“นายมีปืนไหม” อยู่ๆสวีหยางอี้ก็เอ่ยปากถามขึ้น
“ผะ ผะ ผม...มี... ครับ...” หลี่จงหยวนตอบกลับอย่างเหม่อลอย เขายังเรียกสติกลับมาจากความตื่นกลัวเมื่อครู่ไม่ได้
มองจากสายตาคนนอกคงคิดว่าสวีหยางอี้กำลังทดสอบพลังในระดับกลางของตัวเองอยู่ แต่มีเพียงหลี่จงหยวนเท่านั้นที่รู้ว่าในช่วงเวลาเช่นนี้อย่าได้ขัดใจเขาเป็นอันขาดไม่งั้นตายสถานเดียว!
สวีหยางอี้ชี้นิ้วใส่ตัวเอง“ยิงมา”
“ครับ...”
หลี่จงหยวนควักปืนออกมางกๆเงิ่นๆ พลันยกขึ้นเล็งมือสั่นงั่กแต่ไม่กล้ายิงสักที
“ไม่ต้องกลัว” สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม“ฉันคิดว่ามันทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”
หลี่จงหยวนพยายามเล็งไปที่สวีหยางอี้กัดฟันแน่น ก่อนกลั้นใจหลับตาเหนี่ยวไกปืน
“ปั้ง!”
สวีหยางอี้ยืนอยู่ตรงที่เดิมกระสุนลูกเล็กๆ หนึ่งลูกติดค้างอยู่บนหน้าอก ปรากฏเพียงรอยแดงเล็กน้อยบนผิวเท่านั้น
“อ่า...”หวางชุนหลายส่งเสียงรับรู้ เขาเห็นแบบนี้มานักต่อนัก นี่เป็นการทดสอบของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลาง
สำหรับขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นปืนยังคงสร้างความเสียหายหรือฆ่าชีวิตพวกเขาได้อยู่ แต่สำหรับระดับกลาง... ปืนธรรมดายิงทะลุอีกฝ่ายไม่ได้!
นี่น่าจะเป็นผลจากการดูดซับห้วงแสงอณูปราณขนาดสิบเมตรระลอกสุดท้ายมันได้เข้าสู่ร่างกายของเขาและหลอมรวมเข้ากับกระดูก กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในทั้งหมด!
ผิวเคลือบเกราะกระดูกเหล็ก ความรวดเร็วและพละกำลังของสวีหยางอี้ในตอนนี้สูงกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปเป็นร้อยเท่า
เขาได้วิวัฒนาการเกินขีดจำกัดของผู้ฝึกตนระดับเดียวกันไปไกลแล้ว
นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเขาผู้นี้เริ่มออกห่างจากอาวุธทั่วไปของมนุษย์ธรรมดาไปไกลขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เมื่อบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางก็เหมือนเขาข้ามแม่น้ำไปอยู่อีกฝั่ง เป็นฝั่งที่เป็นก้าวแรกบนดินแดนแห่งวิถีเซียนอย่างแท้จริง
สวีหยางอี้กำลูกกระสุนในมือเงียบๆความรู้สึกปลื้มปริ่มแผ่ซ่านขึ้นกลางใจ
ในที่สุด...ก็บรรลุระดับกลางแล้ว
เขาเข้าเรียนที่เทียนเต้าตอนอายุแปดขวบเริ่มดูดซับอณูปราณตอนอายุสิบสาม ลองทำการเลื่อนระดับกลางครั้งแรกตอนอายุยี่สิบเอ็ดแต่เกิดเหตุไม่คาดฝันจนต้องหยุดชะงักกลางคัน หลังจากนั้นสามปี เขากลับมาทำการเลื่อนระดับอีกครั้งและบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางได้สำเร็จ
เวลาที่ผ่านไปสามปีนี้มันเป็นสิ่งที่เขาไม่ตั้งใจให้เกิด
พอนึกย้อนกลับไป...ตั้งแต่บนเครื่องบินตอนมุ่งหน้าไปสาขาย่อย การแย่งคนขององค์กรใหญ่การต่อสู้กับฉู่เจาหนาน การประลองจัดอันดับสุดโหด เหตุการณ์สังหารหมู่ของจูหงเสวี่ยที่เทียนเต้าจนกระทั่งถูกไล่ฆ่าโดยเชียนเริ่น...
สามปีนี้หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ประสบพบเจอก็มากมี
แต่ว่า... เขาไม่นึกเสียใจกับทุกอย่างที่เกิด
แม้รู้สึกอ้างว้างแม้รู้สึกโดดเดี่ยว แต่ความภาคภูมิใจในตัวเองเช่นนี้ความรู้สึกถึงพลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ความแค้นที่ตัวเองแบกรับบารมีที่ทำให้คนที่อยู่ด้านหน้าเกรงกลัว ทุกอย่างล้วนผ่านการอดทน ข่มกลั้น ฝึกฝนขัดเกลาผ่านกาลเวลา
บนโลกนี้ไม่มีรางวัลที่ได้มาโดยปราศจากความพยายามหากต้องการยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก หากต้องการมีอายุขัยยืนยาวกว่าคนทั่วไปหากต้องการมองดูการผลัดเปลี่ยนของยุคสมัย ถ้าแค่ยอมรับและอดทนต่อความอ้างว้างเดียวดายยังไม่ได้แล้วจะ ‘ฝึกตน’ ไปเพื่ออะไร?
เขากระชับมือสัมผัสถึงความอุ่นผ่าวจากลูกกระสุนก่อนออกแรงบีบมันจนแบน แล้วในวินาทีต่อมา สิ่งที่เกิดขึ้นทำเอาทุกคนตรงที่แห่งนั้นตะลึงลานไปตามๆกัน
มือของเขาเกิดติดไฟขึ้นมา!
จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้ฝึกตนทั่วไปสามารถสร้างธาตุทั้งห้าด้วยมือเปล่าได้เช่นกันแต่ที่น่าตกใจก็คือ...
เปลวไปพุ่มนี้...ต่างจากเปลวไฟธรรมดาทั่วไปยิ่งนัก!
อุณหภูมิของมันร้อนกว่าเปลวไฟทั่วไปหลายเท่าแม้ทั้งสามคนที่อยู่ห่างหลายเมตร ก็ยังรับรู้ถึงการสันดาปในอากาศของมัน ราวกับกระแสลมทั่วห้องเป็นเชื้อเพลิงก็ไม่ปาน
“ปะ ปะเป็นพลังที่แข็งแกร่งมาก...” จางกงจ่างกลืนน้ำลายหนึ่งอึก พลางก้าวเท้าถอยหลังไปหลายก้าวหัวใจเต้นระรัวไม่เป็นส่ำ
นั่นไม่ใช่เปลวไฟธรรมดาทั่วไปที่ผู้ฝึกตนหน้าไหนก็เสกขึ้นได้...แม้แต่ตัวจางกงจ่างก็ยังดูออกว่าเปลวไฟนี้ร้อนแรงทรงพลังกว่าของตัวเองไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า!
และยิ่งไปกว่านั้นเขารู้สึกเหมือนกับว่าถ้าตัวเองเข้าใกล้เปลวไฟนั่นไปกว่านี้ร่างกายคงถูกเผาไหม้เป็นเถ้าธุลีแน่นอน!
หลี่มู่หวางชุนหลาย และหลี่จงหยวนมองเปลวไฟอย่างตกตะลึง
เปลวไฟนั่นเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปมาอยู่ตลอดประเดี๋ยวไหลไปอยู่ที่ปลายนิ้วของสวีหยางอี้ ประเดี๋ยวโหมกระเพื่อมเหมือนผีเสื้อกระพือปีกประเดี๋ยวส่งเสียงซู่ซ่าเหมือนเสือคำราม โดยที่อุณหภูมิไม่แปรเปลี่ยน ยังคงเสถียรเหมือนตอนแรกทุกคนต่างตระหนักถึงพลังแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในนั้นว่าจะต้องน่ากลัวยิ่งกว่าที่เห็นอยู่ในตอนนี้หลายเท่าอย่างแน่นอนพวกเขารับรู้ได้อย่างคลุมเครือ และไม่มีใครคิดอยากลิ้มลองมัน!
“แหมะ...”วินาทีต่อมา กระสุนปืนลูกนั้นถูกหลอมละลายกลายเป็นเหล็กเหลวหยดลงบนพื้นจนปรากฏรูไหม้เกรียมสีดำ
สวีหยางอี้วางมือลงอย่างพอใจสำหรับก้าวแรก เขาบรรลุทักษะการควบคุมไฟ พลังจิตกล้าแกร่งขึ้น พลังเพิ่มพูนขึ้นซึ่งเป็นที่น่าพอใจสำหรับเขายิ่งนัก
“นั่นมัน!”อยู่ๆ จางกงจ่างก็นึกอะไรขึ้นได้ ก่อนหันขวับไปหาอีกสองคนที่เหลืออย่างตกใจ “นะ...นี่มันเปลวไฟหลอมโอสถ?!”
น้ำเสียงเพิ่งสิ้นสุดลงไม่นานทั้งสองคนที่เหลือตาลุกวาวขึ้นทันที!
นักหลอมยา!
จัดได้ว่าเป็นชนชั้นที่อยู่สูงกว่าพวกเขาลิบลับ!
ชนิดที่เรียกได้ว่าเขาอยู่บนชั้นฟ้าฉันอยู่บนชั้นดินเลยทีเดียว!
“เปลวไฟหลอมโอสถ?!”หลี่มู่มองจางกงจ่างค้างอยู่สักพัก เมื่อตั้งสติได้ก็หันไปมองสวีหยางอี้ “ขอแสดงความยินดีกับคุณสวีที่ฝึกเปลวไฟหลอมโอสถได้สำเร็จด้วยครับ!ขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ !”
หวางชุนหลายอึ้งไปหลายวินาทีจากนั้นก็รีบประสานคารวะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แสดงความยินดีด้วยครับ!แสดงความยินดีด้วยครับ!”
มันเรียกว่าเปลวไฟหลอมโอสถงั้นเหรอ?
สวีหยางอี้ก็ตกใจขึ้นเช่นกัน
แล้วมันคืออะไรกัน?
เขามองไปยังหลี่จงหยวนแล้วก็พบกับสีหน้าตกตะลึงของอีกฝ่าย ครั้นหลี่จงหยวนเห็นสายตาของสวีหยางอี้ปฏิกิริยาหาใช่ความคิดดูถูกความรู้อันตื้นเขินของอีกฝ่ายไม่แต่กลับเป็นข้อมูลที่ถูกกลั่นออกมาจากความเคารพนับถือ เขารีบโค้งตัวคารวะลงทันที “คุณสวีครับ!เปลวไฟหลอมโอสถ เป็นเปลวไฟระดับสูงที่สุดของศาสตร์หลอมยาโบราณครับ!แม้ว่าปัจจุบันเครื่องผลิตยาจะให้อุณหภูมิในระดับที่เหมาะกับยาแต่ละชนิดได้แต่นั่น... เป็นเพียงแค่ระดับผิวเผิน!”
“ยาโอสถที่แท้จริงหรือยาระดับสูงๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำหรืออัดเม็ดล้วนแต่ถูกกลั่นถูกหลอมขึ้นมาเป็นการส่วนตัวทั้งนั้น!นี่เป็นสิ่งที่เครื่องผลิตยาในยุคปัจจุบันลอกเลียนแบบไม่ได้! เป็นสิ่งที่หลอมขึ้นจากมือมหาปรมาจารย์โอสถเท่านั้น!”เสียงของหลี่จงหยวนสั่นจากความตื่นเต้น “ซึ่งยาที่ได้ออกมามีราคาสูงเป็นล้าน...ไม่สิ! เป็นสิบล้านหินวิญญาณเลยก็ว่าได้!”
“ในบรรดาผู้หลอมยาระดับมหาปรมาจารย์โอสถ...แทบไม่มีผู้ที่จุดไฟหลอมโอสถติดเลยก็ว่าได้!”
สวีหยางอี้รับรู้ข้อมูลใหม่มาหนึ่งเรื่อง
ดูเหมือนว่า...ผู้ที่จุดไฟหลอมยาติด... มีน้อย
แม้จะมีความคิดมากมายผุดขึ้นในใจแต่สวีหยางอี้ก็ฟังที่หลี่จงหยวนพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย
ขณะที่หลี่จงหยวนพูดอยู่นั้นก็ตื่นเต้นดีใจจนแทบกระโดดโลดเต้นราวกับคนที่จุดไฟติดเป็นตัวเขาเอง!
ผู้ฝึกตนทุกคนล้วนอยากมีตบะที่สูงส่งล้วนอยากเป็นเลิศและยืนอยู่บนจุดสูงสุดของด้านในด้านหนึ่ง
แม้แต่ผู้ฝึกตนที่เอาแต่เที่ยวเล่นหลงระเริงไปวันๆก็มีความคิดแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น
เมื่อก่อนพวกผู้ฝึกตนที่เที่ยวเล่นหลงระเริงก็เคยเป็นนักเรียนดีที่กระตือรือร้นมาก่อนแต่นานวันเข้าก็เริ่มด้อยค่าตัวเองลง คิดว่าตัวเองไม่มีศักยภาพบ้างคิดว่าตัวเองไม่มีเส้นสายบ้าง วิสัยทัศน์ตื้นเขิน จนล้มเลิกความฝันเหล่านั้นในที่สุด
แล้วตอนนี้... ผู้ฝึกตนที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์พรแสวง ศักยภาพ ความอดทนที่แน่วแน่ยึดมั่นในเจตจำนงของตนแบบนี้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาและตัวเขายังมีโอกาสได้เป็นเหมือน “ผู้จัดการส่วนตัว” คนๆ นี้อีก ในที่สุด จิตวิญญาณที่หลับลึกมาเป็นเวลานานก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งสักที!
ให้ตายเถอะ...เพื่อความเป็นได้นี้ เขาพร้อมจะเดิมพันหมดหน้าตัก!
แม้สวีหยางอี้จะได้แต่นิ่งฟังไม่พูดอะไรแต่การที่คนๆ นี้ส่งสายตาให้เขา และพร้อมฟังข้อมูลจากปากเขานับว่าเป็นการแสดงความไว้ใจและให้ความสำคัญระดับหนึ่ง...เขาไม่รู้ว่าตัวเขาคิดไปเองหรือไม่ เพียงท่าทีของอีกฝ่ายแค่นี้เสียงบ่นก่นด่าและความเกลียดชังก่อนหน้านี้พลันสลายหายไปทันที
หลี่มู่จางกงจ่าง และหวางชุนหลายได้แต่จ้องหน้าสลับกันไปมา
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวกเร็ว...ก่อนหน้านี้พวกเขากะจะรับเงินเดือนเดือนนี้แล้วจากไป...แต่ตอนนี้กลับเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้น!
ระบบประสาทสัมผัสของอีกฝ่ายเปิดออกแล้วอย่างแน่นอน!ซ้ำยังไม่ใช่ระดับความแม่นยำทั่วไปอีก!
อีกฝ่าย...กำลังฝึกหลอมยาอยู่จริงๆ ด้วย!
หากติดตามว่าที่มหาปรมาจารย์โอสถแล้วต้องมีสภาพเหมือนหมาพวกเขาต่างก็ยอมทั้งนั้น!
“คุณสวีครับ!”ในหัวสมองของจางกงจ่างตอนนี้ไม่เหลือความคิดใดอื่นแล้ว เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าผมได้ทำการบันทึกเวลาการฝึกตนของคุณเอาไว้แล้วการเข้าฌานในแต่ละครั้งกินเวลากี่วัน และระยะเวลาที่ออกฌานมา ทุกอย่างผมบันทึกไว้หมดแล้วครับ!”
บัดซบ!
หลี่มู่กับหวางชุนหลายตกตะลึงขึ้นทันทีเพราะพวกเขาไม่ได้จดบันทึกอะไรเลย... และกำลังงงว่าจางกงจ่างเอาเวลาไหนไปทำ!
ทำอย่างไรดี?จะตีสนิทกับอีกฝ่ายอย่างไรดี?
ตอนนี้เงินค่าจ้างไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วคนอย่างพวกเขาคงไม่มีวันได้เข้าไปเฉียดระดับโอสถสาวกเลยด้วยซ้ำ ทว่าตอนนี้ผู้ฝึกตนที่อาจจะได้เป็นมหาปรมาจารย์โอสถในอนาคตยืนอยู่เบื้องหน้าแบบนี้พวกเขาจะกล้ารับเงินเดือนแล้วสะบัดตูดเดินหนีได้อย่างไร?
“เอ่อ...คุณสวีครับ...”
“ทุกคนหยุดได้แล้ว”สวีหยางอี้มองปฏิกิริยาของทุกคนออก เขานั่งลงบนเก้าอี้พลางยกมือห้ามไม่ให้ทุกพูด “ฉันเพิ่งออกฌานฉันต้องการเสถียรพลังของตัวเอง พวกนายออกไปได้ ฉันยังไม่ต้องการพวกนาย”
เพียงคำเดียวประหนึ่งสายฟ้าฟาดในวันท้องฟ้าแจ่มใส
ทั้งสามคนนึกเสียใจขึ้นภายในอกทำไมไม่ตีสนิทกับอีกฝ่ายให้เร็วกว่านี้? ทุกครั้งที่อีกฝ่ายออกฌาน ตัวพวกเขาก็อยู่แล้วทำไมไม่นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายอาจจะกำลังฝึกหลอมยาอยู่ก็ได้
กี่ครั้งแล้วที่พวกเขาไม่ยอมเอ่ยปากทักทาย?แล้วในตอนนี้ ในวันที่อีกฝ่ายบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลาง ซ้ำยังจุดไฟหลอมโอสถติด!ทั้งๆ ที่มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้กลับไม่ทำ...ซึ่งไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะพูดออกมาอย่างไม่มีเยื่อใยแบบนี้เพราะเดิมทีพวกเขาก็ไม่มีเยื่อใยให้อีกฝ่ายอยู่แล้ว!
ความรู้สึกนึกเสียใจถั่งโถมเข้ามาในใจพวกเขาดั่งสายน้ำหลากอีกฝ่ายฝึกฝนแค่ครึ่งปี... ก็สามารถจุดไฟหลอมโอสถติดแล้ว...แล้วเปลวไฟที่จุดติดนี้เป็นผลมาจากการฝึกวิชาของสำนักไหนกัน?แล้วหลังจากนี้จะหลอมยาแบบไหนออกมากัน?
ภายในใจของพวกเขากระวนกระวายคล้ายแมวตะกายผนัง!
แต่ว่า...
“ครับ”ทั้งสามคนตอบรับอย่างจำใจพวกเขารู้ดีว่าตอนนี้อีกฝ่ายพูดอะไรออกมาก็หมายความตามนั้น และการที่เพิงออกฌานมาเขาคงต้องการเวลาเสถียรพลังตัวเองจริงๆ
“ถ้างั้น...”จางกงจ่างเงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนถามหยั่งเชิง “คุณสวีครับ...หลังจากนี้อีกหนึ่งอาทิตย์พวกเราแวะกลับมาได้ไหมครับ?”
ก่อนหน้านี้อยากลาออกใจจะใจ พอมาตอนนี้ ใคร... มัน... จะ... ไป... ลา... ออก!
อย่างน้อยก็ต้องพยายามตีสนิทอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุดก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
“ได้”
ทั้งสามพ่นลมหายใจออกมายาวๆก่อนเดินออกไป สวีหยางอี้ โบกมือเล็กน้อย ประตูห้องใต้ดินพลันปิดลงทันทีเขาลูบคางตัวเองเบาๆ เหมือนคิดอะไรบางอย่าง
“ยินดีด้วยนะครับคุณสวี...”หลี่จงหยวนรู้สึกอิจฉาขึ้นภายในใจอย่างล้นหลาม ระดับกลางเชียวนะ...ทุกครั้งของการเลื่อนขั้น มักมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเสมอ
หากเป็นสมัยก่อนเลี่ยนชี่ระดับกลางหมายถึงร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ลมปราณเต็มเปี่ยม แต่ว่าตอนนี้หากชี้วัดตามหลักเกณฑ์ปัจจุบันของโลกมนุษย์ธรรมดา...
ขั้นเลี่ยนชี่ระดับหมายถึง...ไม่หวาดหวั่นต่ออาวุธประเภทปืนขนาดเล็ก!
สำหรับเจ้านายคนนี้นี่เป็นครั้งแรกของเขาที่มีความรู้สึกว่า...บางทีมีคนนี้เป็นเจ้านายก็ไม่เลวเหมือนกัน
โดยเฉพาะ...ตอนที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังฝึกหลอมยาอยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องโกหก!ดังนั้นอย่าว่าแต่สั่งให้เขาไปหาเงินเลย สั่งให้เขาไปขายเลือดขายเนื้อตัวเองตอนนี้เขาคงรีบวิ่งแจ้นไปทันที!
อีกฝ่ายแค่ต้องการหญ้าน้ำค้างแค่นี้เองเรื่องจิ๊บๆ ! ฉันก็แค่ขยันให้มากกว่าเก่าก็สามารถนำมาถวายให้ว่าที่โอสถสาวกระดับต้นได้แล้ว!
หากอีกฝ่ายทำสำเร็จ...ในฐานะที่ตัวเองอยู่เคียงข้างเขามาตลอด ส่งเสริมสนับสนุนเขามาตั้งแต่ช่วงแรก...เอิ่ม! แม้ในช่วงแรกๆ จะไม่เต็มใจก็เถอะ... แล้วหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนะ...อิอิ... แค่คิดก็มีความสุขแล้ว...
แล้วอยู่ๆ สวีหยางอี้ยกมือขึ้นมองเขาอย่างเรียบนิ่ง“นายมีพลังเวทไหม?”