ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นช่วยปลุกหลินซูลี่ให้ตื่นจากภวังค์ เธอเดินไปเปิดประตูก็พบฟางซินเยว่ที่ยืนรออยู่หน้าห้อง
“เป็ยังไงบ้างซูลี่ เธอลุกไปทำงานไหวไหม ถึงจะไม่ไหวแต่เธอก็ต้องฝืนหน่อยนะ เธอขาดงานในไร่มาสองวันแล้ว ไม่งั้นหัวหน้าจะต้องเขียนรายงานพฤติกรรมของเธอแน่ๆ”
หลินซูลี่มองดูหน้าเพื่อนรักด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เมื่อก่อนทำไมเธอถึงรักและไว้ใจเพื่อนคนนี้มากถึงขนาดนั้นกันนะ เพื่อนที่เอาเปรียบเธอทุกอย่าง และยังเป็เพื่อนรักคนนี้ที่เข้ามาแย่งสามีของเธอไปอีก
“ซูลี่ ซูลี่” ฟางซินเยว่โบกมืออยู่ตรงหน้าเพื่อน พร้อมกับเอื้อมมือออกไป “เธอได้ยินฉันไหม หรือว่าเธอไม่สบายมากอย่างนั้นหรือ งั้นเราไปหาคุณหมอจูกันเถอะ ฉันจะพาเธอไปเอง”
หลินซูลี่ชักมือกลับเพราะเธอยังไม่อยากััมือกับฟางซินเยว่ “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่รู้สึกมึนหัวนิดหน่อย เอาไว้หลังจากเสร็จงานในไร่ ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ฉันจะไปหาคุณหมอจูเอง”
“อย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่เช้านี้เธอมีอะไรกินหรือเปล่า ฉันยังไม่ได้ทำอาหารเลย ปกติเธอจะทำซาลาเปาไว้ใช่ไหม ขอฉันสักลูกสองลูกสิ เอาไว้พอถึงมื้อเย็นฉันจะทำอาหารเผื่อเธอเอง” ฟางซินเยว่พูดพร้อมกับพยายามจะเดินเข้าไปในห้องพักของหลินซูลี่ แต่หลินซูลี่ก็ไม่ได้ขยับตัวหลบ เธอยังยืนขวางประตูอยู่
“วันนี้ฉันยังไม่ได้ทำอาหารเช้าหรอก ฉันเพิ่งจะหายจากอาการไข้ก็เลยยังไม่นึกอยากจะกินอะไร วันนี้เธอคงต้องทำอาหารเช้ากินเองแล้วล่ะ”
ฟางซินเยว่มองหลินซูลี่อย่างแปลกใจ นี่หลินซูลี่กำลังปฏิเสธเธออย่างนั้นหรือ “จะเป็ไปได้ยังไงกันซูลี่ที่เธอไม่ได้ทำอาหารเช้า เธอเคยบอกกับฉันว่ามื้อเช้าเป็มื้อที่สำคัญที่สุดไม่ใช่หรือ หรือว่าเธอไม่อยากแบ่งอาหารของเธอให้ฉัน ก็ฉันบอกแล้วยังไงล่ะว่ามื้อเย็นฉันจะทำอาหารมาเผื่อเธอด้วย ”
“ถ้าเธอไม่เชื่อเธอก็ไปดูที่ห้องครัวดูสิ เช้านี้ฉันยังไม่ได้จุดเตาเลย ที่ฉันตื่นก็เพราะเธอมาเคาะประตูเรียก” หลินซูลี่แสร้งใช้มือนวดที่ขมับ “แต่จะว่าไปฉันก็ยังไม่ค่อยมีแรงเท่าไหร่ เธอเอาธัญพืชของเธอมาทำอาหารเช้าก่อนไม่ได้หรือ แล้วเธอก็ทำเผื่อฉันด้วย พอมื้อเย็นฉันก็จะเอาธัญพืชของฉันมาทำอาหารเผื่อเธอด้วย”
“เอ่อ ฉันยังไม่หิว เธอหาอะไรกินเองก็แล้วกัน”
หลินซูลี่มองดูฟางซินเยว่เดินกลับห้องพักไปด้วยความพอใจ คราวแรกเธอก็ลำบากใจอยู่ไม่น้อยที่พูดปฏิเสธออกไปอย่างนั้น แต่ไม่นึกว่ามันกลับทำให้เธอรู้สึกดีขนาดนี้ หลินซูลี่คิดกับตัวเองด้วยความมั่นใจ ‘นี่แค่ก้าวแรกของเธอเท่านั้นนะหลินซูลี่ ต่อไปเธอต้องใจแข็งให้มากกว่านี้ และเธอจะต้องไม่ยอมแพ้ให้กับคนที่คิดจะมาเอาเปรียบเธอเหมือนกับชีวิตที่แล้ว ชีวิตนี้เธอจะต้องไม่ยอม เธอจะต้องสู้เพื่ออนาคตที่ดีของเธอเอง’
“อ้าว! ยุวชนหลิน เธอไม่สบายหายดีแล้วหรือ ถ้าไม่ไหวก็บอกได้นะ หมู่บ้านของเราไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดว่าจะไม่อนุญาตให้คนป่วยได้หยุดพักงานหรอกนะ” จางชิงบอกกับหลินซูลี่
จางชิงเป็หัวหน้าหมู่บ้านหนุ่มนิสัยดี ปีนี้เขามีอายุแค่สามสิบปีเท่านั้น ภรรยาของเขาเสียชีวิตไปแล้ว และเขาก็เลี้ยงดูลูกสาวอายุห้าขวบเพียงคนเดียว โดยที่ยังไม่คิดที่จะแต่งงานใหม่
“ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่จาง อาการของฉันดีขึ้นมากแล้วล่ะค่ะ วันนี้ทำงานในไร่ได้ไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ”
“งั้นก็ตามใจเธอนะ แต่ถ้าไม่ไหวก็ให้รีบบอกล่ะ อย่าปล่อยให้ตัวเองป่วยหนักเดี๋ยวมันจะกลายเป็เื่ใหญ่ อ้อ...เธอช่วยไปบอกยุวชนคนอื่นด้วยนะว่าเย็นนี้ให้ไปรับส่วนแบ่งธัญพืชของตัวเองด้วย เดือนนี้พวกเธอจะได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยด้วยนะ”
“ขอบคุณค่ะ เอาไว้ฉันจะบอกทุกคนให้นะคะ” หลินซูลี่รับคำ
หลินซูลี่เริ่มทำงานในไร่อย่างขยันขันแข็ง เพราะปกติเธอก็เป็คนที่ชอบทำงานมากกว่าการจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่แล้ว จะมีก็แต่ฟางซินเยว่ที่ดูจะแปลกใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเพื่อน
“ซูลี่ เมื่อครู่พี่ใหญ่จางมาพูดอะไรกับเธอหรือ” ฟางซินเยว่เริ่มชวนคุย “ขอฉันกินน้ำของเธอหน่อยสิ”
หลินซูลี่ยื่นกระบอกน้ำดื่มให้ “เดือนนี้พวกเราจะได้รับธัญพืชเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย พี่ใหญ่จางก็เลยฝากฉันให้มาบอกพวกเธอว่าเย็นนี้ให้ไปรับธัญพืชได้แล้ว”
“ทำไมในกระบอกน้ำของเธอถึงเป็น้ำเปล่าไปได้ล่ะ ปกติเธอจะต้มน้ำตาลมากินไม่ใช่หรือซูลี่” ฟางซินเยว่ถามอย่างไม่พอใจ “เธอเป็อะไรของเธอ เมื่อเช้านี้ฉันขอซาลาเปาเธอแค่สองลูก เธอก็ไม่ยอมให้ พอมาตอนนี้แค่น้ำหวานสักแก้วเธอก็ยังไม่ยอมแบ่งให้ฉันอีกหรือ”
“ฉันก็กินน้ำเปล่าจากกระบอกนี้เหมือนกันนะซินเยว่ เธอโวยวายอย่างนี้หมายความว่าอะไร แล้วน้ำตาลอะไรนั่นฉันก็ไม่มีอีกแล้ว เธอจำไม่ได้หรือว่าสัปดาห์ก่อนเธอมาขอยืมน้ำตาลฉันไปครึ่งชั่ง แต่จนป่านนี้เธอก็ยังไม่เอามาคืนฉันเลย แล้วก็เื่ซาลาเปาอะไรนั่นอีก ฉันก็อธิบายเธอไปแล้วว่าเมื่อเช้าฉันไม่ได้เข้าครัวทำอาหาร เพราะฉันเพิ่งฟื้นไข้ฉันก็เลยเข้าครัวไม่ไหว ฉันขอให้เธอช่วยทำอาหารให้ฉัน พอมื้อเย็นฉันก็จะทำคืนให้เธอ แต่เธอบอกว่าเธอไม่หิว พวกเราก็เลยยังไม่มีใครได้กินมื้อเช้ากันเลยยังไงล่ะ” หลินซูลี่อธิบายยาวๆ และเสียงของเธอก็ดังพอที่เพื่อนยุวชนชายและชาวบ้านที่นั่งพักอยู่ใกล้ๆ ได้ยินกันชัด
ฟางซินเยว่ถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่คิดว่าหลินซูลี่จะกล้าพูดหักหน้าเธอต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ เธอแสร้งร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ “ซูลี่! น้ำตาลที่ฉันยืมไป ยังไงฉันก็ต้องคืนให้เธอแน่นอน เธอไม่เห็นจะต้องเอาเื่นี้มาพูดให้คนอื่นได้ยินเลยนี่ เธอตั้งใจจะทำให้ฉันอายใช่ไหม เธอก็รู้ว่าฐานะทางบ้านของฉันไม่ดีเท่ากับเธอ เธอช่วยรอสักหน่อยไม่ได้หรือ พอที่บ้านฉันส่งเงินมาให้ ฉันก็จะซื้อน้ำตาลมาคืนให้เธอ ฉันจะซื้อคืนเธอหนึ่งชั่งเลยดีไหม เพื่อชดเชยกับที่ฉันเอาของของเธอมาใช้ก่อน”
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็มองไปที่หลินซูลี่อย่างแปลกใจ พวกเขารู้ดีว่าเธอเป็คนมีน้ำใจมากขนาดไหน แต่การที่พวกเขาเห็นฟางซินเยว่ผู้อ่อนหวานร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสารนั้นมันก็ทำให้คนหนุ่มในหมู่บ้านเริ่มมองหลินซูลี่เปลี่ยนไป จะมีก็แต่ยุวชนชายสองคนที่มองฟางซินเยว่ด้วยความไม่พอใจ
หลินซูลี่ก็รับรู้ได้ถึงสายตาอย่างนั้น ชีวิตที่แล้วเธอเป็หญิงชราอายุหกสิบปีเลยนะ สายตาและความคิดแบบนี้เธอจะมองไม่ออกได้ยังไง
“ฐานะที่บ้านของฉันก็ดีจริงอย่างที่เธอว่านั่นล่ะ แต่นั่นมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันนี่ เพราะบ้านนั้นคือบ้านของแม่เลี้ยง และั้แ่ที่ฉันถูกส่งมาอยู่ที่นี่ ฉันก็ไม่เคยได้ติดต่อกับคนที่บ้านเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเื่เงินที่ทางบ้านส่งมาให้นั่นหรอก ฉันไม่เคยได้รับมาเป็ปีแล้ว ฉันกับแม่เลี้ยงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันยังไงไม่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ ส่วนเื่ที่ว่าจะคืนน้ำตาลให้ฉันหนึ่งชั่งเพื่อเป็ค่าชดใช้อะไรนั่นก็ไม่ต้องหรอก เพราะที่ผ่านมาของที่เธอยืมฉันไป ไม่ว่าจะเป็ของกิน ของใช้ หรือแม้แต่ธัญพืชที่พวกเราได้รับจัดสรร เธอก็ไม่เคยเอามาคืนฉันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เพราะฉะนั้นเื่เก่าที่ผ่านมาฉันก็ไม่คิดที่จะขอคืน แต่ไหนๆ ก็พูดเื่นี้ขึ้นมาแล้ว...” หลินซูลี่แสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “ถ้างั้นต่อไปนี้พวกธัญพืชกับข้าวของของฉัน ฉันคงจะแบ่งให้เธอใช้ไม่ได้แล้วล่ะ ฉันต้องขอโทษด้วยนะซินเยว่ เพราะเงินที่ฉันได้ติดตัวมามันก็แทบจะไม่เหลือแล้ว ฉันขอเก็บของของฉันไว้ใช้เองได้ไหม”
ฟางซินเยว่แทบอยากจะเอาหน้ามุดรอยแยกของดินเพื่อหนีความอับอาย “เอ่อ...ฉัน...ฉันจำได้ว่าฉันไม่เคยเอาของของเธอไปฟรีๆ เลยนะ แล้วก็...”
“ใช่ๆ เธอไม่เคยเอาของฉันไปฟรีๆ เลย เป็ฉันที่เอาของพวกนั้นให้เธอเอง แต่ก็ไม่เป็ไรหรอก ฉันไม่คิดมาก เพราะเราเป็เพื่อนกัน ถ้าฉันช่วยเหลือเธอได้ฉันก็เต็มใจช่วย เพียงแต่ที่ฉันพูดไปเมื่อครู่ก็เพราะฉันอยากบอกให้เธอรู้ว่าต่อไปนี้ฉันคงจะช่วยเหลือเธอไม่ได้อีกแล้ว ฉันไม่มีศักยภาพที่จะทำอย่างนั้นแล้ว เธอคงจะเข้าใจฉันใช่ไหมจ๊ะซินเยว่” หลินซูลี่ถามเพื่อนอย่างรอคอยคำตอบ
ผู้คนโดยรอบต่างก็มองมาที่ฟางซินเยว่เป็ตาเดียว ซึ่งฟางซินเยว่ก็ได้แต่กัดฟันตอบ “ต่อไปนี้ฉันจะไม่รบกวนเธออีกแล้ว”
หลินซูลี่ยิ้มกว้าง “ขอบใจที่เธอเข้าใจฉันนะจ๊ะ”