“ปัง!”
เพียงแค่การเดินชนไหล่กันเท่านั้น อย่างไรก็ตามมันกลับทำให้เกิดเสียงปะทะที่น่าหวาดเสียวอย่างมาก ดุ๊กนั้นรีบเข้ามาเพื่อหวังจะดูอาการของเซน อย่างไรก็ตามภาพที่เขาคิดว่าจะเห็นเซนนั้นร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวดกลับยังไม่เกิดขึ้น เขากลับเห็นไป๋หู่จับกุมหัวไหล่ของตนเองด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่เคยเห็นมาก่อน
“น้องเซน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
ดุ๊กกล่าวถามเซนในขณะเดียวกันเขาก็ได้สังเกตอาการของไป๋หู่อย่างละเอียดและพบว่ากระดูกหัวไหล่นั้นร้าวอย่างแน่นอน เพียงแค่การปะทะกันของหัวไหล่เท่านั้นแต่เซนกลับเป็นฝ่ายที่ทำให้หนึ่งในนักเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนบาดเจ็บได้ นี่นับว่าบ้าไปแล้ว
ไป๋หู่นั้นมันมองเซนอย่างหวาดกลัว มันไม่กล้าแม้แต่จะสบตาอีกฝ่าย ก่อนหน้านี้นั้นมันเองก็ไม่คิดว่าตนเองจะต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จนเมื่อมันกำลังจะชนไหล่อีกฝ่าย ในช่วงไม่ถึงวินาทีก่อนที่เหตุการณ์ทุกอย่างจะเกิดขึ้นนั้น มันได้สังเกตเห็นว่าเซนนั้นมองมาที่มันอย่างเย็นชาสายตาของอีกฝ่ายนั้นราวกับรู้อยู่แล้วว่ามันต้องการสิ่งใด
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้มันหวาดกลัวชายหนุ่มเบื้องหน้า สิ่งที่ทำให้มันหวาดกลัวก็คือตอนที่หัวไหล่ของมันปะทะชนกับอีกฝ่ายอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามตัวมันกลับรู้สึกเหมือนกับชนกับภูเขาสูงที่ไม่มีวันสั่นคลอนได้ ไม่ใช่แค่นั้นมันยังรู้สึกขนลุกเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งความรู้สึกนี้แหละที่ทำให้มันหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม มันเป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายนั้นปล่อยจิตสังหารออกมา
เซนเผยรอยยิ้ม แน่นอนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจเลยมันเป็นการตอบสนองโดยสัญชาตญาณ หากเป็นเขาโดยปกติจะปล่อยให้ตนเองถูกไหล่อีกฝ่ายชนและยอมล้มกระเด็นไป แต่เมื่อสักครู่นั้นเขาเผลอเกร็งไปครู่เดียวเท่านั้น
“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก มันเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น”
เซนกล่าวพร้อมกับเดินนำดุ๊กไป เขาไม่อยากจะโอ้อวดตัวเองหรือข่มขู่อีกฝ่าย เพราะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายนั้นหวาดกลัวเขาจนจะบ้าตายอยู่แล้ว ซึ่งเขาไม่อยากให้สิ่งนี้นั้นเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เขามาเรียนที่นี่อยากได้รับสันติและความรู้ไม่ได้อยากมีปัญหา
ดุ๊กนั้นเลือกที่จะไม่ถามอะไรเซนซึ่งนั่นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกดีกับรุ่นพี่ของเขาไม่น้อย ดุ๊กนั้นเลี้ยงอาหารเซนมือใหญ่ซึ่งชายหนุ่มเองก็กินเหมือนกับสัตว์ป่าหิวโซเขาสามารถกินทุกสิ่งทุกอย่างที่กินได้ อย่างไรก็ตามอาหารในโรงอาหารของโรงเรียนแห่งนี้นั้นรสชาติดีอย่างมาก
“รุ่นพี่ดุ๊ก ท่านคือจักรพรรดิเงาใช่หรือไม่ แล้วโดโนแวนก็คือน้องชายของท่าน…”
เซนกล่าวถามออกมาหลังจากสิ้นสุดมื้ออาหารของทั้งสอง ดุ๊กเมื่อได้ยินดังนั้นก็ทำเพียงยิ้มก่อนที่จะกล่าวว่า
“ข้าไม่สามารถปกปิดเจ้าได้อีก…ใช่แล้วข้าคือจักรพรรดิเงา นักเรียนลำดับห้าในกลุ่มเจ็ดนักเรียนปีศาจ”
เมื่อดุ๊กกล่าวจบเขาก็ได้สังเกตท่าทีของอีกฝ่าย อย่างไรก็ตามเซนนั้นเมื่อได้รับการยืนยันความจริงเขากลับไม่ได้มีการตอบสนองที่พิเศษใดๆ นอกจากเสียหน้าที่เรียบนิ่งพร้อมกับเอามือลูบท้องของเขาราวกับว่าอาหารที่กินเข้าไปอยู่ในท้องนั้นยังมีค่าให้ใส่ใจมากกว่า
“เอาล่ะ น้องเซนข้ายังมีงานของสภาที่ต้องจัดการอยู่…ข้าคงต้องขอตัว หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือใดๆ ภายในโรงเรียนนี้สามารถไปหาข้าที่ตึกสภานักเรียนได้ข้าจะบอกพวกคนในนั้นเอาไว้ แล้วสุดท้ายข้าขอฝากเจ้าดูแลน้องชายของข้าด้วย…”
เมื่อดุ๊กกล่าวจบร่างของเขาก็หายไปในทันที แม้แต่เงาก็ยังไม่สามารถมองเห็นเซนนั้นพยายามจะสัมผัสและหาตัวตนของอีกฝ่ายอย่างไรก็ตามเขากลับค้นพบว่าไม่สามารถมองหาอีกฝ่ายได้ ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าดุ๊กนั้นแข็งแกร่งกว่าน้องชายของตนมากนัก
และในที่สุดก็เข้าสู่การเรียนในช่วงบ่าย เซนนั้นกลับมานั่งเรือข้ามเกาะในขณะที่ลีโอเมื่อได้พบกับเขาก็ถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่สนามประลองไม่หยุด อย่างไรก็ตามเซนนั้นกลับไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นแทน
เมื่อคาบบ่ายได้เริ่มขึ้นนักเรียนหลายคนถูกแบ่งกลุ่มให้ฝึกฝนในรูปแบบที่ตนเองนั้นสามารถพัฒนาได้เร็วและมากที่สุดซึ่งเป็นการฝึกที่อาจารย์โซเฟียได้คิดค้นขึ้น ในขณะเดียวกันเซนนั้นต้องถูกแยกเดี่ยวเพราะสิ่งที่เขาต้องฝึกเกี่ยวกับเวทมนตร์นั้นคือพื้นฐาน
“ก่อนอื่นเจ้าต้องทดสอบพื้นฐานความเข้ากันกับธาตุของตนเองเสียก่อนซึ่งต้องใช้คริสทัลวัดคุณสมบัติในการทดสอบ มนุษย์ถึงเก้าในสิบโดยปกติแล้วจะมีเพียงธาตุเดียว ส่วนพวกที่มีสองธาตุนั้นหายากเกินไป แต่หากไปหาในเผ่าพันธุ์อื่นอาจจะหาได้ง่ายกว่า เพราะในโลกแห่งนี้นั้นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่อ่อนแอทางด้านเวทมนตร์มากที่สุดก็คือมนุษย์นั่นเอง แต่ในความอ่อนแอนั้นก็ไม่ได้แย่เสมอไปเพราะมันทำให้มนุษย์นั้นหาสิ่งอื่นสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยี หรือวิศวกรรมเวทมนตร์ อย่างคทาเวทที่สามารถทำให้ผู้ใช้เวทสามารถร่ายเวทได้เร็วขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น ยังไม่ใช่แค่นั้นมันยังเพิ่มขีดจำกัดในการสามารถทำให้ใช้เวทมนตร์ธาตุอื่นๆ ได้ถึงแม้ว่าจะใช้มันได้เพียงเศษเสี้ยวของคนที่มีพรสวรรค์ธาตุที่แท้จริงก็ตาม…”
อาจารย์โซเฟียนั้นสอนทฤษฎีพื้นฐานให้กับเซน เธอนั้นตัดสินใจแล้วว่าจะปั่นเด็กหนุ่มเบื้องหน้าของเธอให้กลายเป็นจอมเวทที่ยิ่งใหญ่ให้ได้ อาจารย์โซเฟียยังอธิบายอีกว่า เวทมนตร์ธาตุนั้นมีมากมาย อย่างไรก็ตามธาตุหลักๆ ที่สามารถพบได้ทั่วไปก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แสงสว่าง ความมืด และสายฟ้า ซึ่งธาตุสายฟ้านั้นในหมู่ธาตุหลักพวกนี้นับว่าควบคุมยากที่สุดแต่มีพลังทำลายสูงพอๆ กับธาตุไฟ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดาธาตุที่กล่าวมาทั้งหมด จุดเด่นของมันก็คือความเร็วที่มากพอๆ กับธาตุแสง
นอกเหนือจากธาตุพวกนี้แล้วยังมีเวทมนตร์สายพิเศษมากมายที่สืบทอดกันมาผ่านทางสายเลือด อย่างธาตุพืชที่ไม่ปรากฏในเผ่าพันธุ์มนุษย์แต่จะอยู่ในเผ่าพันธุ์ภูตแห่งพงไพร ซึ่งพวกเขานั้นอาศัยอยู่ในป่าลึก
และสายเวทมนตร์ที่พิเศษที่สุดก็คือสายไร้ธาตุซึ่งพวกนี้นั้นเป็นพวกที่สามารถฝึกศิลปะการใช้ออร่าได้ง่ายที่สุด เนื่องจากพวกเขานั้นไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับธาตุที่ตนเองได้รับ
การไร้ธาตุนั้นอาจจะฟังดูเหมือนข้อเสียแต่จริงๆ แล้วมันมีข้อดีมากกว่านั้นคือ ไม่มีสิ่งใดหรือธาตุใดนั้นสามารถสะกดข่มพวกไร้ธาตุได้ แต่พวกไร้ธาตุเองก็ไม่สามารถข่มธาตุอื่นได้เช่นกัน
สำหรับเซนนั้นไม่ต้องสงสัยในธาตุของตัวเองเลย เพราะเขานั้นเป็นสายอาชีพพิเศษที่สามารถใช้ได้ทุกธาตุ ซึ่งไม่เคยปรากฏมนุษย์เช่นเขาขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ หากไม่นับนักเล่นแร่แปรธาตุคนก่อนหน้าที่ถูกปกปิดและหายไปในหน้าประวัติศาสตร์
สิ่งที่ชายหนุ่มสามารถใช้ได้ในคือธาตุหลักทั้งหมด แต่ไม่สามารถใช้ธาตุพิเศษที่สืบทอดทางสายเลือดหรือเฉพาะกลุ่มได้ เซนในตอนนี้นั้นรู้สึกนับถืออาจารย์โซเฟียอย่างมาก และเขาคิดว่าเธอนั้นจะสามารถช่วยให้เขากลายเป็นจอมเวทที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้นเขาจึงบอกความจริงอีกฝ่ายไปก่อนเริ่มการทดสอบ
“เป็นไปไม่ได้! เจ้าคิดว่ากำลังโกหกใครอยู่ ไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์บ้านั่นแน่นอน!”
นี่คือคำพูดของอาจารย์โซเฟียก่อนที่เซนนั้นจะทำการทดสอบธาตุของตนเอง เมื่อความจริงได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าของอาจารย์โซเฟียเธอก็ไม่สามารถพูดอะไรออกเธอทำได้แต่มองเซนราวกับมองสมบัติล้ำค่าในขณะเดียวกันสายตาของเธอก็ปรากฏความหวาดกลัว เธอกลัวว่าจะมีใครขโมยเด็กที่มีพรสวรรค์อย่างเซนไปจากเธอ
โดยหารู้ไม่ว่าคนที่จะมาลักพาตัวเซนได้นั้น มันอาจจะยังหาไม่เจอในทวีปแห่งนี้แน่นอน