภายในตำหนักดั่งถูกกักบริเวณ


    ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเพ่นพ่าน มวลบ่าว ไพร่ ส่วนใหญ่ มังคลาเอามาจากคุ้มเรือนของตน


    ประการข้อตกลงทำไว้ เพื่อความสบายใจและให้อิสระในอาณาเขต


    ทั้งตำแหน่งราชเขยหลวง โดยจามรเทวียกธิดาให้แต่งงานด้วย


    องค์หญิงจารนียินยอมกระทำ เพื่อตอบแทนบุญคุณค่าน้ำนม


    หลักประกันพอทำให้มังคลา รู้สึกว่าเสมอชั้นฐานะเชื้อพระวงศ์.


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     



     


         



     


     


         


     


     


     


     


     


     


         



     



     



     



     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     



     



     


     


     





     

    คล้ายกับเรื่องเชียงยืนฟื้นฮัก ที่คุณอ่าน