บทที่ 44 ตำรวจอาชญากรรมเสิ่นเซียว
อินเสินรู้สึกว่าเหลวไหลจึงไม่คิดจะสนใจ เขายิ้มเยาะก่อนจะพูดสั้น ๆ ทว่าได้ใจความ
“ไสหัวไปซะ”
พูดจบก็ไม่สนใจพวกนอกรถที่มีสีหน้าไม่น่ามอง และบอกกับคนขับรถ
“ไป”
คนขับรถ “ประธานอินครับ ยังมีคนขวางอยู่หน้ารถ...”
พูดยังไม่ทันจบก็ถูกน้ำเสียงเย็นชาของอินเสินขัดจังหวะ “ชนเลย”
คนขับรถไม่กล้าขัดคำสั่งจึงกลั้นใจเหยียบคันเร่ง! เป็นไปอย่างที่คาด พวกคนที่ยืนขวางหน้ารถต่างพากันกระโดดหลบ
เสียงตะโกนดังขึ้นจากนอกรถ “ประธานอิน! คุณจะไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร ขอแค่คุณบอกมาก็พอว่าใครเป็นคนทำการสาปแช่ง...”
แน่นอนว่าหากต้องการแก้คำสาป การตามหาคนที่สาปย่อมดีที่สุด พวกเขาใจร้อนเกินไป เดิมทีตระกูลโจวพึ่งพิงโจวเต๋อคนเดียว แต่ตอนนี้ร่างกายโจวเต๋อไม่สามารถขยับได้ พูดไม่ได้ทั้งยังฝันร้ายทุกคืนอีก
ทุกคนในตระกูลโจวมักจะถูกเสียงโวยวายปลุกขึ้นมากลางดึกด้วยสีหน้าซีดเผือด ใบหน้าตื่นกลัวบอกว่ามีเด็กหญิงตัวน้อยมากมายมาหาเขา และธุรกิจของตระกูลโจวก็กำลังตกต่ำลงเช่นกัน
ไม่ต้องพูดถึงหลายโครงการที่ถูกอินเสินกดขี่ ที่แต่เดิมราบรื่นเป็นอย่างมากก็พากันเกิดเรื่อง ถ้าไม่เกิดปัญหาเรื่องภาษีก็เกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัย
พวกเขาจะต้องกำจัดเคราะห์ร้ายพวกนั้นให้หมด
อินเสินมองคนกลุ่มนั้นผ่านกระจกหลัง ก่อนจะเก็บสายตากลับมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก มีแค่พวกไร้ค่าเท่านั้นที่ยึดติดกับเรื่องลี้ลับและวิญญาณ
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดรอยยิ้มของซิงซิงจึงปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา
“ขับเร็วหน่อย” เขาลูบที่มือด้วยความรีบร้อนอย่างหาได้ยาก
น้ำเสียงราบเรียบแต่คนขับรถที่ได้ยินกลับรู้สึกเย็นหลังวาบ เท้าเหยียบคันเร่งและขับไปด้วยความเร็วที่ไม่เคยขับมาก่อน
จากสนามบินกลับบ้านต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง แค่นี้ก็ทำให้เขารอแทบไม่ไหว
เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน เขายังคิดว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นสัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่ใช้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับเซี่ยจื่ออวี้
ตอนนี้เขากลับเอาใจใส่เธออย่างไม่รู้ตัว
นี่มันแปลกมาก เขารู้สึกต่อต้านเล็กน้อยแต่ก็เป็นห่วงมากอย่างน่าประหลาด และอยากย่นระยะเวลาเดินทางที่จะได้กลับบ้านไปพบหน้าซิงซิงจนแทบบ้า
แต่สิ่งที่อินเสินคาดไม่ถึงคือ เมื่อมาถึงบ้านพ่อเขากลับสัมผัสกลิ่นอายของมนุษย์ในบ้านไม่ได้เลย
ตอนที่เข้ามาในบ้านก็รู้สึกถึงความผิดปกติ ทันทีที่เปิดประตูเขาพลันได้กลิ่นเลือดอันเย็นยะเยือกและหมองหม่น
นิ้วของอินเสินแข็งทื่อ การตอบสนองแรกคือพ่อคงไม่ได้จัดการซิงซิงไปแล้วหรอกใช่ไหม ความคิดนี้ทำให้ทั่วทั้งร่างของเขาเย็นยะเยือก
การตอบสนองแรกของเขาคือการลงไปที่ห้องใต้ดิน ตอนที่เขาเพิ่งมาอยู่ข้างตัวพ่อนั้นโชคดีที่เคยเห็น
วินาทีแรกที่หมาป่าเห็นเขาเข้ามาในห้องนั่งเล่นก็ยืนขึ้นและคำรามเสียงต่ำออกมา ราวกับกำลังข่มขู่ให้เขากลัว
ดวงตาเย็นชาของอินเสินจ้องเขม็งไปที่ดวงตาสีเขียวเป็นประกายทั้งสองข้างนั้น นิ้วมือคลำมีดที่อยู่ตรงเอวข้างหลัง
แต่หมาป่ากลับไม่ก้าวเข้ามาจู่โจม และวิ่งเข้าไปที่ห้องหนึ่งสองก้าวก่อนจะส่ายหัว
อินเสินตกตะลึง…นี่คือกำลังเตือนให้เขาไปที่ห้องนี้เหรอ?
นั่นเป็นห้องควบคุมกล้องวงจรปิด
อินเสินสาวเท้ายาวเดินไปที่ห้องควบคุมกล้องวงจรปิด เปิดวิดีโอขึ้นมาอย่างชำนาญ เวลาไม่ถึงห้านาทีก็หาตัวของซิงซิงพบ
ตอนที่เห็นเจ้าก้อนแป้งน้อย ตัวเขาเองก็ถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
หลังจากนั้นเขาก็เห็นซิงซิงพาขาสั้น ๆ วิ่งออกไปจากประตู วิ่งไม่หยุดไปถึงถนนจนกระทั่งร่างนั้นหายไปจากมุมของกล้องวงจรปิด
เด็กน้อยวิ่งออกไปคนเดียวเหรอ ก่อนที่เขาจะกลับมาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน?
หากไม่ใช่เพราะเขาถูกคนของโจวเต๋อขวางไว้ เกรงว่าคงสามารถรีบตามซิงซิงที่แอบวิ่งออกไปได้ทันแล้ว
อินเสินกำฝ่ามือแน่น...
ช่างเป็นเด็กดื้อจริง ๆ
เด็กคนนี้ดูน่ารักและนุ่มนวลแต่กลับกล้าวิ่งออกไปคนเดียว กล้องวงจรปิดหยุดถึงแค่ตรงนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าซิงซิงไปที่ไหนแล้ว
หากเขาจะจับซิงซิงกลับมาก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่มันเสียเวลามาก นอกเสียจากว่า...
จะขอความช่วยเหลือจากใครคนหนึ่ง
อินเสินก้าวยาวออกจากประตูไปยืนอยู่ข้างรถ ค่ำคืนที่มืดสลัวทำให้ร่างของเขาดูอ้างว้างอย่างเห็นได้ชัดจนคนไม่กล้าเข้าใกล้
เขากดเบอร์โทรหนึ่ง เสียงต่อสายดังอยู่ครู่เดียวก็ถูกตัดสาย อินเสินสูดหายใจเข้าลึก กัดฟันก่อนจะโทรออกอีกครั้ง
ครั้งที่สามในที่สุดปลายสายก็รับโทรศัพท์
“อินเสินนายแม่งจะโทรมาทำไม? ฉันยุ่งอยู่!”
เสียงของชายจากปลายสายแหบแห้งและทุ้มต่ำ เต็มไปด้วยความรู้สึกหมดความอดทน ทั้งยังสามารถได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจจากทางฝั่งนั้นอีกด้วย
อินเสินหลับตาดุนปลายลิ้นเข้ากับกระพุ้งแก้ม ข่มกลั้นอารมณ์ของตัวเองลงไป
“เสิ่นเซียวช่วยฉันเช็กกล้องวงจรปิดบนถนนเจ๋อหยวนเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนที หาการเคลื่อนไหวของใครคนหนึ่งให้หน่อย”
เสิ่นเซียวยิ้มเยาะ “ไม่ได้”
เสียงเย็นชาของอินเสินทำให้คนสั่นสะท้าน
“เสิ่นเซียว ฉันไม่ได้ขอร้องนายแต่นี่เป็นคำสั่ง ฉันส่งรูปไปให้นายแล้ว หาร่องรอยให้เจอแล้วส่งมาให้ฉันภายในสิบนาที”
ก่อนที่เสิ่นเซียวจะด่าออกไป เขาก็พูดเสริมอีกหนึ่งประโยค “ถือเสียว่าฉันมาแจ้งความว่ามีเด็กผู้หญิงหนีออกไปจากบ้านพ่อ”
เสิ่นเซียวสำลัก คำหยาบติดอยู่ที่ปากพูดไม่ออก ตอนที่เขากำลังจะตอบสนองกลับไปอินเสินก็วางสายไปแล้ว
โทรศัพท์ของเขาดังขึ้นเพราะได้รับรูปภาพหนึ่ง
เป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่งดงามราวกับหยกแกะสลัก ดูแล้วน่าจะอายุเพียงสามสี่ขวบ เสิ่นเซียวยากจะจินตนาการได้ว่านี่คือสิ่งที่ส่งมาจากอินเสิน
แต่ไหนแต่ไรเขาก็เกลียดพี่ใหญ่คนนี้ที่ทั้งเสแสร้งและเลือดเย็น มันก็เหมือนที่อินเสินเกลียดเขา และเขาไม่เคยได้ยินอินเสินใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับเขามาก่อน
เสิ่นเซียวเดาะลิ้นอย่างหมดความอดทน ไม่นานด้านข้างก็มีคนเข้ามาใกล้
“พี่เซียว แผนต่อไป...”
เสิ่นเซียวยกมือขึ้นมาขัดจังหวะ “รอเดี๋ยว ฉันต้องไปตรวจสอบอะไรหน่อย”
พูดจบก็ก้าวเท้ายาวจากไป
ทุกคนมองแผ่นหลังของเขาอย่างไร้คำพูดไปชั่วขณะหนึ่ง
เสิ่นเซียวเป็นแกนนำสำคัญของทีม ขอเพียงมีเขาอยู่ ทุกคนก็จะไปต่อได้
เสิ่นเซียวมาถึงห้องควบคุมหลัก เจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าเวรอยู่ก็ยืนขึ้นทำความเคารพเสิ่นเซียวอย่างนอบน้อม
“หัวหน้าเสิ่น”
เสิ่นเซียวพยักหน้าก่อนจะนั่งลงและรัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดอย่างชำนาญ
เจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าเวรสองคนคือเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาไม่นาน พวกเขาอดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตเสิ่นเซียว
นี่คือตำรวจอาชญากรรมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในแผนก ได้ยินว่าครั้งหนึ่งเขาเคยทำลายกลุ่มอาชญากรขนาดใหญ่ของฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ด้วยตัวคนเดียว ในร่างกายตอนนี้ก็ยังเหลือกระสุนอยู่สี่ห้านัด
เสิ่นเซียวตัดผมสั้น คิ้วและดวงตาคม นับว่าเป็นคนที่หล่อเหลามากทีเดียว
แต่แผลเป็นบนหน้าข้างซ้ายตั้งแต่หน้าผากมาถึงใต้ตาทำให้ใบหน้าหล่อเหลาดูดุร้ายอยู่บ้าง
เขายืนอยู่ฝั่งหนึ่งด้วยรูปลักษณ์ที่ได้รับจากการฝึกฝนผ่านเลือดเนื้อ เครื่องแบบเรียบตรงไม่สามารถปิดบังกลิ่นอายคาวเลือดจากร่างของเขาได้
ไหล่ที่กว้างและขาที่ยาวทำให้ดูเหมือนเขาจะสามารถตีชายฉกรรจ์ตายได้ด้วยฝ่ามือเดียวบริเวณคางมีหนวดขึ้นเป็นตอเพราะทำงานล่วงเวลามาหลายวัน
ทั้งดิบเถื่อนและหล่อเหลา ไม่แบ่งแยกชายหญิง ไม่ว่าใครก็ล้วนอดไม่ได้ที่จะมองเขาอยู่หลายครั้ง
เสิ่นเซียวเชี่ยวชาญมาก เพียงแค่ห้านาทีก็หาร่องรอยของเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นเจอ ตอนที่มองใบหน้าเล็กอย่างชัดเจน เสิ่นเซียวก็อดไม่ได้ที่จะซูมเข้าไปมองอย่างพิจารณา
เด็กน้อยคนนี้เหมือนตุ๊กตาจริง ๆ
ตอนที่ขาสั้น ๆ วิ่งไปที่ถนน ร่างเล็กกลมก็ส่ายดุ๊กดิ๊กทั้งยังยื่นหัวออกไปอีก...
เสิ่นเซียวอดมองอีกครั้งไม่ได้
แม้ในใจจะสงสัยความสัมพันธ์ของเด็กน้อยกับพ่อและอินเสิน แต่เขาก็ไม่ได้อยากรู้นัก
นิ้วมือขยับก่อนที่เขาจะส่งข้อมูลไปให้อินเสิน ทั้งยังไม่ลืมเหน็บแนมไปสักประโยคด้วย
‘วันนี้ประธานอินกินยาอะไรผิดไปหรือเปล่าเนี่ย?’
น่าแปลกที่อินเสินไม่ได้ด่าเขาแต่กลับตอบข้อความกลับมาว่า ‘ขอบใจ’
ตอนที่เสิ่นเซียวได้รับข้อความก็ขมวดคิ้วและได้ข้อสรุปว่า...
อินเสินคงบ้าไปแล้วแน่ ๆ