แววแห่งอารมณ์ขัดแค้นวาวโรจน์อยู่ในดวงตาของอะลันน่า เสริมด้วยนวลแก้มที่แดงปลั่งด้วยฤทธิ์โทสะ เรือนผมสีน้ำตาลทองหยักสลวยเคลียละอยู่บนต้นคออ่อนนุ่ม ปานเส้นไหมและเป็ประกายพรายแพรว ฝ่ามือของโรลท์ทาบทับอยู่กับแผ่นหลังตรง่สะเอว ราวกับจะสำแดงออกถึงความเป็เ้าของ ขณะที่พาเธอเดินผ่านเข้าไปในแผนกที่มีเสมียนนั่งประจำอยู่ ตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเขา
อะลันน่าตระหนักถึงความสนใจและแววเพ่งพินิจของพนักงานทุกคนที่นั่งทำงานอยู่ในห้องนั้น ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มีบางคนที่ใบหน้าออกจะคุ้นๆ ตาอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าเขาเ่าั้จะจำเธอได้ เพราะดูเหมือนทุกคนจะมุ่งความสนใจไปอยู่ตรงที่ว่า เ้านายของตนกำลังพาสาวน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาในสำนักงานมากกว่า
ท่าทางของโรลท์บอกให้รู้ว่า เขาไม่เคยให้ความสนใจเลยกับผู้หญิงคนไหนที่ทำงานเป็ลูกน้องอยู่ในเหมืองแห่งนี้เลยและอะลันน่าก็อดที่จะคิดต่อไม่ได้อีกว่า คนเหล่านี้จะคิดอย่างไร ถ้าเขาได้เคยเห็นหน้าเธอไปไหนมาไหนกับเคิร์ทมาก่อน พวกเขาอาจจะสรุปเอาง่ายๆ ก็ได้ เธอกำลังควงกับพี่ชายเพื่อยั่วน้องชายให้หึงเล่น แต่ถ้าพวกเขาได้รู้ว่าเธอรู้สึกอึดอัดใจมากเพียงไรกับฝ่ามือที่ทาบทับอยู่ตรงแผ่นหลัง แล้วทุกคนต้องเห็นใจที่เธอสามารถสำรวมกิริยาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม เพื่อมิให้ตัวเองต้องทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่นลงไป
ผู้หญิงคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นจากเครื่องพิมพ์ดีด ขณะที่โรลท์พาเธอเดินเข้าไปในห้องทำงาน ท่าทางของเธอผู้นี้กระฉับกระเฉงแคล่วคล่อง แต่ใบหน้าเรียบๆ ธรรมดาอยู่ในวัยประมาณสามสิบเศษ อย่างไม่รู้ตัวจริงๆ ที่อะลันน่าตวัดสายตาแวบหนึ่งมองดูเรือนแหวนทองคำที่สอดสวมไว้ในนิ้วนางข้างซ้าย ก่อนที่เงยขึ้นสบตาที่มองมาอย่างประหลาดใจ
โรลท์เลื่อนฝ่ามือขึ้นจับข้อศอกของเธอไว้เหมือนจะบังคับให้อะลันน่าต้องหยุดอยู่ข้างตัว ขณะที่เขาหยุดลงเบื้องหน้าโต๊ะทำงานของผู้หญิงคนนั้น
“มีเื่ด่วนอะไรไหม คุณเบลค?”
“อยู่บนโต๊ะทำงานแล้วค่ะมีเื่ด่วนอยู่เื่หนึ่งดิฉันวางไว้ข้างบนสุดแล้ว” ผู้หญิงคนนั้นตอบด้วยสุ้มเสียงเป็งานเป็การ
โรลท์หันหลังกลับ รั้งร่างอะลันน่าให้เดินตามเขาเข้าไปยังประตูชั้นในสุด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าจะต้องเป็ห้องทำงานส่วนตัวของเขา ก่อนที่จะเอี้ยวตัวมาออกคำสั่งกับผู้หญิงที่เป็เลขานุการ
“ตามเคิร์ทให้ที แล้วก็สั่งให้เขามาพบผมที่ห้องทันที” เลขานุการของเขาแทบจะไม่มีโอกาสตอบรับคำสั่งนั้นเสียด้วยซ้ำ ขณะที่เขาพาอะลันน่าเดินผ่านเข้าไปในประตูห้องนั้นและปิดตามหลังลง ปล่อยมือที่จับอยู่ตรงปลายศอกพร้อมๆ กับที่เธอสะบัดแขนให้พ้นจากการเกาะกุม
“เชิญตามสบายนะ” มุมปากของเขาหยักขึ้นน้อยๆ ขณะ ที่เดินเลยลึกเข้าไปในห้อง “รออีกสักนิดเดียวเคิร์ทก็มาแล้ว”
ฝีเท้าพาร่างของเขาเดินห่างออกจากเธอ อะลันน่ารู้สึกหายใจสะดวกขึ้นกว้าเดิมมาก กวาดตามองไปรอบๆห้องทำงาน อันที่จริงจะเรียกห้องนี้ว่าเป็ห้องทำงานที่สมบูรณ์แบบไม่ได้เลย โต๊ะทำงานที่เลขานุการคนนั้นเอ่ยถึงมันไม่ตรงกับความหมายที่เป็จริงเท่าไรนักเนื่องจากว่ามันเป็เพียงแค่โต๊ะธรรมดาๆ ตัวหนึ่งที่มีลิ้นชักกลางเท่านั้นประกอบด้วยเก้าอี้พนักตรงอีกตัวหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่เก้าอี้หุ้มเบาะหนังที่หรูหราอะไร มันไม่น่าจะเป็ชุดทำงานที่พร้อมจะรองรับความเครียดหรือนำความสำเร็จมาสู่ผู้ที่เป็เ้าของได้เลยด้วยซ้ำ ตรงด้านหน้าของโต๊ะก็มีเก้าอี้ในลักษณะเดียวกันอีกสองสามตัวตั้งไว้ มีชั้นไม้โอ๊คสำหรับวางหนังสือติดอยู่กับผนังห้องด้านหนึ่ง ซึ่งมีทั้งหนังสือทั้งเอกสารกองสุมกันอยู่เต็ม แต่ไม่มีตู้เก็บเอกสาร
ส่วนที่เหลือของตัวห้อง คือที่ตั้งของโซฟาขนาดใหญ่ซึ่งประกอบเป็สามชิ้น กับโต๊ะสูงประมาณเข่ามีความกว้างที่เหมาะสมกันตั้งไว้ โซฟาชุดนั้นคลุมเบาะด้วยผ้าลายทางสีน้ำเงิน
ส่วนผ้าม่าน ที่ตกแต่งผนังด้านหนึ่งเกือบจะทั้งหมดนั้น เป็เนื้อผ้าและสีสันเดียวกันกับเบาะที่ใช้คลุมโซฟานั่นเองและที่รองรับอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเธอ ก็คือพรมเนื้อหยาบสีน้ำเงินอีกเช่นกัน มีภาพสเกตซ์ด้วยถ่าน เป็ภาพขาว-ดำตกแต่งผนังห้องส่วนที่เหลือ
การตกแต่งภายในห้องนี้เห็นได้ชัดว่า เป็การตกแต่งแบบห้องทำงานของผู้ชายโดยแท้เป็ห้องที่ใช้ได้หลายประโยชน์ มันไม่เหมือนกับห้องทำงานอื่นๆ ที่อะลันน่าเคยเห็นมาแม้แต่น้อย และมันไม่เหมือนกับที่เธอวาดภาพเลยด้วยซ้ำ ซึ่งทั้งหลายทั้งมวลของความคิดคำนึงในเื่นี้ได้แสดงออกมาทางสีหน้าของเธอจนหมดสิ้น
“มีอะไรสำคัญอย่างนั้นหรือ?” เสียงขันๆ ของโรลท์เอ่ยถามขึ้น
เขากำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงาน หรือที่ถูกมันน่าจะเรียกว่าโต๊ะใหญ่ธรรมดาๆ ตัวหนึ่งมากกว่า มีกระดาษแผ่นสีชมพูเขียนหมายเลขโทรศัพท์ที่จะต้องติดต่อถืออยู่ในมือแววในดวงตาคู่นั้นเกินที่จะหยั่งรู้ได้
“คุณคงจะยอมรับสินะว่านี่ไม่ใช่ห้องทำงานที่แท้จริง” อะลันน่ากล่าวแก้ความแปลกใจของตัวเอง “มีใครเคยได้ยินบ้างว่า ห้องทำงานของนักบริหารไม่จำเป็ต้องมีโต๊ะทำงานไม้วอลนัท?” เธอไม่อาจจะอำพรางแววเยาะหยันในน้ำเสียงไว้ได้ มันเป็ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่เขาได้ขู่เข็ญบังคับเธอมาก่อน
เขาเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมา ซึ่งทำให้อะลันน่าอดคิดไม่ได้ว่า น่าจะเป็เพราะเขาขบขันในน้ำเสียงิ่ๆ ของเธอมากกว่าคำพูดเป็เชิงตั้งข้อสังเกตเช่นนั้น สีหน้าไม่ได้บอกว่าเขาแคร์เลยแม้แต่น้อย เมื่อโยนกระดาษที่บรรจุหมายเลขโทรศัพท์ในมือลงบนโต๊ะ
“ผมไม่ได้้าห้องหับหรือโต๊ะทำงานที่มันวิเศษวิโสอะไรนักหรอก ้าพื้นที่กว้างๆ ไว้สำหรับทำงานให้สะดวกมากกว่า อย่างของพวกนี้...” โรลท์กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องอย่างไร้ความรู้สึก ไปหยุดตรงโซฟาตัวใหญ่ซึ่งสามารถทำให้ห้องนั่งเล่นไหนๆ เล็กลงได้ถนัดตา “มันก็ใช้ประโยชน์ได้อย่างดี เพราะการประชุมใดๆ ก็ตามควรจะให้คนที่เข้านั่งประชุมได้นั่งรอบๆ มีเอกสารรายงานต่างๆ กางอยู่ตรงหน้า”
“คุณนี่คงไม่เคยทำอะไรอย่างไร้เหตุผลเลยซินะ?” เธอว่า แต่แล้ว ทันใด ก็บังเกิดความข้องใจในเหตุผลอันแท้จริงของเขาที่อุตส่าห์ให้ไปรับเธอถึงท่าอากาศยาน
“คนอย่างผมไม่เคยใช้คำว่า ‘ไม่เคย’ เลยนะ” โรลท์พูดเยาะๆ เหมือนจะเน้นให้เธอนึกถึงคำๆ นี้ที่ได้ใช้มาแล้ว “มันเป็เื่ของความสะดวกมากกว่า ไอ้เื่ของความสบายน่ะมันเป็เื่ความสุขส่วนตัว”
“ฉันก็ไม่เคยคิดหรอกว่าคนอย่างคุณจะอ่อนไหวกับความ้าแบบมนุษย์ธรรมดากับเขา” อะลันน่าตอบอย่างเผ็ดร้อน
เขากวาดสายตามองเธอั้แ่ศีรษะจรดเท้า
“คุณสงสัยอย่างนั้นรึ?” น้ำเสียงทุ้มๆ ที่เอ่ยถามขึ้นคล้ายจะเป็การลองเชิง
ในยามนี้...เขาและเธอยืนอยู่ห่างกันประมานสิบห้าฟุตแต่กระนั้น แรงดึงดูดจากสายตาคู่สีน้ำเงินเข้มก็เหมือนจะโลมเลียไปทั่วเรือนร่าง มันคล้ายกับว่าเขาได้ทำการสำรวจไปทั่วทุกตารางนิ้วบนเรือนกายของเธอจนหมดสิ้นแล้วความตึงเครียดบังเกิดขึ้นในบรรยากาศระหว่างกัน เป็กระแสที่สร้างความอึดอัดให้เกิดขึ้นไม่น้อย และจุดปลายประสาททุกส่วนบนเนื้อตัวของอะลันน่าให้หวั่นไหว
เืร้อนๆ ฉีดขึ้นมาตาม่ลำคอ เธอรีบเบือนหน้าหนีเสียจากเขาก่อนที่มันเลยขึ้นมาจนถึงนวลแก้มและประจักษ์แก่สายตาของโรลท์ เธอไม่ยอมตอบโต้ในคำถามแบบลองเชิงนั้น
ดูเหมือนมันจะเป็สิ่งที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของเธอเอง เมื่ออะลันน่าขยับเท้าเดินหนีไปเสียทางหนึ่ง เพื่อให้ระยะทางระหว่างเธอกับเขาห่างไปกว่าเดิม เธอใช้ม่านบังตาตรงหน้าต่างเป็จุดหมาย แต่ก่อนที่จะทันยื่นมือไปแหวกมันออกเพื่อมองออกไปข้างนอกนั้น ปลายเชือกก็ถูกเลื่อนลงเสียก่อน
เธอตวัดสายตาไปมองอย่างแปลกใจและก็พบว่าโรลท์กำลังยืนอยู่ใกล้ พรมหนาๆ ที่ปูอยู่พื้นห้องช่วยซับเสียงฝีเท้าของเขาไว้ ขณะที่เขาเดินมาหาเธอตรงหน้าต่าง อะลันน่าก็รีบสะบัดหน้าหันกลับไปมองทางหน้าต่างทันที หัวใจเต้นรัวแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“อันที่จริงข้างนอกนั่นมันก็เป็วิวธรรมชาติที่สวยมากทีเดียว” เสียงทุ้มๆ ของเขาดังขึ้นเบื้องขวา อะลันน่าได้แต่ยืนตัวแข็ง พยายามที่จะคาดคำนวณระยะความใกล้ไกลระหว่างตัวเธอกับเขาโดยไม่ยอมหันไปมอง แต่เรดาร์ในตัวของเธอก็บอกให้รู้ว่า เขาใกล้ชิดตัวเธอมาก “น่าเสียดายที่ฝุ่นมันเกาะกระจกหนาเป็นิ้วเลย เพราะฉะนั้น ผมถึงมักจะปล่อยให้ม่านมันปิดอยู่อย่างนี้เสมอ นอกเสียจากว่าวันไหนฝนมันเกิดตกลงมาอย่างหนักนั่นแหละถึงจะเปิด มันเสียเวลาที่เราจะต้องมานั่งล้างกระจกกันอยู่ทุกวัน”
ทัศนียภาพภายนอกนั้นเหมือนถูกหมอกลอยลงปกคลุมไว้ ทำให้มองไม่เห็นความงามที่แท้จริงนอกจากภาพที่ค่อนข้างรางเลือน แต่กระนั้น สายตาของอะลันน่าก็ยังแน่วนิ่งอยู่กับกระจกหน้าต่างที่อาบอยู่ด้วยคราบฝุ่น กลิ่นกรุ่นๆ ของน้ำยาโกนหนวดลอยล่องอยู่ในอากาศแทบทำให้เธอสำลักลมหายใจ ใคร่ที่จะเดินออกจากเสียจากตรงนั้นแต่ไม่ว่าจะเอี้ยวตัวหรือหันไปทางไหนก็หมายความว่าจะต้องเผชิญหน้ากับโรลท์ทั้งสิ้น