สิ่งมีชีวิตบนโลก จะเกิดมาพร้อมดวงดาวประจำตัว ผู้ใดที่แข็งแกร่งดวงดาวก็จะเปล่งประกายตามไปด้วย ฉะนั้นดวงดาวจึงเป็ตัวแทน ที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของชีวิต....ในทุกวันจะมีดวงดาวเกิดขึ้นมาใหม่บนฟากฟ้า และเช่นเดียวกัน พอมีเกิดย่อมมีดับ ดวงดาวที่ร่วงหล่นลงมามันมีมากมายไม่แตกต่างกัน มันเป็อย่างนี้ วนเวียนไปไม่จบสิ้น...
ยามคนเราจะตาย พลังชีวิตจะค่อยๆ เหือดหายไปอย่างช้าๆจนหมด แต่ดวงดาวไม่เป็แบบนั้น ดวงดาวมันจะเปล่งแสงออกมาเช่นเดิม แต่สีของมันจะเปลี่ยนเป็สีดำทมิฬ เมื่อคนผู้นั้นสิ้นชีพ ดาวดวงนั้นจะตกลงมาเช่นดาวหางและหายวับไป ผู้คนจึงเรียกกันว่าดาวมรณะ ที่เป็ดังสัญญาณก่อนตาย.......
.....
...
..
ดินแดนมนุษย์....
นครแดนใต้
สองวันก่อนได้เกิดเื่น่ายินดีสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์....... เหตุเป็เพราะดาวมรณะของอดีตเ้าสำนักลมหวนได้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง ข่าวนี้ได้สร้างความฮือฮาเป็วงกว้าง สำนักน้อยใหญ่ ต่างมาแสดงความยินดีกันเป็จำนวนมาก แต่น่าแปลกที่สำนักลมหวนไม่ได้จัดงานเลี้ยงอะไร มิหนำซ้ำยังทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ ทำตัวเสมือนเื่นี้ไม่เกี่ยวกับทางสำนักของพวกเขาเลย.....
.....เมื่อเ้าของบ้านไม่เปิดประตู ไฉนแขกเช่นพวกเขาจะกล้าเข้าไป เมื่อทำอะไรไม่ได้ สำนักต่างๆ จึงพากันเดินทางกลับไปด้วยความไม่พอใจ จะมีก็แต่เพียง4สำนักใหญ่เท่านั้นที่ยังไม่กลับ พวกเขานั่งจับกลุ่มสนทนา ภายในเรือนรับรองแขกของสำนักลมหวน...
สำนักลมหวน เป็หนึ่งในสำนักใหญ่ทั้ง5ของนครแดนใต้ ที่ตั้งสำนักอยู่บนยอดเขาสูง มีสาวกมากกว่าหมื่นคน เ้าสำนักคนปัจจุบันการบ่นเพาะอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นปลาย ระดับจักรพรรดิจัดได้ว่าอยู่ในระดับสูงของห่วงโซ่อาหาร ด้วยเหตุนี้ ทางสำนักจึงไม่แยแสผู้คนที่มาร่วมแสดงความยินดีเท่าไหร่ เพราะรู้ดีว่าจุดประสงค์ของคนพวกนั้นไม่ใช่การมาเยี่ยม แต่เป็การมาสืบหาวิธีที่จะกำจัดดาวมรณะซะมากกว่า.... ส่วนกลุ่มคนหน้าด้านที่เหลือ ทางสำนักต้องไว้หน้าให้บ้าง เพราะเป็สำนักใหญ่ในระดับเดียวกัน.......
เรือนรับรองแขกของสำนักลมหวน สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีต เกือบทุกอย่างทำมาจากสีขาวทั้งหมด กำแพง โต๊ะ เก้าอี้ พื้นทางเดิน ทุกอย่างล้วนทำมาจากหินสีขาวบริสุทธิ์ ตรงกลางลาน มีต้นไม้ลักษณะคล้ายต้นซากุระสีชมพูที่ออกดอกบานสะพรั่ง และตามกิ่งก้านเล็กใหญ่ มันมีผลไม้สีขาว รูปทรงเหมือนลูกท้ออยู่หลายสิบลูก
ใต้ต้นไม้ ถูกจัดวางด้วยโต๊ะเก้าอี้สีขาวหลายสิบตัว... เก้าอี้4ตัวถูกจับจองโดยแขกที่มาเยี่ยมเยือน ส่วนคนติดตามทั้งหลาย เพียงยืนรออยู่ทางด้านหลังของเก้าอี้...หลังจากรอคอยมาเนิ่นนาน ก็เริ่มจะมีเสียงบ่นพึมพำของกลุ่มผู้ติดตามให้ได้ยินมาเป็ระยะ
"ท่านเ้าสำนักเดินทางมาด้วยตัวของท่านเอง แม้แต่น้ำชา ข้ายังไม่เห็นสักถ้วย...." ชายหนุ่มชุดสีแดงกล่าวซุบซิบกับศิษย์ร่วมสำนัก
"ข้าว่าคงจะเป็เื่โม้ซะมากกว่า...."
"พอเหยียบเข้าสู่ขั้นเทวะ แม้แต่มารยาทขั้นพื้นฐานก็ไม่มี..."
กลุ่มชายหนุ่มวัยคะนองได้พูดอวดเบ่งต่อว่าต่างๆ นานา .... คนพวกนี้เป็ศิษย์เอก ไม่ก็เป็ลูกหลานของเ้าสำนักใหญ่ พวกเขาเกิดมาเพียบพร้อมไปด้วยเงินตรา อำนาจบารมี อยากได้อะไรก็แค่เอ่ยปาก ด้วยการกระทำที่เอาแต่ใจ พอนานวันเข้า มันก็หล่อหลอมจนเป็สันดาน ซึ่งไม่ใช่เื่ง่ายที่จะแก้ไขมัน
"หุบปาก!!!! เ้าสำนักเช่นพวกข้ายังไม่พูดอะไรสักคำ พวกเ้าจะมาผายลมทำไม...หรือคิดว่าคำพูดเย้ยหยันของพวกเ้า มันสามารถเป็ตัวแทนของสำนักพวกเ้าได้ หึ!!ถ้าไม่ได้ก็เงียบปากไปซะ!!!! "
เสียงคำรามจากชายวัยกลางคน เขากำลังดุด่าลูกศิษย์วัยเยาว์ของสำนักต่างๆ ชายคนนี้มีใบหน้าดุร้ายดังราชสีห์ มีเส้นผมสีแดงเพลิง ไว้หนวดเครารุงรัง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง..... ชายผู้นี้ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจรูปลักษณ์ของตัวเองสักเท่าไหร่
" ท่านเ้าสำนักไป๋ เ้าสำนักหยุนอย่าหาว่าข้าสอดเลยนะ ลูกศิษย์ของพวกท่านดูิ่ระดับเทวะเช่นนี้ข้าเกรงว่า...." เ้าสำนักผู้หนึ่งพูดขึ้นมา นางชื่อว่าซูฉี มาจากสำนักพิรุณเมฆา นางมีใบหน้าที่งดงาม ไม่ต่างจากหญิงสาววัยแรกรุ่น บนใบหน้าถูกประดับด้วยรอยยิ้มที่เป็กันเอง แต่ทว่าใต้ขอบตาของนาง ออกจะดำคล้ำไปสักเล็กน้อย
"ขอบคุณ แม่นางซูที่เตือนข้า เมื่อถึงสำนักข้าจะลงโทษเขาด้วยตนเอง" ชายวัยกลางคนชุดขาวกล่าวขอบคุณ พร้อมกับหันไปมองลูกศิษย์ทั้งสองด้วยความไม่พอใจ.........ในขณะที่เขาจะตำหนิลูกศิษย์ เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คนมากมาย
เพียงไม่นานหญิงชราชุดสีขาว พร้อมผู้ติดตามจำนวนหนึ่งเดินผ่านประตูเข้ามา พอกลุ่มคนได้เห็นหญิงชรา พวกเขาแสดงอาการตื่นใอย่างเห็นได้ชัด เพราะหญิงชรานางนี้....อยู่ในระดับเทวะ!!!
"ขออภัยที่ให้รอ เซียวเหยารินน้ำชาให้แขกสิ อย่าให้สำนักถูกตราหน้าว่าไร้มารยาท "
คำพูดแรกที่หญิงชราเอ่ยออกมา ทำให้บรรยากาศเย็นะเื เหล่าคนปากพล่อยต่างพากันยืนขาสั่น นางใช้ให้เซียวเหยาหญิงวัยกลางคน รินน้ำชาให้แเื่ แต่มีหรือที่คนพวกนี้จะกล้ารับไว้ เพราะหญิงวัยกลางคนแซ่เซียว นางคือเ้าสำนักคนปัจจุบัน และมีระดับการบ่มเพาะถึงจักรพรรดิขั้นสูง ซึ่งเป็ระดับเดียวกับเ้าสำนักใหญ่ทั้งหลาย.... ในที่แห่งนี้เห็นทีคงจะมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทัดเทียมนางได้.........
>>>>>>>>>>>>
ข้าชื่อหลินจือฮวา ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเรียกข้าว่า แม่เฒ่าหลิน เมื่อแปดปีก่อนตัวข้าทะลวงขั้นไม่สำเร็จ...ระดับเทวะมันอยู่ไกลเกินเอื้อม ถึงข้าจะอยู่ในระดับครึ่งก้าวสู่เทวะก็เถอะ แต่ระยะห่างของมันไม่ใช้แค่ครึ่งก้าวเหมือนดังชื่อเรียก ระดับเทวะมันห่างไกลกว่านั้นมาก... ตัวข้าไร้ซึ่งหนทาง และโอกาสสุดท้ายข้าได้เสียมันไปแล้ว...
ความล้มเหลวในการทะลวงขั้น มันทำให้ข้าาเ็ภายใน...ร่างกายของข้ามันรู้สึกเ็ปไปทั่วทั้งร่าง ข้ารู้ดีว่าเวลาของข้ามันเหลือไม่มาก...ดาวมรณะของข้ามันปรากฏขึ้นมาแล้ว ข้าไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี ข้ายังมีหลายสิ่งที่อยากทำ ข้าอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบเฉกเช่นคนธรรมดาดูสักครั้ง.....
สุดท้ายข้าก็ได้ตัดสินใจ เดินทางมาใช้ชีวิตก่อนตายที่หมู่บ้านธรรมดา... มันเป็หมู่บ้านธรรมดาที่อยู่ติดเขตแดนปีศาจ.....ถ้าจะกล่าวกันตามตรง สถานที่แห่งนี้จะเรียกว่าหมู่บ้านธรรมดาก็กระไรอยู่ เพราะผู้คนในหมู่บ้าน ล้วนเป็ยอดฝีมือกันทั้งสิ้น!!!!....
คนพวกนี้คงมีความคิดในทำนองเดียวกับข้า อีกอย่างการมาอาศัยอยู่ที่นี่ มันยังช่วยเฝ้าระวังพวกปีศาจไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง...
ข้าใช้ชีวิตโดยไม่กังวลอะไร เพียงแต่ในทุกค่ำคืน ข้าจะฝันร้ายเื่เดิมซ้ำๆ ฝันถึงเหตุการณ์่ที่ข้าล้มเหลวจากการทะลวงขั้น...ทัณฑ์สายฟ้าดุจดังอาวุธของเทพ มันทะลวงร่างของข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันจะไม่หยุดจนกว่าิญญาของข้าจะมอดไหม้เป็เถ้าถ่าน
พอตื่นขึ้นมา บริเวณหัวใจของข้ามันเ็ปจนแทบจะทนไม่ไหว ข้าเป็อย่างนี้มานานเกือบแปดปี ชีวิตของข้ามีแต่ความทุกข์ทรมาน..จนกระทั่งข้าได้พบท่านเซียนผู้หนึ่ง
ครั้งแรกที่ข้าได้พบกับท่าน ข้าก็ทราบได้ทันที ว่าคนผู้นี้ไม่ใช่บุคคลธรรมดา ท่วงท่าการก้าวเดินแต่ละครั้ง ข้าััได้ถึงวิถีแห่งฟ้าดิน ถ้อยคำเอื้อนเอ่ย มันเหมือนมีพลังจากกฎแห่งฟ้า ....ถึงการแต่งกายของท่านจะเหมือนคนยากไร้เนื้อตัวมอมแมม แต่ข้ามั่นใจ..ข้ามั่นใจว่าข้าดูไม่ผิด คนผู้นี้ต้องเป็เซียนเร้นกายเป็แน่...
และนับั้แ่ได้พบเจอกับท่าน มันทำให้โรคฝันร้ายของข้าค่อยๆหายไป ข้ารู้สึกได้เลย ว่าทุกครั้งที่ท่านพูดคุยกับข้า ดวงจิตที่มีรอยร้าวจากทัณฑ์์มันเริ่มที่จะฟื้นฟูกลับคืนมาบางส่วน ไม่แน่ข้าอาจจะ.....เพียงแค่คิดข้าก็ตื่นเต้นแล้ว...
ท่านเซียนมีจิติญญาที่บริสุทธิ์เหมือนน้ำใสสะอาด ซึ่งข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้แต่ธิดาศักดิ์สิทธิ์ในสำนักลมหวน ผู้เกิดมาพร้อมดวงแก้วบริสุทธิ์ จิติญญาของนางยังไม่ใสสะอาดเช่นท่านเลย
ท่านใช้ชีวิตติดดินปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามโชคชะตา ทุกการกระทำล้วนแฝงไปด้วยวิถีแห่งมรรค ที่ยากจะมองออก..... ความล้มเหลวในการทะลวงขั้นอาจจะเป็ข้อดีอย่างหนึ่งก็ได้ ถ้าข้าไม่เคยเหยียบประตูสู่ระดับเทวะ ข้าก็คงจะมองท่านเป็เพียงขอทานธรรมดาทั่วไป....
ในวันที่ท่านบอกว่าจะไปใช้ชีวิตอยู่ในป่า หัวใจของข้ามันแทบจะหยุดเต้น เพราะป่าที่ท่านว่า มันมีสัตว์อสูรระดับสูงอยู่เต็มไปหมด ต่อให้เป็ระดับเทวะ ก็ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะออกมาโดยไร้าแ แต่ท่านที่เป็ถึงเทพเซียนคงจะเหมือนเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน...ซึ่งก็เป็จริงอย่างที่คาด.....
ในวันหนึ่ง ท่านเดินเข้ามาพร้อมสมุนไพริญญาระดับสูง (ผักที่ปลูก) รวมถึงเนื้อัดินระดับเทวะที่ท่านนำมาตอบแทนตะกร้าวายุที่ข้าให้ท่านไป ข้าในตอนนั้นหวาดกลัวจริงๆ ข้าไม่เห็นเนื้อระดับเทวะมาก่อนในชีวิต ส่วนสมุนไพรไม่ต้องพูดถึง ระดับของมันอยู่ในระดับสูงทั้งสิ้น แต่ที่ทำให้ข้าหวาดกลัวจริงๆ คือตะกร้าวายุ ตะกร้าใส่ของระดับต่ำที่ข้ามอบให้กับท่าน ในตอนนี้มันกลับกลายเป็อาวุธคุมขังระดับศักดิ์สิทธิ์ไปเสียแล้ว อีกทั้งดูเหมือนว่ามันจะใกล้เปิดภูมิปัญญาได้อีกด้วย....
เพียงไม่นานตัวตนของท่านก็เริ่มถูกเปิดเผย พอหลายคนทราบข่าว ของที่ท่านนำมาก็ถูกแลกเปลี่ยนไปจนหมด... ข้าไม่ชอบพวกผู้ชายตัวเหม็นหน้าด้านที่ชอบมาแย่งซื้อของตัดหน้า...
ยิ่งเ้าคนแซ่ฟางที่ชอบมาแย่งซื้ออยู่บ่อยๆ รวมถึงเ้าเฒ่าแซ่โม่ ที่คิดว่าตัวเองเป็ระดับเทวะ แล้วชอบมาตัดหน้า เ้าชั่วนั้นได้แลกเอาใบชา์ไปอยู่บ่อยครั้ง จนข้าแทบจะไม่ได้อะไรเลย.....ผู้ชายพวกนี้มันน่าชิงชังยิ่งนัก
ในทุกเดือน ข้าต้องแย่งซื้อของล้ำค่าด้วยความยากลำบาก บางส่วนที่ข้าซื้อมา ต้องแลกกับหินิญญาธาตุต่างๆ ....หินิญญาที่เป็ของล้ำค่า มีส่วนช่วยยกระดับพลังธาตุในร่างกาย ที่แม้แต่ขั้นเทวะยัง้ามัน ในระยะเวลา400ปีข้าสะสมมันได้เพียงแค่30เม็ดเท่านั้น และในตอนนี้ มันก็ใกล้จะหมดลงเต็มที.... แต่ไม่เป็ไร เพราะข้าค้นพบความลับสุดยอดบางอย่างที่ไม่มีใครล่วงรู้ของท่านเทพ???...
ท่านเทพไม่ได้ชอบหินิญญา!!!! แต่ท่านชอบสมุนไพรหรือต้นไม้หายากระดับสูงต่างหาก.....และด้วยความลับนี้ มันได้เปลี่ยนชีวิตของข้า ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง...
ข้ายังจำมันได้ดี วันที่ข้ามอบต้นนิพพานสิ้นชีพ สมุนไพรชำระกายระดับ9 ให้กับท่านเซียน ขณะนั้นสีหน้าและแววตาของท่าน มันแสดงออกถึงความปีติยินดี..ตัวท่านคงจะสุขใจมาก ถึงขนาดมอบคำอวยพรให้แก่ข้า คำอวยพรที่เป็ดังกฎเกณฑ์ของโลก มันทำให้ข้าเสมือนได้เกิดใหม่ ดวงจิตที่เคยเสียหาย ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็ตราประทับสีทอง เืเนื้อในร่างกายของข้ากำลังเดือดพล่าน พลังที่ข้าสะสมมานานหลายปี รวมถึงเนื้อระดับเทวะ มันทำให้ข้าทะลวงคอขวด เข้าสู่ขั้นเทวะเต็มตัวเพียงชั่วอึดใจ และสิ่งที่อัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือมันไม่มีทัณฑ์์เกิดขึ้น มันเหมือนข้าถูกยอมรับจะเต๋าแห่งฟ้าดิน บางที่ทัณฑ์์ในด่านเทวะ มันคงไม่คิดว่าข้าได้ทำผิดกฏก็เป็ได้
และเพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณของท่านเทพเซียน ข้าจึงตัดสินใจเดินทางกลับสำนัก เพื่อพาหลานสาวมาคอยรับใช้ท่าน หลานสาวที่เป็เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ ที่เกิดมาพร้อมดวงแก้วบริสุทธิ์ เห็นทีคงไม่มีใครเหมาะสมเท่านางอีกแล้ว .......
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
สำนักลมหวน ณ ปัจจุบัน
กลุ่มคนปากพล่อย4คนที่เป็บรรดาลูกศิษย์ของสำนักใหญ่ ในขณะนี้พวกเขากำลังนั่งคุกเข่าสำนึกผิด อยู่ข้างนอกเรือนรับแขก
"เ้าสำนักไป๋ เ้าสำนักหยุน สำนักของข้า ไม่ใช่ที่เอาไว้สั่งสอนศิษย์ของพวกเ้า อย่าได้มาทดสอบความอดทนของข้า" แม่เฒ่าหลินเอ่ยออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม คำพูดเนิบๆ ที่ออกมาจากปากของนาง ทำให้ผู้ที่ได้รับฟังต่างรู้สึกสั่นสะท้าน
เ้าสำนักทั้งสองพอได้ยินก็เอ่ยขอโทษขอโพยกันเสียยกใหญ่ พวกเขาแค่อยากจะดัดนิสัยของพวกลูกศิษย์เท่านั้น จึงไม่ได้เอ่ยห้ามปรามในคราแรก ยังดีที่แม่เฒ่าหลินไม่ติดใจเอาความ ไม่งั้นบทเรียนในครั้งนี้พวกเขาคงต้องจ่ายหนักแน่ๆ
.
.
.
.
.
.
.