โซลุมเป็เมืองที่ไร้ชีวิตชีวา
มีอาคารสองชั้นที่ดูคล้ายศูนย์การค้าอยู่ก็จริงแต่หินที่ปลายบันไดพังทลายไปแล้ว ประตูที่ทำจากไม้ก็ผุพังไปกว่าครึ่ง
แถมพอมีลมพัดเมื่อไรฝุ่นเป็ต้องลอยคลุ้งทันที
ฮิโรโตะและโซอิจิโร่เดินไปในเมืองของอาณาจักรฮูบรีเด้อโดยที่มือสองข้างยังถูกมัดด้วยเชือก
ถัดออกไปหลายกิโลเมตรข้างหน้าคือหมู่บ้านอันห่างไกลในรัฐซาราเบรียถัดไปไกลกว่านั้นคือเขตปกครองของเผ่าพันธุ์อันโหดร้าย
พวกฮิโรโตะถูกประกบหน้าหลังโดยอัศวินสองคนและที่เดินอยู่หัวแถวก็คือโครงกระดูกที่ช่วยพวกเขาเอาไว้นั่นเอง
ตรงลานกว้างซึ่งลาดพื้นด้วยหินมีแต่พวกผู้หญิงมารวมตัวกันพวกหล่อนต่อแถวกันหน้าบ่อน้ำ พูดคุยกันพลางเรียงคิวตักน้ำตามลำดับ
“ยังไม่ซ่อมอีกเหรอเนี่ย”
ทหารที่เดินอยู่หน้าฮิโรโตะมองศูนย์การค้าแล้วบ่นพึมพำ
“คงรอซ่อมรวดเดียวละมั้ง”
“เดี๋ยวก็เป็แบบเดิมอีกทั้งท่านเ้าปราสาท ทั้งท่านผู้จัดการปราสาท ไม่รู้คิดอะไรอยู่”
ฮิโรโตะหันไปมองที่ลานกว้าง
เห็นโครงกระดูกสองร่างกำลังเดินผ่านลานกว้างพลางพูดคุยกันอย่างสนิทสนมผู้ชายที่มีผ้าพันแผลเต็มตัวสี่คนแบกถุงข้าวสาลีขนาดใหญ่
‘เหวอ!? เมื่อกี้อะไรน่ะ!? าเ็อยู่งั้นเหรอ’
ถึงจะาเ็ยังไงแต่ก็พันผ้าพันแผลมากเกินไปแล้วฮิโรโตะหันไปมองให้ชัดๆอีกหน แต่พวกเขาเดินจากลานกว้างลับสายตาเข้าไปในถนนเสียแล้ว
ความรู้สึกว่าถูกส่งมาต่างโลกเริ่มเป็จริงขึ้นเรื่อยๆถึงจะน่าแปลกที่ฟังภาษารู้เื่ แต่เขาต้องอยู่ในต่างโลกอย่างแน่นอน
แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็เมืองที่ไม่เจริญเอาซะเลย ฮิโรโตะคิด อาคารศูนย์การค้าไม่อาจชมว่าสวยงามได้ลานกว้างเองก็มีแต่ฝุ่น
ถ้าเป็เมืองที่มั่งคั่งคงไม่เป็แบบนี้ที่นี่คงเป็เขตชนบทของอาณาจักรฮูบรีเด้อแน่ๆ ดังนั้นคงไม่มีหวังที่จะได้พบผู้มีอำนาจและอธิบายสถานการณ์ให้ฟังเพื่อขอความช่วยเหลือหรอก
ฮิโรโตะมองบรรดาผู้หญิงตรงบ่อน้ำ
อายุคงเกินสามสิบปีแล้ว
ทุกคน…มีรูปร่างซูบผอม ไม่มีใครอ้วนเลยสักคน
ฮิโรโตะนึกถึงเื่ในแอฟริกาขึ้นมาที่แอฟริกาคนอ้วนจะนับว่าเป็คนรวย ว่ากันว่าเพราะคนส่วนมากกินอาหารไม่เพียงพอร่างกายจึงผ่ายผอม แต่คนรวยนั้นได้รับสารอาหารจนเกินพอทำให้กลายเป็คนอ้วนท้วมสมบูรณ์
ผู้หญิงเ่าั้ชำเลืองมองขบวนของพวกฮิโรโตะเพียงแวบเดียวแล้วจึงกลับไปคุยกันต่อ ฮิโรโตะใที่พวกเธอไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ยิ่งกว่าเื่ที่พวกเธอล้วนซูบผอมเสียอีก
โครงกระดูกเดินได้คงเป็เื่ธรรมดาสามัญสำหรับผู้คนในโลกนี้กระมัง
‘น่าสนุกแฮะ’
ฮิโรโตะเริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดๆ
เป็ประสบการณ์ต่างวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ความแตกต่างของบรรทัดฐานที่ว่าอะไรคือเื่ธรรมดาไม่มีอะไรจะน่าสนุกไปกว่านี้อีกแล้ว แต่ดูเหมือนโซอิจิโร่จะไม่คิดแบบนั้น
“น่าขายหน้าชะมัด…แบบนี้มันนักโทษชัดๆ”
โซอิจิโร่บ่นพึมพำแต่การบ่นก็ไม่ชวยให้สงบอารมณ์ได้
“เฮ้ย! แก้มัดซะที!”
เขาคำราม
อัศวินจึงหันมามอง
“ทำไม่ได้หรอกถ้าแกหนีก็แย่น่ะสิ”
“คิดจะจับไปเป็ทาสงั้นเรอะ!?”
โซอิจิโร่จ้องอัศวินตาเขม็ง
“พวกแกจะต้องเป็ทหาร”
“แต่ฉันเป็เด็กม.ปลาย เองนะ!?”
อัศวินทั้งสองหยุดเท้าแล้วหันมองหน้ากัน
“มันบอกว่าไงนะ?”
“ก็ดีเฟเรนเต้นี่นาคงเป็ภาษาของโลกที่เราไม่รู้จักละมั้ง”
ทั้งสองเอ่ย
“อย่ามาพูดเองเออเองนะ! ไอ้ดีเฟเรนเต้ที่ว่านั่นมันคืออะไรกัน!”
โซอิจิโร่ะโขึ้น
“มีเื่อะไร”
โครงกระดูกเคลื่อนม้าเข้ามาใกล้ทำเอาโซอิจิโร่ร้องเสียงหลงและรีบถอยห่าง
ภายในหัวกะโหลกนั้นเป็โพรงสีดำมองเห็นเม็ดแสงขนาดเท่าลูกแก้วอยู่ในเบ้าตา
“เ้านี่ดูเหมือนจะไม่เต็มใจครับ”
อัศวินตอบ
“ถูกฝืนพาตัวมาจากโลกอื่นไม่ว่าใครก็ไม่เต็มใจทั้งนั้นแหละ”
พอโครงกระดูกพูดเช่นนั้นแล้วหันมามองโซอิจิโร่ก็ตัวสั่นงันงก โครงกระดูกเตะท้องม้าเบาๆ เมื่อม้าออกเดินฮิโรโตะกับโซอิจิโร่ก็ตามไป
“บ้าเอ๊ย…ทำไมต้องมาเจอเื่แบบนี้ด้วย…”
โซอิจิโร่บ่นพึมพำ
ฮิโรโตะเงยหน้าขึ้นมองเห็นอาคารยอดแหลมอยู่ด้านหลังอาคารสองชั้น
อาคารนั้นคือที่หมายของทั้งสองปราสาทโซลุมนั่นเอง
ช่างเป็ปราสาทที่ซอมซ่อ
ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยกำแพงและคูน้ำยาวสิบเมตรแต่ในคูแทบไม่มีน้ำอยู่เลย ดูเหมือนฝนคงไม่ตกลงมาสักพักแล้ว จะว่าไปที่ลานกว้างก็มีแต่ฝุ่นเหมือนกันดินแดนแห่งนี้คงปริมาณน้ำฝนน้อยเป็แน่
พื้นที่รอบปราสาทเป็รูปสี่เหลี่ยมมีหอคอยสร้างไว้ทั้งสี่มุม และยังมีหอคอยบนกำแพงระหว่างหอคอยแต่ละมุมรวมถึงทหารที่คอยสอดส่องจาก้า
“วะเหวอ! โครงกระดูกอีกแล้ว!”
โซอิจิโร่แอบหลังฮิโรโตะ
ทำเอาฮิโรโตะผุดยิ้ม
โซอิจิโร่ยังขี้กลัวเหมือนเดิมไม่ต่างจากตอนประถมเลย
“ไม่โจมตีเข้ามาหรอกน่า”
“ตะแต่ว่า สัตว์ประหลาดแบบนั้น——”
เหล่าทหารโครงกระดูกหันหลังแล้วเริ่มออกเดินนำพวกฮิโรโตะข้ามสะพานชัก
พอข้ามมาแล้วก็พบกับไร่ทันทีทว่าพื้นดินกลับแห้งสนิท
‘ที่ดินแห้งคงเป็เพราะพักนี้ฝนไม่ตกสินะ’
ฮิโรโตะคิด
‘หรือว่าเดิมทีพื้นที่นี้จะมีปริมาณน้ำฝนน้อยอยู่แล้ว ถ้าปริมาณน้ำฝนมากก็น่าจะเก็บเกี่ยวพืชผลได้เยอะอยู่หรอกเพียงแค่นั้นก็สร้างรายได้ได้แล้ว ศูนย์การค้าก็น่าจะสร้างได้ดีกว่านี้ด้วย’
การที่เมืองมีสภาพซอมซ่อแบบนี้คงเป็เพราะเก็บเกี่ยวพืชผลได้น้อยและสาเหตุก็คือปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพออย่างแน่นอน
พอเดินผ่านหอคอยหลักขนาดใหญ่ตรงมุมกำแพงเข้ามาก็มองเห็นปราสาททรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและคอกม้า โครงกระดูกหยุดม้าแล้วหย่อนตัวลงพื้น
โซอิจิโร่เขยิบหน้าเข้ามาใกล้
“ที่ว่าต้องเป็ทหารหมายถึงต้องเป็ลูกน้องเ้าสัตว์ประหลาดนั่นเหรอ”
เขากระซิบ
“ล่าท้าผีตอนเฝ้ายามกะกลางคืนสินะ”
“ใช่เวลามาพูดล้อเล่นมั้ย”
พอโครงกระดูกเดินเข้าไปในปราสาทอัศวินด้านหลังก็สะกิดพวกฮิโรโตะให้ตามไป
พวกเขาเดินผ่านทางเข้าแคบๆ
ด้านในปราสาทมืดสลัวมีแสงอาทิตย์จากรูหน้าต่างฉายลงบนผนังส่วนหนึ่ง พวกเขาเดินผ่านทางเดินหินโล่งๆแล้วขึ้นบันได
จึงพบกับห้องโถงขนาดใหญ่ซึ่งกว้างประมาณห้าสิบเสื่อทาทามิและปูพื้นด้วยหนังสัตว์แทนพรม
บนผนังตกแต่งด้วยพรมแขวนเบื้องหน้าคือเก้าอี้ที่มีพนักพิงยาว ผู้ชายไร้เืฝาดนั่งอยู่บนนั้นเขามีใบหน้าเรียวยาวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปลายจมูกยื่นแหลมคล้ายเครื่องหมายลูกศรและริมฝีปากบาง
ข้างๆมีชายร่างอ้วนหัวโล้นยืนอยู่ใบหน้ากว้างดูคล้ายหินผิวลื่นที่แต่งเติมตาและจมูกเข้าไป สวมเสื้อคลุมหลวมโพรกและรัดเชือกที่เอว
‘คนที่ไม่มีเืฝาดคือเ้าปราสาทสินะ’
ฮิโรโตะคิด
เ้าปราสาทคงไม่มีทางยืนอยู่หรอกดังนั้นคนที่นั่งจึงน่าจะเป็เ้าปราสาท
ส่วนชายหัวโล้นคงเป็บริวาร
ข้างๆผู้ชายไร้เืฝาดมีผู้หญิงแก้มอวบอิ่มอยู่ด้วย ทั้งสะโพกและบั้นท้ายต่างเผยความอวบอัดออกมาให้เห็น
ภรรยาของชายคนนั้น…กระมัง?
แต่อายุดูห่างกันพอตัวเลย
‘หรือว่านางสนม…?’
ชายทั้งสองกำลังกระซิบกระซาบกัน
“ครั้งที่เ้าปราสาทของปราสาทลูซ่าไปดูงานที่โรงเรียนในสังกัดโบสถ์ภูติได้ยินว่าเขาสามารถผูกสัมพันธ์กับเอลฟ์ได้ด้วยการให้ของขวัญแก่ลูกเอลฟ์ขอรับ การไปเยือนในอีกสี่วันให้หลังท่านเองก็——”
