Legend of Bloodland (ดินแดนแห่งพันธะอาคม)

    ตอนที่ 54 แทรกซึมเมืองโซน่า

       


           ไกอัส ดอว์นและแคเรนเดินทางจากทางใต้ขึ้นเหนือมาที่เมืองโซน่าซึ่งเป็นเมืองใหญ่ใกล้กับกำแพงด่านชายแดนที่อยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลสตรองวอลล์เพราะได้ยินข่าวการแทรกซึมของกองทัพอมตะจากเชสเนอร์ระหว่างทางกลับจากอาณาจักรริคมาเข้ามาในพื้นที่ทางใต้ของอาณาจักรลอฟท์เรีย ซึ่งจะต้องผ่านเมืองลูน่าซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลฮาฟก้าพวกเขาจึงเร่งเดินทางมาที่เมืองโซน่า

            ทากัสเตรียมต้อนรับพวกเขาอยู่ที่หน้าประตูเมืองตั้งแต่ได้รับจดหมายจากไกอัสเรื่องที่พวกเขาจะแวะมาทากัสกระโดดขึ้นนั่งข้างๆ ไกอัสบนที่นั่งหน้ารถม้า ทหารยามจึงปล่อยให้พวกเขาวิ่งผ่านเข้าประตูเมืองไปอย่างง่ายดายทากัสชี้ทางให้ไกอัสควบรถม้าไปจอดที่โรงเก็บม้าของที่พักซึ่งดูมีความเป็นส่วนตัวที่สุดในเมืองโซน่า

            ที่พักซึ่งทากัสแนะนำนี้มีลักษณะคล้ายคฤหาสน์ขนาดใหญ่สร้างจากปูนและปูหลังคาสีแดงเข้มอาคารสามชั้นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีห้องพักอยู่ชั้นละสี่ห้องล้อมรอบด้วยสวนสมุนไพรที่มีต้นไม้ใหญ่เพียงต้นเดียวแผ่กิ่งก้านสาขาคอยป้องกันแสงแดดให้อาคารที่พัก

            ทากัสเดินเล่นรออยู่ใต้ต้นไม้ไม่นานนักไกอัสกับดอว์นก็เดินออกมา ทากัสเห็นใบหน้าของดอว์นก็อดนึกถึงคาร์ลไม่ได้แต่มั่นใจว่าคาร์ลคงไม่สามารถมาปรากฏตัวที่นี่ตอนนี้ได้เขาจึงเดินเข้าไปกล่าวทักทายดอว์น

            “เรื่องที่ชายแดนคราวก่อน ต้องขอบใจเจ้ากับท่านชาร์ลด้วยท่านพ่อข้าบอกว่าถ้ามีโอกาสก็อยากเชิญมาดื่มกัน”

            “ตั้งแต่กลับมาข้ายังไม่เคยติดต่อท่านพ่อเลยไว้กลับไปแล้วจะบอกให้นะ”

            “ช่วงนี้ชายแดนสงบจนน่าแปลกใจ แต่ท่านพ่อยังไม่วางใจก็เลยยังไม่ถอนกำลังออกจากชายแดนตั้งแต่ที่พวกเจ้าช่วยขับไล่กองทัพอมตะห้าพันคนกลับไปคราวก่อน”

            “เท่าที่รู้เหมือนพวกนั้นยังเที่ยวขุดสุสานหากำลังเพิ่มอยู่นะ”ดอว์นคิดถึงเหตุการณ์ที่สุสานนิวออร์คิด

            “ไปได้ข้อมูลอะไรมางั้นหรือ”

            ไกอัสกับดอว์นเล่าเรื่องที่ไปอาณาจักรครอสวูดและอาณาจักรริคมาให้ทากัสฟังเขานิ่งฟังจนจบจึงเริ่มออกความเห็น

            “นี่พวกเจ้า... เหมือนจะว่างนะ”

            “พวกข้ากำลังสืบ...”ไกอัสหยุดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนทรยศอยู่ในหมู่ตระกูลอัศวินทั้งแปดเขารีบเปลี่ยนคำพูด “ก็เลยรู้เรื่องการส่งทหารอมตะเข้ามาแทรกซึมในเมืองนี้”

            “บางทีพวกนั้นอาจใช้คนในเมืองโซน่าเป็นตัวประกันเพื่อจะบังคับยึดเมืองโดยไม่คิดเปิดศึกซึ่งหน้าน่ะสิแบบนี้ต้องตรวจสอบว่ามีการแฝงตัวเข้ามามากแค่ไหนแล้ว ถ้ามีจำนวนมากพวกนั้นจะลงมือเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว” ทากัสประเมินสถานการณ์ ดอว์นจึงแทรกขึ้น

            “พวกข้าก็ลยมาช่วยคัดแยกพวกกองทัพอมตะออกจากชาวเมืองก่อนแล้วเจ้าสั่งปิดโกดังท่าเรือพอตโตหรือยัง”

            “พึ่งออกคำสั่งปิดเมื่อไม่นานมานี้หลังจากเรือสินค้ารอบล่าสุดเข้าเทียบท่าท่าเรือนั้นอยู่นอกกำแพงเมืองติดกับแม่น้ำอควาเลสที่กั้นอาณาเขตระหว่างอาณาจักรลอฟท์เรียและครอสวูดพูดง่ายๆว่าเป็นด่านแรกที่รับแขกผู้มาเยือนเพื่อตรวจสอบก่อนปล่อยให้เข้าเมืองด่านโซน่า เป็นแหล่งรวมสินค้าที่จะนำเข้ามาในอาณาจักรจึงมีทั้งเรือขนส่ง สินค้าแปลกตาหายาก พ่อค้าและคนงานบนเรือ รวมถึงนักท่องเที่ยวจากต่างแดนจำนวนมากจึงไม่อนุญาตให้ชาวเมืองทั่วไปเข้าไปตั้งถิ่นฐานหรือทำกิจการอื่นนอกจากกิจการที่พักแรมเท่านั้น เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบจากประตูเมืองถึงท่าเรือพอตโตห่างกันราวยี่สิบกิโลเมตรได้”

            “เจ้าต้องเข้มงวดกับการตรวจสอบสินค้าและคนงานบนเรือทั้งหมดอาจจะมีทหารอมตะปลอมปนเข้ามาก็ได้”

            “ที่จริงก่อนหน้านี้ก็มีคำสั่งจากราชินีให้เข้มงวดเรื่องปริมาณผลึกคอร์กัสที่ขนส่งทั้งขาเข้าและขาออกเพื่อไม่ให้มีการนำออกไปขายให้อาณาจักรริคมามากเกินไป ทำให้การตรวจสอบเข้มงวดขึ้นอยู่แล้วแต่เราเน้นตรวจสอบสินค้าไม่ใช่คนงาน” สีหน้าของทากัสเครียดลงในขณะที่อธิบาย “ตอนนี้ข้าก็เลยสั่งการให้ปิดรับเรือสินค้าชั่วคราวตอนนี้กำลังจัดกำลังเข้าตรวจสอบโดยละเอียดถ้าอาณาจักรครอสวูดจะลงมือก็คงเป็นตอนนี้ล่ะป่านนี้คงรู้ตัวแล้วว่าถูกฝ่ายเรารู้แผนน่ะ”

            “งั้นงานของเราตอนนี้ก็คือคัดแยกคนของกองทัพอมตะออกจากประชากรเกือบสามหมื่นคนของเมืองโซน่าสินะ”ดอว์นสรุป “เพียงแต่ปัญหาคือไม่รู้ว่ามีแทรกซึมเข้ามากี่คน แค่หลักพันก็แย่แล้วถ้าพวกนั้นใช้ชาวเมืองเป็นตัวประกันอีกอย่างทหารอมตะแต่ละคนจัดการยาก ชาวเมืองธรรมดาไม่รู้เรื่องการใช้ยาคืนชีวิตพวกเขารับมือไม่ไหวแน่”

            “ตั้งแต่ได้รับจดหมายแจ้งข่าวจากไกอัส ข้าก็ขอความช่วยเหลือไปทางตระกูลดาทนอร์ธแล้วอาวุธของพวกเขาเหมาะกับงานนี้” ทากัสกล่าวขึ้น “และยาคืนชีวิตก็มีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับการทดสอบในคนจำนวนมากข้าก็เลยขอให้พวกเขาช่วยปรับปรุงสูตรยาให้ด้วย”

            “ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของชาวเมืองมากกว่าถ้าต้องปะทะกันจริงๆ อาจถูกลูกหลงได้” แคเรนกล่าวแทรกขึ้น

            “ที่จริงเพราะเหตุที่เกิดขึ้นเดือนก่อนข้าก็เลยสั่งอพยพชาวเมืองที่มั่นใจว่าเป็นมนุษย์จริงๆ ออกไปที่เมืองอื่นบ้างแล้วตอนนี้น่าจะเหลือประชากรอยู่ประมาณสองในสาม”

            “เดือนก่อนหรือ เกิดอะไรขึ้น” ไกอัสถามขึ้นอย่างสนใจ

            “เราเจอพวกทหารอมตะที่ปลอมตัวเข้ามาในเมืองราวสิบคน พวกนั้นแปลกมากรูปลักษณ์ภายนอกไม่เหมือนทหารอมตะระดับหนึ่งที่เคยเจอก่อนหน้านี้ดูด้วยตาเปล่าแทบแยกความต่างกับมนุษย์ไม่ออก ถึงจะโต้ตอบแข็งไปหน่อยแต่พวกเขาตอบคำถามได้แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นระดับไหนเพราะมันไม่จู่โจมพวกเราเราไม่แน่ใจก็เลยใช้เข็มอาบยาคืนชีวิตแทงที่ต้นคอของพวกนั้นผ่านไปราวสิบนาทีพวกมันถึงได้หยุดนิ่งเหมือนเคลื่อนไหวไม่ได้ชั่วขณะหนึ่งทำให้เราสังหารมันได้หลังจากนั้นก็ต้องใช้วิธีนี้คัดแยกเพื่ออพยพชาวเมืองออกไปซึ่งเสียเวลามากข้าถึงอยากได้ยาคืนชีวิตที่ออกฤทธิ์เร็วกว่านี้ เพราะโชคดีที่พวกมันแค่อยู่นิ่งๆจนยาออกฤทธิ์ ถ้าตอบโต้ทันทีขึ้นมา พวกทหารจะต้องสู้กับมันถึงสิบนาทีเลยล่ะ”

            “ปกติยาคืนชีวิตก็ถูกทำขึ้นเพื่อให้ออกฤทธิ์ได้ในปริมาณน้อยอยู่แล้วพวกทหารอมตะที่ว่าต้องมีอะไรไม่เหมือนพวกระดับหนึ่งก่อนหน้านี้แน่เจ้าเคยนำศพไปพิสูจน์ดูหรือยัง” ไกอัสตั้งข้อสังเกต

            “ข้าเคยมอบศพของพวกนั้นให้ตระกูลดาทนอร์ธไป ข้าว่าพวกเขาคงจะบอกความคืบหน้าในเร็วๆนี้ล่ะ”

            “เจ้ามีแผนผังในเมืองหรือไม่ตอนนี้เราคงต้องปิดทางเข้าออกเมืองทุกทางเพื่อป้องกันคนในไม่ให้ออกคนนอกไม่ให้เข้า จนกว่าจะจัดการพวกทหารอมตะที่แทรกซึมเข้ามาทั้งหมดได้”

            ทากัสหยิบม้วนกระดาษออกมาคลี่ให้ทั้งสามคนดูก่อนจะเริ่มอธิบาย

            “เมืองโซน่ามีทางเข้าออกหลักเพียงสองทางประตูเมืองฝั่งที่ติดกับแม่น้ำอควาเลส และประตูเมืองฝั่งที่ติดกับเส้นทางมุ่งเข้าอาณาจักรลอฟท์เรียเส้นทางลับระวังยากมีสองทางแต่ข้าก็วางกำลังเฝ้ายามไว้แล้วทางระบายน้ำก็สั่งคนปิดทางเข้าออกชั่วคราวหมดแล้ว”

            “งั้นในระหว่างที่รอคนของตระกูลดาทนอร์ธเข้ามาสมทบเราลองทำเรื่องที่ทำได้ก่อนก็แล้วกัน” ไกอัสกล่าวพลางใช้ความคิด “แต่ถ้าเราเดินถืออาวุธเข้าไปไล่ฆ่าพวกกองทัพอมตะทันทีที่จับได้ชาวเมืองคงแตกตื่นแน่ เพราะเจ้าเองก็บอกว่ารูปลักษณ์ภายนอกของพวกนั้นคล้ายมนุษย์”

            “เราต้องหยุดการเคลื่อนไหวของพวกนั้นแล้วลากไปรวมกันที่ลานว่างนอกกำแพงเมืองข้าเตรียมพื้นที่เอาไว้แล้วหลังจากนั้นค่อยใช้ยาคืนชีวิตแล้วสังหารพร้อมกันในคราวเดียว”

            ทากัสเสนอความคิดพลางมองหน้าทุกคนเป็นเชิงขอความเห็น ไกอัสเป็นฝ่ายเริ่มแสดงความเห็น

            “ด้วยพลังควบคุมโลหะของข้ากับทากัส เรื่องใช้เข็มอาบยาคืนชีวิตทดสอบน่ะไม่มีปัญหาหรอกแต่จะทำยังไงถึงพันธนาการพวกนั้นทั้งหมดรวมกันได้”

            “พลังของข้าน่าจะทำได้นะแต่ต้องใช้โลหะจำนวนมากสักหน่อย” ดอว์นกล่าวแทรกขึ้น “กับรถเข็นหลายๆ คัน”

            “เรื่องรถเข็นกับโลหะไม่มีปัญหาหรอก เพราะเมืองโซน่าเป็นเมืองแห่งการค้ามีสินค้าพวกนี้เข้ามามากมายในแต่ละวันรวมกับโลหะที่กองทัพมี ข้าพอจะหาให้ได้อยู่”

            “งั้นท่านก็ช่วยให้ทหารยามคอยลากรถเข็นไปตามสถานที่ที่ทดสอบด้วยนะ”

            ทากัสหรี่ตามองดอว์นอย่างไม่มั่นใจนัก เขาแย้งขึ้น “อย่าลืมนะช่วงเวลาที่พวกทหารอมตะหยุดการเคลื่อนไหวเพราะยาคืนชีวิต มีไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำถ้าลากขึ้นรถเข็นแล้วเกิดอาละวาดขึ้นมาทหารยามแค่สองคนที่คอยลากรถเข็นสู้ไม่ไหวแน่”

            “เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้ว” ดอว์นกล่าวตอบ“ไปเตรียมตัวเถอะ รับรองแผนของข้าได้ผลแน่”

    คล้ายกับเรื่องLegend of Bloodland (ดินแดนแห่งพันธะอาคม) ที่คุณอ่าน