ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์

    บทที่ 44 คำขอโทษสีเงินคราม

           ภัทรใช้เวลาในวันต่อมาในการขึ้นรูปกำไลเพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดใดๆ จนในที่สุดลุงประดิษฐ์ก็อนุญาตให้เขาสามารถลองหลอมแร่ทองแดงสีครามโดยมีลุงกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด


           ​วันที่สามในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ เขาก็แกะแบบออกมาเป็นกำไลข้อทรงกลมมีสีน้ำเงินที่แม้จะมีลายคลื่นอยู่บ้าง แต่เมื่อตรวจสอบด้วยเนตรพิมพ์เขียวแล้วก็พบว่า เส้นทางมานาของมันไหลไปในทิศทางเดียวอย่างเป็นระเบียบ ด้านบนของกำไลเป็นทรงกลมบางๆ เพื่อเอาไว้ให้เขาแกะสลัก ส่วนด้านกำไลเงินเนื่องจากเป็นโลหะระดับสอง ลุงจึงเป็นคนเทแบบให้เขา แต่จะให้เขาขัดเกลาเอง


           ​"ไอ้หนู น้ำโลหะยังเหลืออยู่จะทำอะไรรึเปล่า เอาไปใช้ให้หมดๆ สิ เสียดายของ" ลุงประดิษฐ์บ่นภัทร


           ​ในขณะที่ภัทรคิดอะไรไม่ออก จู่ๆ เขาก็นึกถึงใครบางคนขึ้นมา จึงได้ทำแบบเล็กๆ สามอัน และทำการเทน้ำหลอมของโลหะเงินลงไปในอันแรก อันที่สองเนื่องจากปริมาณไม่พอ จึงได้ใช้น้ำทองแดงครามเทลงไป และแบบที่สามใช้แร่ทองแดงครามเพียวๆ ส่วนที่เหลืออยู่อีกหนึ่งในสามของตอนแรก ลุงประดิษฐ์ขอเอาไปใช้ ภัทรก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะลุงช่วยเขาไปเยอะมากแล้ว


           ​จากนั้นเขาก็เริ่มขัดเงาเก็บรายละเอียด กับแร่ทองแดงครามเขาสามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา แต่แร่เงินเขากลับต้องพบปัญหาหนึ่งที่ลุงประดิษฐ์ลืมบอกเขา มันคือการกัดกร่อนของแร่เงินเวทมนตร์ ในช่วงเวลาการขัดเงาลบผิวเงินให้ดีจะต้องใช้น้ำยาเฉพาะของแร่เงินเพื่อให้สามารถขัดเงาได้ง่ายขึ้น แต่แร่เงินเวทมนตร์ที่ปกติจะไม่มีปัญหาการกัดกร่อนนั้น เมื่อสัมผัสออกมามันจะคลายพลังเวทมนตร์ในรูปแบบตะกอนทำให้มันกัดมือเขาจนแดง บางส่วนก็เป็นแผลจากการกัดกร่อน ลุงอาสาจะทำให้แต่ภัทรปฏิเสธเพราะเขาต้องการทำด้วยตัวเอง การหลอมเขาก็ไม่ได้ทำด้วยตัวเองอยู่แล้ว ถ้ายังให้ลุงทำให้อีกเขาคงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกำไลวงนี้เลย ในที่สุดเขาก็ทำกำไลวงนี้สำเร็จ ภัทรถอนหายใจโล่งอกมองไปที่นาฬิกาพบว่ามันเกือบบ่ายสามโมงแล้ว


           ​"จะไม่ทันแล้ว ลุงผมไปก่อนนะครับ!" เขารีบเก็บของอย่างรวดเร็วจนยังไม่ทันได้ทำเครื่องประดับอีกสามชิ้นที่ถูกแกะออกจากแม่พิมพ์แล้ว ไม่รอให้ลุงตอบ ภัทรก็รีบวิ่งออกจากโกดังไป


           ​เขารีบวิ่งไปตามทาง ก็มีรถสกู๊ตเตอร์ มาจอดข้างๆ เขา “ภัทร เอ็งไปไหนมาเนี่ย! เจอเจ๊ริศหรือยังวะ? ทำไมไม่รีบง้อสักที ฉันกับรินจะประสาทกินตายอยู่แล้ว!” ชีตาร์บ่นขณะนั่งอยู่บนรถ


           ​“พี่ชีตาร์ ขับรถไปส่งผมไปหาพี่ริศหน่อยครับ ถ้าถึงสำนักงานก่อนสามโมงเย็น ผมอาจจะทันไปง้อพี่ริศก็ได้” ภัทรรีบกระโดดขึ้นเบาะหลังอย่างรวดเร็ว


           ​ชีตาร์ได้ยินแบบนั้นก็รีบบิดกลับสำนักงานหน่วยที่สองที่อยู่ไกลปืนเที่ยง “แล้วสามวันนี้เอ็งทำอะไรอยู่? ไม่เห็นโผล่หัวมาเลย”


           ​“ก็ผมทำของง้อพี่ริศอยู่น่ะสิครับ... เร็วหน่อยได้มั้ยพี่!”


           ​ทั้งสองบึ่งรถมาถึงสำนักงานแบบฉิวเฉียด ภัทรวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นบันไดไปยังอาคารเก่า


           ​ในห้องทำงาน เหลือเพียงริศที่กำลังเก็บเอกสารใส่กระเป๋า รินเห็นภัทรวิ่งเข้ามาก็ทำตาวาว รีบลากแขน รัน ออกจากห้องไป ปล่อยให้ทั้งสองเคลียร์ใจกันตามลำพัง


           ​ริศกำลังจะเดินผ่านภัทรไปโดยไม่มองหน้า แต่เขารีบกางแขนขวางเธอไว้


           ​“หลบ...” ริศพูดเสียงเรียบ


           ​“ไม่ ไม่หลบครับ” ภัทรหายใจกระหืดกระหอบ ไม่ยอมหลบ แต่ล้วงของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าขยายพื้นที่ แล้วเปิดกล่องยื่นให้เธอด้วยสองมือที่ยังคงบวมแดงจากการกัดของเงินเวทมนตร์


           ​“แทนคำขอโทษจากผมครับ”


           ​ริศชะงัก มองดูของในมือภัทร... ​มันเป็นกำไลข้อมือเงินสองวงที่คล้องกัน ที่ดูไม่ประณีตมากนักแต่กลับแสดงถึงความพยายาม ตรงกลางประดับด้วยดอกบัวสีน้ำเงินครามที่แกะสลักจากแร่บางอย่าง เกสรเป็นหินวิญญาณสีฟ้าขุ่นเม็ดเล็กๆ ที่ส่องประกายแวววาว


           ​“เธอคิดว่า... ฉันจะต้องการมัน เหรอ?” ริศถามเสียงเย็นชา แต่แววตาไหววูบ


           ​“ผมไม่รู้ครับ... ผมรู้แค่ว่าผมทำให้พี่ผิดหวัง ผมแค่อยากขอโทษ พี่จะไม่หายโกรธผมก็ได้ แต่ได้โปรดรับมันไว้... ผมตั้งใจทำมันสุดความสามารถเลย”


            ​ริศมองไปที่มือของภัทร... มือที่เคยเนียนนุ่มของเด็กหนุ่ม ตอนนี้เต็มไปด้วยรอยบวมแดง รอยกัดของสารเคมี ไม่นับรอยไฟไหม้และของมีคมบาด “มือเธอ... ก็เลยเป็นแบบนี้น่ะเหรอ?” น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ


           ​“ถ้ามันทำให้พี่หายโกรธผมได้... แผลแค่นี้ไม่นับเป็นอะไรเลยครับ”


           ​ริศวางเอกสารลง แล้วค่อยๆ สวมกำไลนั้นเข้าที่ข้อมือขวาของเธอ ก่อนจะเอื้อมมือมาประคองมือที่เต็มไปด้วยแผลของภัทรขึ้นมาอย่างทะนุถนอม


           ​“อควา ซานาติโอ (Aqua Sanatio)”


           ​แสงสีฟ้าจางๆ จากหินบนกำไลส่องสว่างขึ้น ไอน้ำในอากาศกลั่นตัวมาเกาะที่มือของภัทร สมานบาดแผลให้จางลงอย่างน่าอัศจรรย์


           ​แต่สิ่งที่เปียกชื้นกว่าไอน้ำ... คือหยดน้ำตาของริศที่ร่วงเผาะลงบนหลังมือของเขา


           ​“เด็กโง่... ทำไมต้องพยายามขนาดนี้...” เธอสะอื้น


           ​“บอกแล้วไงครับ... ว่ามันไม่นับเป็นอะไรเลย”


           ​“คราวหน้า... ถ้าจะไปไหนก็บอกพี่สักหน่อย ไม่ว่าเธอจะทำอะไร พี่ก็พร้อมจะไปกับเธอทั้งนั้นแหละ... ขอแค่ไม่ใช่เรื่องอันตรายแบบนี้อีก เข้าใจมั้ย?”


           ​“เข้าใจครับ... ผมสัญญา”


           ​ริศดึงตัวภัทรเข้ามากอดแน่น ท่ามกลางเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกของกองเชียร์ที่แอบชะเง้อมองอยู่หน้าประตู


           ​“เฮ้อ... ในที่สุดสงครามเย็นก็จบซะที” ชีตาร์ปาดเหงื่อ


           ​“ความจริงพี่ริศใจอ่อนตั้งแต่วันที่เห็นภัทรตาเป็นแพนด้าแล้วแหละ” รินเสริมยิ้มๆ


           ​“พี่ริศใจร้ายมากเลยที่แกล้งพี่ภัทรตั้งนาน” รันกระซิบ


           ​“ทีนี้ยัยริศก็จะได้ทำงานเต็มที่ซะที ฉันจะได้อู้งานบ้าง” หัวหน้าแว่นดำที่แอบมามุงด้วยพูดขึ้น ทำให้ชีตาร์กับรินตกใจว่าหัวหน้าโผล่มาจากไหน หัวหน้าไม่พูดพร่ำทำเพลงก่อนจะเดินผิวปากออกไปจากอาคาร


           ​ภัทรและริศเดินออกมาจากห้องพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ชีตาร์ตาไวรีบทักขึ้น


           ​“สวยดีนี่หว่าภัทร ไปฝึกงานร้านจิวเวลรี่มาเหรอ?”


           ​ริศหน้าแดงระเรื่อ รีบเอามือปิดกำไล “ภัทร... เธอทำเองจริงๆ เหรอ?”


           ​ภัทรพยักหน้าเขินๆ “ครับ... ผมให้ลุงประดิษฐ์ช่วยสอนกับช่วยทำส่วนที่ผมยังทำไม่ได้ แต่แกไม่ค่อยชอบงานจุกจิก ผมเลยต้องลองผิดลองถูกเอง”


           ​“ดอกไม้สีน้ำเงินนี้ผมได้มาจากการสกัดแร่ทองแดงสีครามที่ประมูลมาได้ครับ มันมีคุณสมบัติดึงดูดพลังธาตุน้ำจากอากาศได้ดีมาก จะช่วยให้พี่ร่ายเวทน้ำได้เสถียรขึ้น ยิ่งถ้าอยู่ใกล้แหล่งน้ำจะยิ่งแรงขึ้นครับ”


            ​“แล้วผมก็ใช้แท่งสลักรูน สลักคำว่า ‘สงบ' ลงไปด้วย... ถ้ามีใครโจมตีพี่ริศทีเผลอ พี่สามารถร่ายคาถาป้องกันได้โดยไม่ต้องใช้ไม้กายสิทธิ์ได้หนึ่งครั้งครับ”


            ​“โห... สุดยอดไปเลยไอ้น้อง!” ชีตาร์ตาลุกวาวเมื่อได้ยินสรรพคุณ “ทำให้พี่อันนึงดิ!”


           ​“ทำให้หนูด้วย เอารูปกระต่าย!” รันรีบบอก


           ​ภัทรยิ้มรับ “ได้ครับ เดี๋ยวผมหาวัสดุเหมาะๆ มาให้ใหม่”


           ​ริศยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะหันไปหาน้องสาวที่ยืนเงียบอยู่

           ​“ภัทร... นายต้องทำให้รินอันนึงด้วยนะ นี่เป็นคำสั่ง”


           ​ริศแกล้งเย้าแหย่ “เอาเป็นลาย... ‘ลูกหมู’ ก็แล้วกัน เหมาะกับรินดี กินเก่งแบบนี้”


           ​ปกติแล้วรินจะต้องโวยวายกลับ หรือวิ่งไล่ทุบพี่สาวด้วยความสนุกสนานเหมือนทุกครั้ง ​แต่ทว่าครั้งนี้... รินกลับเงียบกริบ


           ​เธอค่อยๆ ก้มหน้าลงจนผมหน้าม้าสีขาวดำลงมาปรกดวงตา ทำให้ไม่มีใครเห็นสีหน้าของเธอ


           ​“คุณรินธิรา?” ภัทรเรียกชื่อเธอด้วยความสงสัย “เป็นอะไรรึเปล่า? ไม่ชอบลายหมูเหรอครับ?”


           ​รินไม่ตอบคำถาม ริมฝีปากเม้มแน่น ​ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอก... ทั้งที่เธอก็เป็นห่วงภัทรไม่แพ้กัน แต่ของขวัญชิ้นแรก และความใส่ใจทั้งหมดของภัทร กลับเทไปให้พี่ริศคนเดียว


    ​วูบ...


           ​ไอเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ ของริน จนชีตาร์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต้องกอดอกหนาวสั่น


           ​“เฮ้ย... ริน?”


    ​แกรก!


            ​เวทมนตร์ธาตุน้ำแข็งก่อตัวขึ้นที่ใต้พื้นรองเท้าผ้าใบของรินอย่างรวดเร็ว สร้างเป็นใบมีดสเกตน้ำแข็งที่คมกริบและส่องประกายแวววาว ​โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง รินถีบตัวอย่างแรง


    ​ฟ้าว!!


           ​ร่างของรินพุ่งทะยานออกไปจากหน้าสำนักงานด้วยความเร็วสูง ทิ้งรอยน้ำแข็งเป็นทางยาวไว้บนพื้นถนน เธอสเกตหนีออกไปในความมืดโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว

    คล้ายกับเรื่องช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์ ที่คุณอ่าน