เทพธิดาไลล่าหันมาทางเทพเอรุสที่ยังคงถูกพลังเทพเจ้าของเธอสกัดไว้ไม่ให้เขาหนีไปไหน
“ท่านเทพเอรุส เราทราบค่ะว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่มีพลังมากที่สุดองค์หนึ่ง และท่านก็ต้องการที่จะเป็นราชาเทพเจ้า แต่ในเมื่อท่านปฏิบัติเช่นนี้แล้วจะให้เราวางใจว่าท่านจะเป็นราชาเทพเจ้าที่ดีได้อย่างไร?”
“แล้วหากข้าไม่ทำเช่นนี้ ข้าจะมีโอกาสได้เป็นราชาเทพเจ้าหรือ?”
เทพเอรุสย้อนถามเธอ
“องค์ราชาเทพได้รับสั่งให้เราหาผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ หากท่านรับปากเราว่าจะกลับใจไม่ก่อเหตุร้ายใดๆ ขึ้นอีก เราก็จะปล่อยท่านไปโดยไม่ลงโทษ และหากท่านแสดงให้เราเห็นอย่างสม่ำเสมอว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่ทรงคุณธรรม เราก็จะสนับสนุนให้ท่านเป็นราชาเทพเจ้าต่อจากองค์ราชาเทพเดวิด ท่านจะว่าอย่างไรคะ?”
เทพธิดาไลล่ายื่นข้อเสนอ
“ในเมื่อเทพธิดาแห่งโชคกล่าวเช่นนี้ ข้าก็รับปากตามนั้น”
เทพธิดาไลล่าจึงได้ปล่อยเขาเป็นอิสระ
“แต่หากท่านไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เราบอก ท่านอาจจะได้รับการลงโทษโดยที่เราก็คงช่วยอะไรท่านไม่ได้อีกแล้วนะคะ”
เทพธิดาไลล่ากล่าวก่อนที่เทพเอรุสจะกลับไป
หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ไม่นาน เทพธิดาไลล่าได้มาที่ประตูทางเข้าพระราชวังแห่งดินแดนเทพเจ้า เพื่อขอเข้าเฝ้าองค์ราชาเทพเดวิด
“เข้าเฝ้าตอนนี้ไม่ได้ขอรับ พระองค์ทรงกำลังประชุมกับเทพองครักษ์ทั้งห้าอยู่ ต้องรอให้การประชุมเสร็จสิ้นก่อนนะขอรับ”
ทหารเฝ้าประตูวังบอกเทพธิดาไลล่า
“แล้วเธอจะให้เรารออยู่ข้างนอกอย่างนี้หรือ?”
เทพธิดาไลล่าถามเขา
“ขอรับ เพราะด้านในไม่มีเทพองครักษ์คอยเฝ้าระวัง ทุกท่านล้วนเข้าประชุมกันหมด จึงให้ใครเข้าไปตอนนี้ไม่ได้ขอรับ”
นายประตูตอบเธอ เทพธิดาไลล่าจึงยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะกล่าว
“แต่เรามีเรื่องสำคัญต้องเข้าเฝ้านะ ในเมื่อไม่มีเทพองครักษ์คอยเฝ้าด้านใน เราก็เข้าไปได้ง่ายน่ะสิ ถ้าเธอคิดว่าสามารถจะขวางเราได้ก็ลองดูสิ”
เทพธิดาไลล่าพูดจบก็เดินผ่านนายประตูไปหน้าตาเฉย
“ท่านไลล่าจะทำอะไรน่ะขอรับ!!”
นายประตูพูดด้วยความตกใจพร้อมกับพยายามใช้พลังขวางกั้นเธอ แต่ก็ทำอะไรเธอไม่ได้ เทพธิดาไลล่าเดินผ่านเขาเข้าไปและหันมายิ้มพร้อมกับโบกมือบ๊ายบาย แล้วเดินเข้าไปต่อ
“มีผู้บุกรุก! ขวางนางไว้!”
นายประตูตะโกนบอกทหารกลุ่มหนึ่งที่อยู่หน้าอาคาร พวกเขาจึงเข้ามาพยายามช่วยกันสกัดเธอ แต่ก็เข้าถึงตัวเธอไม่ได้ แถมยังโดนพลังของเธอผลักกระเด็นออกไป ทำให้เทพธิดาไลล่าเดินผ่านพวกเขาเข้าไปในอาคารได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่เทพธิดาไลล่ากำลังเดินไปที่ห้องประชุม ทหารทั้งหลายที่อยู่ภายนอกล้วนตามเธอเข้ามาภายในอาคารแต่ก็เข้าใกล้เธอไม่ได้ จึงร้องบอกทหารหน้าห้องประชุมให้ขวางเธอไว้
ภายในห้องประชุม เมื่อราชาเทพได้ยินเสียงดังอึกทึกภายนอกห้องในระหว่างที่กำลังหารือกับเทพองครักษ์ เขาจึงหยุดชะงักและดูด้วยความสงสัยว่าข้างนอกห้องเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้น ประตูห้องก็เปิดออก และเป็นเทพธิดาไลล่าที่เดินเข้ามา โดยมีทหารหลายนายมายืนออกันอยู่หน้าประตูแต่ไม่กล้าเข้าห้อง และนายทหารที่มีหน้าที่เฝ้าประตูห้องประชุมจึงได้พูดขึ้นมา
“เกล้ากระหม่อมขอพระราชทานอภัยพะยะค่ะ นางจะเข้ามาให้ได้ ไม่มีใครขวางนางได้เลยพะยะค่ะ”
“เกล้ากระหม่อมฉัน ไลล่า ขอถวายบังคมองค์ราชาเทพเพคะ”
เทพธิดาไลล่าถวายความเคารพราชาเทพ
“เราอนุญาตให้เทพธิดาไลล่าเข้ามาได้ ต่อไปพวกเจ้าอย่าได้ขัดขวางนางอีกหากนางมาที่วัง พวกเจ้ากลับไปทำหน้าที่กันต่อเถอะ”
ราชาเทพเดวิดบอกนายทหารทั้งหมดที่อยู่หน้าประตู พวกเขาจึงได้รีบปิดประตู
เทพธิดาไลล่าเดินไปหาบิดาของเธอซึ่งมองเธอด้วยสายตาที่ตำหนิในความเอาแต่ใจของบุตรสาว เธอจึงยิ้มแหยๆ และหันมากล่าวกับราชาเทพ
“เกล้ากระหม่อมฉัน ต้องขอพระราชทานอภัยโทษด้วยเพคะ ที่บุกรุกเข้ามา แต่เนื่องจากเกล้ากระหม่อมฉัน ทราบว่าจนถึงบัดนี้ เหล่าทหารยังนำคทาเทพกลับมาถวายคืนพระองค์ไม่ได้ จึงมาขอเข้าเฝ้าพระองค์ เพื่อขออาสาเป็นผู้ไปนำคทาเทพกลับมาทูลเกล้าถวายพระองค์เองเพคะ”
“ในเวลานี้ท่านเทพธิดาแห่งโชคเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ท่านมีสิทธิในการเข้าออกพระราชวังและหารือราชกิจกับเราได้ทุกเมื่อ ท่านเทพองครักษ์ทุกท่านได้ยินแล้วใช่หรือไม่?”
ราชาเทพกล่าวกับเทพธิดาไลล่าและถามเทพองครักษ์ทั้งห้า
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”
เทพองครักษ์ทั้งห้าตอบพร้อมกัน ราชาเทพจึงได้หันไปกล่าวกับเทพธิดาไลล่า
“เราก็กำลังหารือเรื่องคทาเทพกับห้าเทพองครักษ์อยู่พอดี เราจะเล่าให้ท่านฟังคร่าวๆ เราได้ส่งทหารจำนวนหนึ่งไปหาคทาเทพบนโลก พวกเขารับรู้พลังของคทาเทพได้และพบว่าคทาเทพได้ตกอยู่ในมือของมนุษย์คนหนึ่ง พวกเขาจึงพยายามชิงคทาเทพคืนมาแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องจากคนผู้นี้ใช้พลังของคทาเทพต่อสู้และหลบหนี พวกเขาได้พยายามอยู่หลายครั้งแต่ไม่สามารถสู้กับพลังของคทาเทพได้จึงกลับมารายงานเรา ต่อมาเราจึงส่งเทพองครักษ์ไปสองนาย แต่ครั้งนี้พวกเขากลับไม่พบคทาเทพและไม่สามารถรับรู้พลังของคทาเทพได้ ไม่ทราบว่าท่านเทพธิดาแห่งโชคมีความเห็นเป็นเช่นไร?”
ราชาเทพเล่าจบจึงได้ถามเธอ
“เกล้ากระหม่อมฉันทราบว่า องค์ราชาเทพได้เคยพระราชทานพรให้แก่องค์กษัตริย์และราชินีทุกพระองค์บนโลก ให้ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดสามารถใช้พลังเทพเจ้ากับผู้ที่ครองราชบัลลังก์ได้ เกล้ากระหม่อมฉันคิดว่า การที่ท่านเทพองครักษ์ไม่สามารถใช้พลังเทพเจ้าหาคทาเทพได้ เนื่องจากคทาอยู่ในรัศมีคุ้มครองของกษัตริย์หรือราชินี พระองค์ใดพระองค์หนึ่งเพคะ”
เทพธิดาไลล่าแสดงความเห็น
“พวกเราก็ล้วนมีความเห็นเช่นเดียวกันกับท่าน และจะเลือกมนุษย์คนหนึ่ง ให้ทำหน้าที่หาคทาเทพให้พบ หรือส่งเทพเจ้าองค์หนึ่ง ไปจุติเป็นมนุษย์ เพื่อหาคทาเทพแล้วชิงกลับมา ท่านไม่จำเป็นต้องอาสาไปนำคทากลับมาเองหรอก”
ราชาเทพกล่าว
“เกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็นด้วย ที่จะให้มนุษย์หาคทาเทพให้เพคะ เมื่อทหารของพระองค์ยังสู้พลังของคทาเทพไม่ได้ เกรงว่ามนุษย์ที่รับหน้าที่นี้จะได้รับอันตรายเช่นกันเพคะ ส่วนการส่งเทพไปจุติเป็นมนุษย์ ก็ต้องรอให้ร่างมนุษย์สามารถทนต่อพลังเทพเจ้าภายในตัวได้ก่อน จึงจะสามารถใช้พลังเพื่อป้องกันตัวได้เพคะ หากจะต้องต้านพลังของคทาเทพ ก็ต้องรอให้มีอายุอย่างน้อยสิบปีบนโลกมนุษย์ จึงจะใช้พลังขนาดนั้นได้ แต่ในระหว่างสิบปีแรกที่ยังคงใช้พลังเทพเจ้าไม่ได้ หากมนุษย์ที่เป็นเทพจุติถูกกำจัดซะก่อน ภารกิจนี้ก็จะล้มเหลวได้นะเพคะ”
เทพธิดาไลล่าแสดงความเห็น ราชาเทพจึงบอกเธอ
“เราก็ส่งเทพเจ้าไปคุ้มครองมนุษย์หรือเทพจุติได้นี่”
“ก็ยังเสี่ยงเกินไปเพคะ เพราะพลังเทพเจ้าไม่สามารถจะใช้กับกษัตริย์หรือราชินีได้ การคุ้มครองจึงยังมีโอกาสล้มเหลวเช่นกันเพคะ เกล้ากระหม่อมฉันขอพระราชทานพระราชานุญาต ให้เกล้ากระหม่อมฉันได้ไปจุติเป็นมนุษย์ เพื่อปฏิบัติภารกิจนี้เองเพคะ เกล้ากระหม่อมฉันได้รับพรคุ้มครองตนเองจากท่านเทพโปเตช ช่วยป้องกันให้พ้นจากภัยอันตรายในขณะที่ยังใช้พลังเทพเจ้าไม่ได้เพคะ”
เทพธิดาไลล่ายังคงขออาสาไปนำคทาเทพกลับมา
“แล้วท่านต้องใช้เวลากี่ปีบนโลกล่ะ ร่างมนุษย์ของท่านจึงจะปรับตัวกับพลังเทพเจ้าทั้งหมดของท่านได้?”
ราชาเทพถามเธอ
เทพธิดาไลล่านึกขึ้นได้ว่าเนื่องจากเธอมีพลังมากกว่าเทพเจ้าองค์อื่น ร่างกายมนุษย์จึงจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวนานกว่าเช่นกัน เธอจึงตอบด้วยท่าทางเขินๆ
“เอ่อ…ก็นานพอสมควรนะเพคะ คนที่เก็บคทาเทพได้...คงจะตายซะก่อนเพคะ”
“พลังเทพเจ้าของท่านมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? เราจะรอให้เขาตายไม่ได้นะ หากคทาเทพเปลี่ยนไปตกอยู่ในมือกษัตริย์หรือราชินีที่ไร้คุณธรรม ท่านก็จะใช้พลังเทพเจ้าชิงคทามาไม่ได้น่ะสิ โลกมนุษย์ก็จะยิ่งวุ่นวาย แต่ถ้าเรามอบให้บิดาท่านไปก็จะใช้เวลาเพียง 16 ปีเท่านั้นนะ”
ราชาเทพกล่าวกับเธอ ถึงเขาจะรู้ว่าเทพธิดาแห่งโชคเป็นเทพที่มีอิทธิฤทธิ์มากมาตั้งแต่เธอได้จุติบนดินแดนเทพเจ้า แต่เขาก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าพลังเทพเจ้าของเธอจะสูงถึงเพียงนี้
“แต่ว่าเกล้ากระหม่อมฉันไม่จำเป็นต้องรอให้พลังฟื้นทั้งหมดก็ได้นะเพคะ เกล้ากระหม่อมฉันจะใช้พลังเพียงบางส่วนที่ร่างกายสามารถปรับตัวได้ เพื่อชิงคทาเทพมาก่อนเพคะ ในกรณีนี้จะต้องใช้เวลาราว 23 ปี และจะไม่มีความเสี่ยงเลยเพคะ”
เทพธิดาไลล่ากล่าวด้วยความมั่นใจ ทำให้ราชาเทพมีท่าทางพอใจ
“องครักษ์ท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่น หรือว่าไม่เห็นด้วยหรือไม่?”
ราชาเทพถามความเห็นเทพองครักษ์ทั้งห้า แต่เมื่อเทพทุกองค์ล้วนมีท่าทางพอใจและไม่คัดค้านแต่อย่างใด ราชาเทพจึงได้เจาะจงถามเทพพัลดิอุส
“ท่านเทพพัลดิอุสยินดีให้บุตรสาวของท่านปฏิบัติภารกิจนี้หรือไม่?”
“เกล้ากระหม่อมยินดีและเชื่อว่าเทพธิดาไลล่าจะปฏิบัติภารกิจนี้ได้สำเร็จพะยะค่ะ”
เทพพัลดิอุสตอบ ทำให้เทพธิดาไลล่ายิ้มดีใจที่จะได้ไปจุติบนโลกมนุษย์สมความตั้งใจ
“ถ้าเช่นนั้น เราขอมอบภารกิจนี้ให้ท่านเทพธิดาแห่งโชค แต่ว่า ท่านต้องไม่ลืมกฎข้อห้ามสองข้อสำหรับเทพเจ้าในระหว่างที่ไปจุติบนโลกมนุษย์ ข้อแรกคือ ห้ามถ่ายทอดพลังเทพเจ้าให้กับมนุษย์ธรรมดา และข้อที่สองคือ ห้ามใช้พลังเทพเจ้าของตนชุบชีวิตมนุษย์ หากทำผิดกฎข้อใดข้อหนึ่ง ท่านจะถูกลงโทษ และหากทำผิดกฎทั้งสองข้อ ท่านจะหมดสถานะความเป็นเทพธิดาทันที”
ราชาเทพบอกกับเธอ
“เพคะ เกล้ากระหม่อมฉันจะไม่ลืมกฎข้อห้ามทั้งสองข้ออย่างเด็ดขาดเพคะ”
เทพธิดาไลล่ารับปาก
ทันใดนั้น ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในอาณาจักรริปโปเซีย
“หา!!!”
บุญร้องขณะที่สะดุ้งตื่น และลุกนั่งอย่างกระทันหันด้วยสีหน้าตื่นตกใจ
“คงถึงเวลาแล้วสินะ…”
เธอพูดแล้วจึงหันไปเห็นเจ้าหญิงเทย่ากำลังยืนมองเธอจากหน้าประตูห้องน้ำด้วยสีหน้าแปลกใจ ในมือหอบเสื้อผ้าเตรียมเข้าไปอาบน้ำ