ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 83 บงกชเพลิงทศทิศ (1)

            “นายมีปืนไหม” อยู่ๆสวีหยางอี้ก็เอ่ยปากถามขึ้น

            “ผะ ผะ ผม...มี... ครับ...” หลี่จงหยวนตอบกลับอย่างเหม่อลอย เขายังเรียกสติกลับมาจากความตื่นกลัวเมื่อครู่ไม่ได้

            มองจากสายตาคนนอกคงคิดว่าสวีหยางอี้กำลังทดสอบพลังในระดับกลางของตัวเองอยู่ แต่มีเพียงหลี่จงหยวนเท่านั้นที่รู้ว่าในช่วงเวลาเช่นนี้อย่าได้ขัดใจเขาเป็นอันขาดไม่งั้นตายสถานเดียว!

            สวีหยางอี้ชี้นิ้วใส่ตัวเอง“ยิงมา”

            “ครับ...”

            หลี่จงหยวนควักปืนออกมางกๆเงิ่นๆ พลันยกขึ้นเล็งมือสั่นงั่กแต่ไม่กล้ายิงสักที

            “ไม่ต้องกลัว” สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม“ฉันคิดว่ามันทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”

            หลี่จงหยวนพยายามเล็งไปที่สวีหยางอี้กัดฟันแน่น ก่อนกลั้นใจหลับตาเหนี่ยวไกปืน

            “ปั้ง!”

            สวีหยางอี้ยืนอยู่ตรงที่เดิมกระสุนลูกเล็กๆ หนึ่งลูกติดค้างอยู่บนหน้าอก ปราก​ฏเพียงรอยแดงเล็กน้อยบนผิวเท่านั้น

            “อ่า...”หวางชุนหลายส่งเสียงรับรู้ เขาเห็นแบบนี้มานักต่อนัก นี่เป็นการทดสอบของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลาง

            สำหรับขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นปืนยังคงสร้างความเสียหายหรือฆ่าชีวิตพวกเขาได้อยู่ แต่สำหรับระดับกลาง... ปืนธรรมดายิงทะลุอีกฝ่ายไม่ได้!

            นี่น่าจะเป็นผลจากการดูดซับห้วงแสงอณูปราณขนาดสิบเมตรระลอกสุดท้ายมันได้เข้าสู่ร่างกายของเขาและหลอมรวมเข้ากับกระดูก กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในทั้งหมด!

            ผิวเคลือบเกราะกระดูกเหล็ก ความรวดเร็วและพละกำลังของสวีหยางอี้ในตอนนี้สูงกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปเป็นร้อยเท่า

            เขาได้วิวัฒนาการเกินขีดจำกัดของผู้ฝึกตนระดับเดียวกันไปไกลแล้ว

            นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเขาผู้นี้เริ่มออกห่างจากอาวุธทั่วไปของมนุษย์ธรรมดาไปไกลขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เมื่อบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางก็เหมือนเขาข้ามแม่น้ำไปอยู่อีกฝั่ง เป็นฝั่งที่เป็นก้าวแรกบนดินแดนแห่งวิถีเซียนอย่างแท้จริง

            สวีหยางอี้กำลูกกระสุนในมือเงียบๆความรู้สึกปลื้มปริ่มแผ่ซ่านขึ้นกลางใจ

            ในที่สุด...ก็บรรลุระดับกลางแล้ว

            เขาเข้าเรียนที่เทียนเต้าตอนอายุแปดขวบเริ่มดูดซับอณูปราณตอนอายุสิบสาม ลองทำการเลื่อนระดับกลางครั้งแรกตอนอายุยี่สิบเอ็ดแต่เกิดเหตุไม่คาดฝันจนต้องหยุดชะงักกลางคัน หลังจากนั้นสามปี เขากลับมาทำการเลื่อนระดับอีกครั้งและบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางได้สำเร็จ

            เวลาที่ผ่านไปสามปีนี้มันเป็นสิ่งที่เขาไม่ตั้งใจให้เกิด

            พอนึกย้อนกลับไป...ตั้งแต่บนเครื่องบินตอนมุ่งหน้าไปสาขาย่อย การแย่งคนขององค์กรใหญ่การต่อสู้กับฉู่เจาหนาน การประลองจัดอันดับสุดโหด เหตุการณ์สังหารหมู่ของจูหงเสวี่ยที่เทียนเต้าจนกระทั่งถูกไล่ฆ่าโดยเชียนเริ่น...

            สามปีนี้หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ประสบพบเจอก็มากมี

            แต่ว่า... เขาไม่นึกเสียใจกับทุกอย่างที่เกิด

            แม้รู้สึกอ้างว้างแม้รู้สึกโดดเดี่ยว แต่ความภาคภูมิใจในตัวเองเช่นนี้ความรู้สึกถึงพลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ความแค้นที่ตัวเองแบกรับบารมีที่ทำให้คนที่อยู่ด้านหน้าเกรงกลัว ทุกอย่างล้วนผ่านการอดทน ข่มกลั้น ฝึกฝนขัดเกลาผ่านกาลเวลา

            บนโลกนี้ไม่มีรางวัลที่ได้มาโดยปราศจากความพยายามหากต้องการยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก หากต้องการมีอายุขัยยืนยาวกว่าคนทั่วไปหากต้องการมองดูการผลัดเปลี่ยนของยุคสมัย ถ้าแค่ยอมรับและอดทนต่อความอ้างว้างเดียวดายยังไม่ได้แล้วจะ ‘ฝึกตน’ ไปเพื่ออะไร?

            เขากระชับมือสัมผัสถึงความอุ่นผ่าวจากลูกกระสุนก่อนออกแรงบีบมันจนแบน แล้วในวินาทีต่อมา สิ่งที่เกิดขึ้นทำเอาทุกคนตรงที่แห่งนั้นตะลึงลานไปตามๆกัน

            มือของเขาเกิดติดไฟขึ้นมา!

            จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้ฝึกตนทั่วไปสามารถสร้างธาตุทั้งห้าด้วยมือเปล่าได้เช่นกันแต่ที่น่าตกใจก็คือ...

            เปลวไปพุ่มนี้...ต่างจากเปลวไฟธรรมดาทั่วไปยิ่งนัก!

            อุณหภูมิของมันร้อนกว่าเปลวไฟทั่วไปหลายเท่าแม้ทั้งสามคนที่อยู่ห่างหลายเมตร ก็ยังรับรู้ถึงการสันดาปในอากาศของมัน ราวกับกระแสลมทั่วห้องเป็นเชื้อเพลิงก็ไม่ปาน

            “ปะ ปะเป็นพลังที่แข็งแกร่งมาก...” จางกงจ่างกลืนน้ำลายหนึ่งอึก พลางก้าวเท้าถอยหลังไปหลายก้าวหัวใจเต้นระรัวไม่เป็นส่ำ

            นั่นไม่ใช่เปลวไฟธรรมดาทั่วไปที่ผู้ฝึกตนหน้าไหนก็เสกขึ้นได้...แม้แต่ตัวจางกงจ่างก็ยังดูออกว่าเปลวไฟนี้ร้อนแรงทรงพลังกว่าของตัวเองไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า!

            และยิ่งไปกว่านั้นเขารู้สึกเหมือนกับว่าถ้าตัวเองเข้าใกล้เปลวไฟนั่นไปกว่านี้ร่างกายคงถูกเผาไหม้เป็นเถ้าธุลีแน่นอน!

            หลี่มู่หวางชุนหลาย และหลี่จงหยวนมองเปลวไฟอย่างตกตะลึง

            เปลวไฟนั่นเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปมาอยู่ตลอดประเดี๋ยวไหลไปอยู่ที่ปลายนิ้วของสวีหยางอี้ ประเดี๋ยวโหมกระเพื่อมเหมือนผีเสื้อกระพือปีกประเดี๋ยวส่งเสียงซู่ซ่าเหมือนเสือคำราม โดยที่อุณหภูมิไม่แปรเปลี่ยน ยังคงเสถียรเหมือนตอนแรกทุกคนต่างตระหนักถึงพลังแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในนั้นว่าจะต้องน่ากลัวยิ่งกว่าที่เห็นอยู่ในตอนนี้หลายเท่าอย่างแน่นอนพวกเขารับรู้ได้อย่างคลุมเครือ และไม่มีใครคิดอยากลิ้มลองมัน!

            “แหมะ...”วินาทีต่อมา กระสุนปืนลูกนั้นถูกหลอมละลายกลายเป็นเหล็กเหลวหยดลงบนพื้นจนปรากฏรูไหม้เกรียมสีดำ

            สวีหยางอี้วางมือลงอย่างพอใจสำหรับก้าวแรก เขาบรรลุทักษะการควบคุมไฟ พลังจิตกล้าแกร่งขึ้น พลังเพิ่มพูนขึ้นซึ่งเป็นที่น่าพอใจสำหรับเขายิ่งนัก

            “นั่นมัน!”อยู่ๆ จางกงจ่างก็นึกอะไรขึ้นได้ ก่อนหันขวับไปหาอีกสองคนที่เหลืออย่างตกใจ “นะ...นี่มันเปลวไฟหลอมโอสถ?!”

            น้ำเสียงเพิ่งสิ้นสุดลงไม่นานทั้งสองคนที่เหลือตาลุกวาวขึ้นทันที!

            นักหลอมยา!

            จัดได้ว่าเป็นชนชั้นที่อยู่สูงกว่าพวกเขาลิบลับ!

            ชนิดที่เรียกได้ว่าเขาอยู่บนชั้นฟ้าฉันอยู่บนชั้นดินเลยทีเดียว!

            “เปลวไฟหลอมโอสถ?!”หลี่มู่มองจางกงจ่างค้างอยู่สักพัก เมื่อตั้งสติได้ก็หันไปมองสวีหยางอี้ “ขอแสดงความยินดีกับคุณสวีที่ฝึกเปลวไฟหลอมโอสถได้สำเร็จด้วยครับ!ขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ !”

            หวางชุนหลายอึ้งไปหลายวินาทีจากนั้นก็รีบประสานคารวะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แสดงความยินดีด้วยครับ!แสดงความยินดีด้วยครับ!”

            มันเรียกว่าเปลวไฟหลอมโอสถงั้นเหรอ?

            สวีหยางอี้ก็ตกใจขึ้นเช่นกัน

            แล้วมันคืออะไรกัน?

            เขามองไปยังหลี่จงหยวนแล้วก็พบกับสีหน้าตกตะลึงของอีกฝ่าย ครั้นหลี่จงหยวนเห็นสายตาของสวีหยางอี้ปฏิกิริยาหาใช่ความคิดดูถูกความรู้อันตื้นเขินของอีกฝ่ายไม่แต่กลับเป็นข้อมูลที่ถูกกลั่นออกมาจากความเคารพนับถือ เขารีบโค้งตัวคารวะลงทันที “คุณสวีครับ!เปลวไฟหลอมโอสถ เป็นเปลวไฟระดับสูงที่สุดของศาสตร์หลอมยาโบราณครับ!แม้ว่าปัจจุบันเครื่องผลิตยาจะให้อุณหภูมิในระดับที่เหมาะกับยาแต่ละชนิดได้แต่นั่น... เป็นเพียงแค่ระดับผิวเผิน!”

            “ยาโอสถที่แท้จริงหรือยาระดับสูงๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำหรืออัดเม็ดล้วนแต่ถูกกลั่นถูกหลอมขึ้นมาเป็นการส่วนตัวทั้งนั้น!นี่เป็นสิ่งที่เครื่องผลิตยาในยุคปัจจุบันลอกเลียนแบบไม่ได้! เป็นสิ่งที่หลอมขึ้นจากมือมหาปรมาจารย์โอสถเท่านั้น!”เสียงของหลี่จงหยวนสั่นจากความตื่นเต้น “ซึ่งยาที่ได้ออกมามีราคาสูงเป็นล้าน...ไม่สิ! เป็นสิบล้านหินวิญญาณเลยก็ว่าได้!”

            “ในบรรดาผู้หลอมยาระดับมหาปรมาจารย์โอสถ...แทบไม่มีผู้ที่จุดไฟหลอมโอสถติดเลยก็ว่าได้!”

            สวีหยางอี้รับรู้ข้อมูลใหม่มาหนึ่งเรื่อง

            ดูเหมือนว่า...ผู้ที่จุดไฟหลอมยาติด... มีน้อย

            แม้จะมีความคิดมากมายผุดขึ้นในใจแต่สวีหยางอี้ก็ฟังที่หลี่จงหยวนพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย

            ขณะที่หลี่จงหยวนพูดอยู่นั้นก็ตื่นเต้นดีใจจนแทบกระโดดโลดเต้นราวกับคนที่จุดไฟติดเป็นตัวเขาเอง!

            ผู้ฝึกตนทุกคนล้วนอยากมีตบะที่สูงส่งล้วนอยากเป็นเลิศและยืนอยู่บนจุดสูงสุดของด้านในด้านหนึ่ง

            แม้แต่ผู้ฝึกตนที่เอาแต่เที่ยวเล่นหลงระเริงไปวันๆก็มีความคิดแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น

            เมื่อก่อนพวกผู้ฝึกตนที่เที่ยวเล่นหลงระเริงก็เคยเป็นนักเรียนดีที่กระตือรือร้นมาก่อนแต่นานวันเข้าก็เริ่มด้อยค่าตัวเองลง คิดว่าตัวเองไม่มีศักยภาพบ้างคิดว่าตัวเองไม่มีเส้นสายบ้าง วิสัยทัศน์ตื้นเขิน จนล้มเลิกความฝันเหล่านั้นในที่สุด

            แล้วตอนนี้... ผู้ฝึกตนที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์พรแสวง ศักยภาพ ความอดทนที่แน่วแน่ยึดมั่นในเจตจำนงของตนแบบนี้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาและตัวเขายังมีโอกาสได้เป็นเหมือน “ผู้จัดการส่วนตัว” คนๆ นี้อีก ในที่สุด จิตวิญญาณที่หลับลึกมาเป็นเวลานานก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งสักที!

            ให้ตายเถอะ...เพื่อความเป็นได้นี้ เขาพร้อมจะเดิมพันหมดหน้าตัก!

            แม้สวีหยางอี้จะได้แต่นิ่งฟังไม่พูดอะไรแต่การที่คนๆ นี้ส่งสายตาให้เขา และพร้อมฟังข้อมูลจากปากเขานับว่าเป็นการแสดงความไว้ใจและให้ความสำคัญระดับหนึ่ง...เขาไม่รู้ว่าตัวเขาคิดไปเองหรือไม่ เพียงท่าทีของอีกฝ่ายแค่นี้เสียงบ่นก่นด่าและความเกลียดชังก่อนหน้านี้พลันสลายหายไปทันที

            หลี่มู่จางกงจ่าง และหวางชุนหลายได้แต่จ้องหน้าสลับกันไปมา

            สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวกเร็ว...ก่อนหน้านี้พวกเขากะจะรับเงินเดือนเดือนนี้แล้วจากไป...แต่ตอนนี้กลับเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้น!

            ระบบประสาทสัมผัสของอีกฝ่ายเปิดออกแล้วอย่างแน่นอน!ซ้ำยังไม่ใช่ระดับความแม่นยำทั่วไปอีก!

            อีกฝ่าย...กำลังฝึกหลอมยาอยู่จริงๆ ด้วย!

            หากติดตามว่าที่มหาปรมาจารย์โอสถแล้วต้องมีสภาพเหมือนหมาพวกเขาต่างก็ยอมทั้งนั้น!

            “คุณสวีครับ!”ในหัวสมองของจางกงจ่างตอนนี้ไม่เหลือความคิดใดอื่นแล้ว เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าผมได้ทำการบันทึกเวลาการฝึกตนของคุณเอาไว้แล้วการเข้าฌานในแต่ละครั้งกินเวลากี่วัน และระยะเวลาที่ออกฌานมา ทุกอย่างผมบันทึกไว้หมดแล้วครับ!”

            บัดซบ!

            หลี่มู่กับหวางชุนหลายตกตะลึงขึ้นทันทีเพราะพวกเขาไม่ได้จดบันทึกอะไรเลย... และกำลังงงว่าจางกงจ่างเอาเวลาไหนไปทำ!

            ทำอย่างไรดี?จะตีสนิทกับอีกฝ่ายอย่างไรดี?

            ตอนนี้เงินค่าจ้างไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วคนอย่างพวกเขาคงไม่มีวันได้เข้าไปเฉียดระดับโอสถสาวกเลยด้วยซ้ำ ทว่าตอนนี้ผู้ฝึกตนที่อาจจะได้เป็นมหาปรมาจารย์โอสถในอนาคตยืนอยู่เบื้องหน้าแบบนี้พวกเขาจะกล้ารับเงินเดือนแล้วสะบัดตูดเดินหนีได้อย่างไร?

            “เอ่อ...คุณสวีครับ...”

            “ทุกคนหยุดได้แล้ว”สวีหยางอี้มองปฏิกิริยาของทุกคนออก เขานั่งลงบนเก้าอี้พลางยกมือห้ามไม่ให้ทุกพูด “ฉันเพิ่งออกฌานฉันต้องการเสถียรพลังของตัวเอง พวกนายออกไปได้ ฉันยังไม่ต้องการพวกนาย”

            เพียงคำเดียวประหนึ่งสายฟ้าฟาดในวันท้องฟ้าแจ่มใส

            ทั้งสามคนนึกเสียใจขึ้นภายในอกทำไมไม่ตีสนิทกับอีกฝ่ายให้เร็วกว่านี้? ทุกครั้งที่อีกฝ่ายออกฌาน ตัวพวกเขาก็อยู่แล้วทำไมไม่นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายอาจจะกำลังฝึกหลอมยาอยู่ก็ได้

            กี่ครั้งแล้วที่พวกเขาไม่ยอมเอ่ยปากทักทาย?แล้วในตอนนี้ ในวันที่อีกฝ่ายบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลาง ซ้ำยังจุดไฟหลอมโอสถติด!ทั้งๆ ที่มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้กลับไม่ทำ...ซึ่งไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะพูดออกมาอย่างไม่มีเยื่อใยแบบนี้เพราะเดิมทีพวกเขาก็ไม่มีเยื่อใยให้อีกฝ่ายอยู่แล้ว!

            ความรู้สึกนึกเสียใจถั่งโถมเข้ามาในใจพวกเขาดั่งสายน้ำหลากอีกฝ่ายฝึกฝนแค่ครึ่งปี... ก็สามารถจุดไฟหลอมโอสถติดแล้ว...แล้วเปลวไฟที่จุดติดนี้เป็นผลมาจากการฝึกวิชาของสำนักไหนกัน?แล้วหลังจากนี้จะหลอมยาแบบไหนออกมากัน?

            ภายในใจของพวกเขากระวนกระวายคล้ายแมวตะกายผนัง!

            แต่ว่า...

            “ครับ”ทั้งสามคนตอบรับอย่างจำใจพวกเขารู้ดีว่าตอนนี้อีกฝ่ายพูดอะไรออกมาก็หมายความตามนั้น และการที่เพิงออกฌานมาเขาคงต้องการเวลาเสถียรพลังตัวเองจริงๆ

            “ถ้างั้น...”จางกงจ่างเงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนถามหยั่งเชิง “คุณสวีครับ...หลังจากนี้อีกหนึ่งอาทิตย์พวกเราแวะกลับมาได้ไหมครับ?”

            ก่อนหน้านี้อยากลาออกใจจะใจ พอมาตอนนี้ ใคร... มัน... จะ... ไป... ลา... ออก!

            อย่างน้อยก็ต้องพยายามตีสนิทอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุดก่อนแล้วค่อยว่ากัน!

            “ได้”

            ทั้งสามพ่นลมหายใจออกมายาวๆก่อนเดินออกไป สวีหยางอี้ โบกมือเล็กน้อย ประตูห้องใต้ดินพลันปิดลงทันทีเขาลูบคางตัวเองเบาๆ เหมือนคิดอะไรบางอย่าง

            “ยินดีด้วยนะครับคุณสวี...”หลี่จงหยวนรู้สึกอิจฉาขึ้นภายในใจอย่างล้นหลาม ระดับกลางเชียวนะ...ทุกครั้งของการเลื่อนขั้น มักมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเสมอ

            หากเป็นสมัยก่อนเลี่ยนชี่ระดับกลางหมายถึงร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ลมปราณเต็มเปี่ยม แต่ว่าตอนนี้หากชี้วัดตามหลักเกณฑ์ปัจจุบันของโลกมนุษย์ธรรมดา...

            ขั้นเลี่ยนชี่ระดับหมายถึง...ไม่หวาดหวั่นต่ออาวุธประเภทปืนขนาดเล็ก!

            สำหรับเจ้านายคนนี้นี่เป็นครั้งแรกของเขาที่มีความรู้สึกว่า...บางทีมีคนนี้เป็นเจ้านายก็ไม่เลวเหมือนกัน

            โดยเฉพาะ...ตอนที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังฝึกหลอมยาอยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องโกหก!ดังนั้นอย่าว่าแต่สั่งให้เขาไปหาเงินเลย สั่งให้เขาไปขายเลือดขายเนื้อตัวเองตอนนี้เขาคงรีบวิ่งแจ้นไปทันที!

            อีกฝ่ายแค่ต้องการหญ้าน้ำค้างแค่นี้เองเรื่องจิ๊บๆ ! ฉันก็แค่ขยันให้มากกว่าเก่าก็สามารถนำมาถวายให้ว่าที่โอสถสาวกระดับต้นได้แล้ว!

            หากอีกฝ่ายทำสำเร็จ...ในฐานะที่ตัวเองอยู่เคียงข้างเขามาตลอด ส่งเสริมสนับสนุนเขามาตั้งแต่ช่วงแรก...เอิ่ม! แม้ในช่วงแรกๆ จะไม่เต็มใจก็เถอะ... แล้วหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนะ...อิอิ... แค่คิดก็มีความสุขแล้ว...

            แล้วอยู่ๆ สวีหยางอี้ยกมือขึ้นมองเขาอย่างเรียบนิ่ง“นายมีพลังเวทไหม?”

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน